posttoday
ปรากฎการณ์ 'หลิน ฟีเวอร์'

ปรากฎการณ์ 'หลิน ฟีเวอร์'

19 กุมภาพันธ์ 2555

อาจจะเร็วเกินไปที่จะนำ เจเรมี หลิน ไปเปรียบเทียบกับอดีตซูเปอร์สตาร์เอ็นบีเออย่าง ไมเคิล จอร์แดน

โดย...จาด้า

อาจจะเร็วเกินไปที่จะนำ เจเรมี หลิน ไปเปรียบเทียบกับอดีตซูเปอร์สตาร์เอ็นบีเออย่าง ไมเคิล จอร์แดน แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ณ วันนี้เขาคือคนที่ปลุกความคึกคักให้วงการยัดห่วงอย่างแท้จริง

ในยุคที่ชีวิตของคนส่วนใหญ่ผูกพันกับสังคมออนไลน์แบบนี้ ทำให้ข่าวสารต่างๆ แพร่กระจายไปได้แบบติดจรวด และแม้ว่าคุณจะไม่ใช่คอกีฬาตัวยง แต่อย่างน้อยเรื่องราวของ หลิน ก็คงจะผ่านสายตาบ้างในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือแม้แต่เว็บแชร์คลิปวิดีโอดังอย่างยูทูบ

ไม่เพียงแค่ในโลกออนไลน์เท่านั้นที่พอยต์การ์ดวัย 23 ปี ดังเป็นพลุแตก เพราะสื่อกระแสหลักอย่างวิทยุ โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ ต่างก็พากันทำสกู๊ปชื่นชมดาวดวงใหม่กันยกใหญ่หลังจากที่เขาทุบสถิติของ แชคคีล โอนีล ในการทำสกอร์รวมสูงสุด 5 นัดแรกของการออกสตาร์ตในเอ็นบีเอ

แม้ว่าล่าสุดสถิติชนะรวดของ หลิน จะหยุดลงที่ 7 นัด เมื่อ นิวยอร์ก นิกส์ พ่ายให้กับ นิวออร์ลีนส์ ฮอร์เนตส์ ในช่วงเช้าวันเสาร์ตามเวลาประเทศไทย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ากระแส “Linsanity” (ซึ่งเป็นการนำคำว่า Lin กับ Insanity มารวมกัน อันหมายถึงปรากฏการณ์ หลิน ฟีเวอร์) จะต้องจบลงไปบัดดล

ปรากฎการณ์ 'หลิน ฟีเวอร์'

 

ใครคือ เจเรมี หลิน ?

โคบี ไบรอันต์ ยอดนักยัดห่วงของ แอลเอ เลเกอร์ส เคยกล่าวว่า เขาไม่รู้จักว่า หลิน คือใคร แต่พนันได้วันนี้เขาคงจะไม่ต้องถามอะไรอีกแล้ว

หลิน เกิดและเติบโตที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยพ่อแม่ของเขาเป็นชาวไต้หวันที่อพยพมาตั้งรกรากที่เมืองลุงแซมตั้งแต่ยุค 70 และครอบครัวนี้ถือเป็นคริสเตียนที่ค่อนข้างจะเคร่งศาสนาไม่น้อยทีเดียว

แม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งเมื่อเขาเป็นกัปตันทีมโรงเรียนปาโล อัลโต ชุดคว้าแชมป์ระดับรัฐเมื่อปี 2006 แต่ หลิน กลับไม่ได้ทุนนักกีฬาของมหาวิทยาลัยอย่างที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นเด็กหัวดีทำให้เขาสอบเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแถวหน้าในฐานะที่ผลิตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกามาแล้วหลายคน แต่น่าเสียดายที่ที่นั่นไม่มีแหล่งสร้างนักบาสขึ้นมาป้อนตลาด

หลังเรียนจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์แล้ว หลิน ก็ต้องอกหักเมื่อไม่มีทีมใดในเอ็นบีเอดราฟต์ตัวเขา และแม้จะได้เซ็นสัญญากับ โกลเดนสเตต วอร์ริเออร์ส ในเดือน ก.ค. 2010 แต่เขาก็ไม่เคยได้เล่นเป็นตัวจริง มิหนำซ้ำก็ยังโละทิ้งในเวลาต่อมา และถูก ฮุสตัน ร็อกเกตส์ ปฏิเสธ ก่อนที่จะได้มาซบ นิวยอร์ก นิกส์ ในที่สุด

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

แม้ว่าจะได้ต้นสังกัดใหม่ แต่พอยต์การ์ดเลือดเอเชียซึ่งต้องอาศัยโซฟาของเพื่อนร่วมทีมเป็นที่นอน ก็ยังเป็นได้แค่ตัวสำรองเท่านั้น จนกระทั่ง นิกส์ ประสบปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหลายคนจนทำให้ ไมค์ ดิอันโตนี โค้ชของทีมไม่มีทางเลือกนอกจากต้องส่ง หลิน ลงสนามด้วยความไม่มั่นใจ

หารู้ไม่ว่าการเสี่ยงครั้งนั้นได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเทพนิยาย หลิน หรือ “Linderella Story” ซึ่งพวกฝรั่งเล่นคำให้เหมือนกับเรื่องซินเดอเรลลา ต่างกันก็ตรงที่ตัวเอกเรื่องนี้เป็นผู้ชาย แต่เนื้อหาในเชิงตกทุกข์ได้ยากก่อนจะมาประสบความสำเร็จนั้นก็ยังสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างไม่ขัดเขิน

