
มรดกธรรมคุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ (จบ)
พูดถึงเรื่องอัฐิกลายเป็นพระธาตุนี้ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้มีมาก ที่ชัด ๆ มาแล้วก็หลายองค์แล้วนี่ร่วมสิบแล้ว
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
พูดถึงเรื่องอัฐิกลายเป็นพระธาตุนี้ลูกศิษย์หลวงปู่มั่นนี้มีมาก ที่ชัด ๆ มาแล้วก็หลายองค์แล้วนี่ร่วมสิบแล้ว แต่เราจำได้นะ หลวงปู่เสาร์ท่านก็กลายเป็นพระธาตุของท่าน อาจารย์ของหลวงปู่มั่นนะ อันนั้นก็กลายเป็นพระธาตุของท่านอย่าง
หลวงปู่มั่นของเรานี้เป็นพระธาตุอย่างพิสดารมากนะไม่เหมือนพระธาตุใด ๆ ในบรรดาพระธาตุทั้งหลายนี้
หลวงปู่มั่นนี่พิสดารมากทีเดียว เป็นแก้วใส ๆ เขียว ๆ ก็มีอยู่ในผอบเดียวกัน ทีแรกก็เป็นอัฐิด้วยกันทั้งนั้นนะ ครั้นต่อมานี่แยกตัวออกเป็นเหมือนแก้วขาว ๆ แล้วต่อมาบางชิ้นก็เป็นเหมือนแก้วเขียว ๆ เขาเรียกแก้วผลึกหรืออะไรเขียว ๆ แล้วกลายเป็นพระธาตุขึ้นมา เป็นพระธาตุกลม ๆ อย่างนี้ใสแจ๋วเลย
บางองค์ก็เป็นพระธาตุเหมือนพระธาตุธรรมดาพระธาตุพระอรหันต์ธรรมดา เท่าเมล็ดข้าวโพด ๆ อันนี้มีเยอะ แต่ที่แยกที่แตกออกไปเป็นแปลก ๆ ต่าง ๆ นั้นมีน้อย นี่แหละแปลกอยู่
หลวงปู่มั่นนี่แปลกอยู่มาก ท่านคงขัดมาขานเหมือนกันนะ อายุท่านพรรษาท่าน 22-23 ปีมั้ง หรือจะเลยนั้นก็ไม่ทราบ ท่านมาผ่านที่เชียงใหม่ ที่ท่านได้หลักเกณฑ์ท้าทายได้ก็ไปฝึกอยู่ถ้ำสาริกา ที่ว่าต่อสู้กับผีใหญ่ยักษ์ใหญ่เขียนไว้ในประวัติฯ เวลาจิตมันสว่างจ้านี้ครอบโลกธาตุท่านว่า มองไปเห็นหมดทุกอย่างเลย
อยู่ที่ถ้ำสาริกานั่นแหละเป็นครั้งแรกท่านบอก ท่านไม่เคยเป็นมาแต่ไหนแต่ไร เป็นครั้งแรกเท่านั้นแหละท่านว่าอย่างนั้น
จากนั้นมาท่านก็ได้หลัก ท้าทายได้เลยทีนี่ท่านก็กลับมาที่เชียงใหม่ มาเป็นที่เชียงใหม่ แต่มาเป็นที่เชียงใหม่ไม่ทราบเป็นพรรษาที่เท่าไรเราไม่รู้เสีย จากนั้นท่านก็ผ่านมาอยู่นี้อีกนาน กว่าท่านจะมรณภาพก็มาอยู่ที่อุดรฯ ตั้ง 10 ปี มาจากเชียงใหม่มาอยู่อุดรฯ ก็ตั้ง 10 ปี ท่านถึงมรณภาพ
ท่านอาจารย์พรหม (หลวงปู่พรหม จิรปุญโญ) นี้ก็เป็นมาตั้งแต่โน้น
เชียงใหม่นี้เพาะพระอรหันต์หลายองค์นะที่เชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หลวงปู่มั่นเราก็ใช้ หลวงปู่พรหมก็ใช่ หลวงปู่ขาว(อนาลโย) ก็ใช่ หลวงปู่แหวน (สุจิณโณ) ก็ใช่ 4 องค์ที่เชียงใหม่นะนี่ว่าเราผลิตพระอรหันต์ขึ้นได้หลายองค์ เท่าที่เราจำได้นะ 4 องค์ คือหลวงปู่มั่นองค์หนึ่ง หลวงปู่ขาวองค์หนึ่ง หลวงปู่แหวนองค์หนึ่ง หลวงปู่พรหมองค์หนึ่ง แต่เมืองอุดรฯ เรานี้ผลิตได้ตั้งแต่เสื่อกับหมอน พูดแล้วโมโห เอ้อ พอหันมาหาเจ้าของทีไรแฟบหมด มันน่าโมโหนะ หันไปทางไหนก็น่าเพลิดน่าเพลิน หันไปหันทางโน้นทางนี้รอบตัวน่าเพลิดน่าเพลิน พอหันมาหาเจ้าของมีแต่กองมูตรกองคูถ น่าโมโหนะ
นี่ละธรรมของพระพุทธเจ้าประกาศท้าทายอยู่ตลอดไปนะ คือพื้นที่แห่งธรรมแล้วเหมือนกับสมบัติมีในร้านเต็มไปหมด ใครจะเอาไปทำประโยชน์อะไรก็ได้ ถ้าไม่ทำประโยชน์จะให้กองเต็มร้านอยู่อย่างนั้นก็เป็นทองเต็มร้านอยู่อย่างนั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าจะเอาไปทำประโยชน์ ก็เป็นประโยชน์อย่างนั้น
นี้ศาสนาธรรมของพระพุทธเจ้าเหมือนตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน สินค้าเต็มเลย สินค้ามรรคผลนิพพาน ถ้าผู้ปฏิบัติตามหนักเบามากน้อยก็จะได้มาครอง
ได้มาครองมากน้อย ๆ ที่ว่าผลิตขึ้นเป็นพระโสดา พระสกิทา พระอนาคา พระอรหันต์นั้นล้วนแล้วแต่สินค้าที่เลิศเลอ ออกมารจากพุทธศาสนาทั้งนั้น
ถ้าผู้ปฏิบัติตามจะเป็นผู้ได้ครองธรรมเหล่านี้เป็นอริยธรรม ผู้ไม่ปฏิบัติจะนั่งเฝ้าคัมภีร์อยู่เฉย ๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เรียนก็เรียนมางั้นก็มีความจำ ความจริงไม่มีในหัวใจ กิเลสไม่ถลอกปอกเปิกจะว่าอะไร ว่าให้เจ้าของเองนี่ แบกมหาไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่น เราลืมเมื่อไรเรียนมาเต็มหัวอกแต่ไม่รู้จักวิธีจะปฏิบัติ เช่น เครื่องทำครัวนี้ เราไม่ใช่นักทำครัว เราไม่ใช่แม่ครัว อาหารเครื่องทำครัวเต็มรอบด้านรอบตัวเอง แต่จะจับอะไรมาใส่อะไรผสมอะไร ที่จะเป็นแกงเป็นต้มเป็นอาหารประเภทใดนี้จับมารไม่ถูกน่ะซิ อันไหนก็เป็นเครื่องครัวทั้งนั้น แต่ไม่ทราบว่าเครื่องครัวอันไหนจะเอามาประกอบกับอะไรถึงจะเป็นอาหารประเภทนั้น ๆ ขึ้นมานี้ เราไม่ใช่แม่ครัวเราไม่ร้า
อันนี้เรียนมาก็แบบเดียวกัน อาหารเต็มเครื่องทำครัวเต็ม แต่ไม่รู้จักวิธีประกอบ
พอไปถึงพ่อแม่ครูจารย์มั่นนี้ ท่านบอกหยิบอันนั้นมาใส่อันนี้ หยิบอันนี้มาใส่อันนี้ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ ต้องทำนี้ เท่ากับว่าหยิบเอาเครื่องครัวมาทำอย่างนั้นมาทำอย่างนี้ ก็สำเร็จเป็นแกงเป็นนั้นขึ้นมา นี่ก็สำเร็จเป็นพระสกิทา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันต์ขึ้นมาซิจะว่ายังไง
นี่แหละสำเร็จเป็นแกงขึ้นมา เป็นชั้นๆ ขึ้นมาจนกระทั่งถึงอรหัตภูมิออกมาจากนี้แหละ แล้วเราเรียนมามันไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่รู้จักใช้ เวลาท่านหยิบยกก็เรียนๆ มาแล้ว พอท่านว่าอะไรปั๊บก็เข้าใจทันทีๆ เพราะเรียนมาแล้ว แต่ไม่รู้วิธีประกอบเท่านั้นเอง มันก็เข้าใจๆ
ศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงเป็นศาสนาที่ท้าทายได้เลย เป็นศาสนาที่เลิศโลก เป็นศาสนาคู่โลกคู่สงสารคู่บ้านคู่เมือง คือพุทธศาสนา ศาสนานี้เป็นศาสนาที่ยืนยันได้ เป็นศาสนาคู่โลก คู่สงสาร คู่บ้านคู่เมือง พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรัสรู้แต่ธรรมประเภทนี้แหละขึ้นมาเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ตรัสรู้ขึ้นมาเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานๆ ผู้ปฏิบัติตามก็เป็นคนดีโดยลำดับเป็นอย่างน้อย มากกว่านั้นก็เป็นอริยบุคคล เป็นอริยภูมิไปเรื่อย ๆ สำเร็จเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมาตามธรรมของพระพุทธเจ้า
ไม่มีคำว่าไร้ผลไร้ประโยชน์ สฺวากฺขาโต ภควตาธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ที่ว่าดีแล้วชอบแล้ว จะนิพพานแล้วก็ยังชอบแล้วอยู่อย่างนั้นดีแล้วอยู่อย่างนั้น อันไหนที่ว่าผิดก็ผิดอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วก็ผิดอยู่อย่างนั้น ใครไปทำก็ร้อนเป็นไฟไปเลย พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วอันไหนที่เย็นก็เย็นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้านิพานแล้วก็เย็นอยู่อย่างนั้น
จึงเรียกว่าตรัสไว้ชอบแล้วอย่างที่ท่านรับสั่งขนาบพระอานนท์ เราก็ยังไม่ลืมได้พูดให้ลูกศิษย์ฟังหลายครั้งแล้ว ไปขออาราธนาพระพุทธเจ้าให้อยู่โปรดสัตว์โลกไปนานๆ พระอานนท์ไปอาราธนาพระพุทธเจ้าให้อยู่โปรดสัตว์โลกไปนานๆ ท่านขู่เลย “อานนท์มาหวังอะไรกับเราอีก สวากขาตธรรมเราตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง นั้นคือองค์ศาสดาแทนเรา” นั่นเห็นไหมท่านดุเอา
“เราตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง อยู่ในธรรมนั้นหมด นั่นละศาสดาองค์เอก คือธรรมคือวินัยนั้นแล นั่นแหละเป็นศาสดาแทนเราจะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายแทนเราตถาคต เมื่อเราผ่านไปแล้ว”
จากนั้นมาก็ปลอบโยน “เอาเถอะอานนท์ขอให้ปฏิบัติตามสวากขาตธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้วนี้เถิด พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์” นี่คำปลอบ ปลอบคำหลังนี้ “ขอให้ปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยที่เราสอนไว้แล้วนี้เถิด พระอรหันต์ไม่สูญจากโลกนะอานนท์” ท่านบอกงั้นเลย
เอาละทีนี้ให้พร