หลิน ได้ลงสนามเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่พบกับ ยูทาห์ แจ๊ซ ซึ่งเขาทำได้ 28 แต้ม 8 แอสซิสต์ และพาทีมชนะได้ ก่อนที่จะตามมาด้วยการคว้าชัยเหนือ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ที่ซึ่งเขาทำดับเบิล-ดับเบิลได้เป็นครั้งแรก (23 แต้ม 10 แอสซิสต์)

เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ดาวโรจน์ของวงการก็มาแต้มสูงสุดในการเล่นอาชีพของตัวเอง 38 แต้ม และช่วยให้ทีมสยบ เลเกอร์ส อีกทั้งยังทำแต้มได้มากกว่า โคบี 4 แต้มด้วย และแมตช์ต่อมาเขาก็ยังพาทีมเฉือน มินนิโซตา ทิมเบอร์วูล์ฟส์ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้รับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ของฝั่งตะวันออกด้วยคะแนนเฉลี่ย 27.3 แต้ม 8.3 แอสซิสต์ ในการเป็นตัวจริง 4 นัดแรก

ความดังของ หลิน เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณหลังจากที่เขาเป็นฮีโร่ชู้ต 3 แต้มในวินาทีสุดท้ายให้ นิกส์ บุกไปชนะ โตรอนโต แรพเตอร์ส ที่แคนาดา และพาทีมคว้าชัย 5 นัดติดต่อกัน โดยเกมนัดดังกล่าวมีสาวเอเชียหลายคนทำป้ายมาเชียร์และขอเป็นแฟนแบบขำๆ กันหลายคน เนื่องจากตรงกับวันวาเลนไทน์พอดี จึงมีป้ายที่ว่า “Will you be my VaLINtine ?” ออกมาให้เห็น

ปรากฎการณ์ 'หลิน ฟีเวอร์'

 

หลังจากนั้น นิกส์ ก็เดินหน้าคว้าชัยได้อีก 2 แมตช์ ซึ่งทำให้พวกเขาชนะรวด 7 นัดเมื่อมี หลิน ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง ก่อนที่สถิติอันสวยหรูจะหยุดไปเมื่อพ่าย ฮอร์เนตส์

ขุมทองของการตลาด

ก่อนหน้านี้ เหยาหมิง นักบาสจากจีน เคยสร้างความฮือฮากับทีม ร็อกเกตส์ มาแล้ว แต่เหล่านักการตลาดของอเมริกาเชื่อว่า หลิน น่าจะทำเงินได้มากกว่าอดีตสตาร์จากแดนมังกรได้หลายเท่าตัว

การที่นักบาสผิวขาวและผิวสีครองความยิ่งใหญ่ในวงการยัดห่วงของอเมริกามาตลอด ทำให้กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ทันทีเมื่อมีผู้เล่นผิวเหลืองสอดแทรกขึ้นมาเป็นสตาร์ในเอ็นบีเอ แต่ด้วยความที่ หลิน เกิดและเติบโตที่นั่นเขาจึงถือเป็นอเมริกันคนหนึ่งที่คุ้นเคยกับการเล่นกับผู้เล่นที่รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนได้เป็นอย่างดี

กระนั้นก็ตาม หลิน ยังมีความเป็นเอเชียอยู่ในตัวสูงและนั่นทำให้ชื่อของเขาหรือแม้แต่สมญานาม “Linsanity” ขายได้ดีเป็นพิเศษในจีนและไต้หวัน ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับตลาดอเมริกาแล้ว เพียงแค่นี้ผู้ที่เกี่ยวข้องก็โกยเงินกันได้อย่างมหาศาล โดยคาดว่าเมื่อรวมทุกอย่างแล้วอาจจะสูงถึง 170 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว (ราว 5,100 ล้านบาท)

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา เสื้อหมายเลข 17 ของ หลิน ทำยอดขายได้มากที่สุดในช็อปออนไลน์ของเอ็นบีเอ นอกจากนั้นของที่ระลึกต่างๆ เกี่ยวกับดาวรุ่งรายนี้ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และไม่เพียงเท่านั้น ยอดขายตั๋วทั้งในเมดิสัน สแควร์ การ์เดน หรือสนามอื่นที่ นิกส์ จะไปเยือน ก็มียอดจองทางอินเทอร์เน็ตพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หลิน ซึ่งได้รับค่าจ้างต่อฤดูกาลเพียง 8 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 24 ล้านบาท) จะไม่ได้รับส่วนแบ่งใดๆ จากยอดขายเสื้อหรือของที่ระลึกอื่น รวมถึงการจองเคเบิลที่เพิ่มสูงขึ้นในนิวยอร์กเพื่อที่จะได้ชมลีลาของซูเปอร์สตาร์คนใหม่

แม้ตอนนี้ หลิน จะเป็นนักกีฬาที่เนื้อหอมที่สุดในสหรัฐ และมีสินค้าต่างๆ พุ่งเข้าหาเพื่อขอให้เขาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ แต่สตาร์คนใหม่ของ นิกส์ ก็ยืนยันว่าไม่อยากให้ชื่อเสียงเหล่านี้มาทำลายตัวตนที่แท้จริง และความศรัทธาในพระเจ้าก็ทำให้เขาติดดินอยู่เสมอ

“ผมอยากจะเป็นคนเดิมทั้งก่อนและหลัง (ดังเป็นพลุแตก) ผมไม่ต้องการให้มีอะไรมาส่งผลกระทบต่อตัวผมหรือทีมนี้” หลิน กล่าว

ไม่มีใครรู้ว่ากระแสฟีเวอร์นี้จะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน หรือ หลิน จะพา นิกส์ ประสบความสำเร็จได้หรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ วันนี้ความสำเร็จของ หลิน คงจะช่วยตอกย้ำว่าโอกาสย่อมเกิดขึ้นกับคนที่มีความฝันและมุ่งมั่นจะทำให้สำเร็จเสมอ

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง