posttoday
เที่ยวไปในความเปลี่ยนแปลง

เที่ยวไปในความเปลี่ยนแปลง

18 กุมภาพันธ์ 2555

เขียนเรื่องนี้ตอน4ทุ่มของคืนวันที่7ก.พ.ที่ผ่านมา ที่บ้านพักดอยไตแลง รัฐฉาน ประเทศพม่า

โดย...จำลอง บุญสอง

เขียนเรื่องนี้ตอน4ทุ่มของคืนวันที่7ก.พ.ที่ผ่านมา ที่บ้านพักดอยไตแลง รัฐฉาน ประเทศพม่า ซึ่งเป็นช่วงของการฉลองวันชาติไตใหญ่ของกลุ่มเจ้ายอดศึก หลังจากที่ชนกลุ่มน้อยหลายๆ กลุ่มได้รับความสำเร็จในการเจรจาหยุดยิงกับฝ่ายรัฐบาลแล้วกลับมาหารือกับมวลชนของตน เพื่อเตรียมการเจรจาทางการเมืองกับรัฐบาลในอนาคต

หลายคนแปลความหมายปรากฏการณ์นี้ไม่ออกว่า ทำไมอยู่ดีๆ รัฐบาลพม่าจึงเปลี่ยนนโยบายปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย จากการใช้วิธีการ“ปราบปราม”มาเป็นวิธีการ“หยุดยิง”และจะทำให้“อำนาจอธิปไตยปวงชนและเสรีภาพบุคคล”เป็นจริง บนดินแดนที่มีแต่ความขัดแย้งที่อังกฤษวางระเบิด“แบ่งแยกแล้วปกครอง”เอาไว้แห่งนี้

แม้ว่าการเจรจาในยกที่สองซึ่งก็คือการเจรจาทางการเมืองเพื่อตีโจทย์ร่วมกันถึงคำว่า“ประชาธิปไตย”ของแต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายว่าจะมีขอบเขตหรือกินความไปถึงเรื่องอะไร ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการปรับจูนความคิดและความต้องการด้วยการพิจารณาปัญหาภายในอย่างละเอียด เพื่อให้การสร้างชาติเป็นไปอย่างกลมกล่อม (มัชฌิมา) แล้ว ยังต้องคำนึงถึงแรงกดดันจากภายนอก อันได้แก่ มหาอำนาจและผลสะเทือนที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

เที่ยวไปในความเปลี่ยนแปลง

 

ความพยายามที่จะปฏิรูปบ้านเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลพม่า ซึ่งเทียบได้กับการใช้นโยบายเปเรสตรอยกา กลาสนอต ของรัสเซีย สี่ทันสมัยของจีน โดเหม่ยของเวียดนาม จินตนาการใหม่ของลาว หรือจากนโยบาย66/23ของไทยในอดีตก็ตาม แม้วันนี้อาจจะไม่ราบรื่นอย่างที่รัฐบาลเมียนมาร์วาดหวังเอาไว้ให้สำเร็จภายในเร็ววันก็ตาม แต่การเริ่มต้นภายใต้หลักการที่เป็นสัมมาทิฏฐิถูกก็เรียกได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เพราะเรื่องที่ตามมาเป็นแค่เรื่อง“วิธีการ”เท่านั้น

หลายคนรวมทั้งชนกลุ่มน้อยอาจจะแคลงใจว่า รัฐบาลเมียนมาร์มีความจริงใจที่จะสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองของเขาจริงหรือ ผมเชื่อว่าทุกคนในประเทศพม่าที่ทุกข์ยากจากการสู้รบมานาน ต้องการประชาธิปไตยจริง ไม่ว่าทั้งผู้ปราบหรือผู้ถูกปราบ เพราะการสู้รบที่ยาวนานอันมีเหตุมาจากการกระพือความขัดแย้งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของมหาอำนาจ อนุมหาอำนาจจากภายนอกประเทศได้ทำให้พม่าที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนประเทศใดในภูมิภาคนี้“ตกต่ำ”มาอย่างมากมายแล้ว

การยุติสงครามประชาชนในครั้งนี้ ใครอย่าไปเชื่อว่าเกิดจากแรงกดดันจากฝ่ายต่อต้านที่มีตะวันตกหนุนหลังมากมายนะครับ เพราะถ้าฝ่ายรัฐบาลพม่าไม่เสนอทำประชาธิปไตยเอง ก็คงสู้รบกันไปอีกนาน เรื่องนี้ผมให้“ค่า”กับประธานาธิบดี“เต็งเส่ง”มากกว่าใคร การปฏิรูปพม่าครั้งนี้คล้ายๆ กับที่จีนเปลี่ยนนโยบายจาก“ซ้ายตกคูตกคลอง”ของเหมาเจ๋อตงในอดีตมาใช้นโยบาย“สี่ทันสมัย”ของเติ้งเสี่ยวผิงนั่นเอง

เที่ยวไปในความเปลี่ยนแปลง

 

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คนที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบล หรือแมกไซไซในปี พ.ศ.นี้ น่าจะเป็นเขาและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลพม่าร่วมกัน แต่อย่างว่าแหละครับ รางวัลนี้แรกๆ ก็ดี แต่วันนี้มันได้กลายเป็นรางวัลทางการเมืองของฝ่ายอภิมหาอำนาจไปเสียแล้ว รางวัลนี้จึงไม่มีความหมายในสายตาของหลายๆ คน

หัวใจของนโยบาย66/23คืออะไร เปเรสตรอยกา กลาสนอต สี่ทันสมัย โดเหม่ย จินตนาการใหม่หรือที่รัฐบาลพม่ากำลังทำอยู่นี้แท้จริงแล้วคือ การทำให้อำนาจอธิปไตยปวงชนกับเสรีภาพปวงชนได้ดุลกันอย่างกลมกลืนนั่นเอง

ท่านผู้อ่านที่มีอายุหน่อยหรือผู้ที่ศึกษาการเมืองมา อาจจะเห็นได้ว่าในสมัยก่อนโน้นพวกคอมมิวนิสต์ซ้ายจัดในอดีตไม่ว่าประเทศไหนในโลก ต่างพยายามใช้อำนาจอธิปไตยที่พวกเขาถือครองอยู่อย่างหลับหูหลับตา เพราะเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยที่พวกเขาถือครองกันอยู่นั้นจะสามารถดลบันดาลให้พวกเขานำพาประเทศไปสู่สังคมอุดมคติตามที่ใฝ่ฝันได้ โดยไม่ใช้ทุนนิยมเป็นทางผ่านเลย

ท้ายสุดเมื่อพวกซ้ายจัดตื่นขึ้นมาจากความฝันที่สวนทางกับภาวะวิสัย พวกเขาจึงพบว่าค่ายสังคมนิยมของพวกเขากำลังดิ่งเหว ไม่ว่าทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ผู้คนหนีออกจากประเทศค่ายสังคมนิยมไม่ว่าจะเป็นทางเรือหรือทางเท้า ในขณะที่ค่ายเสรีนิยมกลับอู้ฟู่กินดีอยู่ดี (เพราะความเป็นประชาธิปไตยบวกกับการไปกดขี่ขูดรีดประเทศเล็กประเทศน้อยมากิน) สภาพการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ดุลทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ระหว่างค่ายสองค่ายห่างออกจากกัน พูดง่ายๆ ว่า ฝ่ายเสรีนิยมเหนือกว่าค่ายสังคมนิยมในทุกๆ ทาง

เที่ยวไปในความเปลี่ยนแปลง

 

หลังจากได้“สูตร”ทำ“อำนาจอธิปไตยปวงชน”ให้เสมอกับ“เสรีภาพปวงชน”จากประเทศเล็กๆ ประเทศหนึ่ง ที่เอาชนะขบวนการคอมมิวนิสต์ไปได้เป็นประเทศแรกในโลก ประเทศคอมมิวนิสต์ทั้งหลายต่างก็ทยอยให้เสรีภาพแก่ประชาชนกันไปทีละประเทศสองประเทศ เริ่มต้นจากโซเวียตก่อน ตามมาด้วยจีนและสามประเทศอินโดจีน

ผลของการให้เสรีภาพแก่ประชาชนที่มากขึ้น ก็ทำให้ประชาชนที่ซังกะตายกับความเป็นคอมมิวนิสต์ซ้ายจัดในอดีตมีความหวังในการสร้างครอบครัว คนงานต่างค่อยทยอยกันมาเป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่รัฐเปิดโอกาสให้เอกชนทำการผลิตแทนรัฐ โรงงานที่รัฐบาลคอมมิวนิสต์ให้เอกชนต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนได้อย่างล้นหลาม

การเข้าร่วมการผลิตกับเอกชนต่างกับการเข้าร่วมการผลิตกับรัฐที่เป็นเจ้าของการผลิตในยุคคอมมิวนิสต์ซ้ายจัด เพราะพวกเขาสามารถเอารายได้ที่ได้“เข้าพกเข้าห่อ”ของพวกเขาเอง ต่างจากการผลิตในยุคซ้ายจัดที่ว่าผลิตเท่าไหร่ก็“ตกเป็นของรัฐหมด”หลังจากนั้นรัฐก็จะจัดแบ่งให้ประชาชนไป“ตามความจำเป็น”ผมเปรียบเทียบให้เห็นง่ายๆ ว่า ลงแรงไป10ส่วน ก็ได้กินข้าว1ชาม ลงแรงไป1ส่วน ก็ได้ข้าว1ชามเช่นเดียวกัน สภาพเช่นนี้ทำให้การผลิตในโลกสังคมนิยมย่ำแย่ครับ เพราะประชาชนไม่รู้จะผลิตไปหาหอกอะไร ทำไปก็ให้คนอื่นหมด ค่ายสังคมนิยมยุคโน้นจึงหดหู่และแข็งทื่อ ผมมีโอกาสได้ไปดูเมืองจีนหลังจากที่เหมาเจ๋อตงตายใหม่ๆ เติ้งเสี่ยวผิงกำลังเข้ามาแทนที่ ผมยังจำได้ติดตาเลยว่า อาคารจีนในยุคโน้นแข็งทื่อเป็นท่อนๆ อย่างไร คนจีนมีชีวิตอยู่อย่างลำบากเพียงใด ผู้คนหน้าตาซังกะตายอยู่ในชุดสีเทาดำที่รัฐแจกให้ ญาติพี่น้องคนจีนในไทยหลายคนต้องลักลอบส่งเงินไปให้ญาติพี่น้องของตัวเองที่อยู่เมืองจีนกันบ่อยๆ

แต่พอการให้เสรีภาพปวงชนของจีนภายใต้นโยบายสี่ทันสมัยของเติ้งเป็นจริงขึ้น เอกชนสามารถเช่าที่ดินทำการผลิตจากการเปิดเสิ่นเจิ้นให้ฝรั่งตาน้ำข้าวเอาเงิน เอาเทคโนโลยีที่คิดกันมาจนหัวแทบแตก สนธิกับแรงงานราคาถูกในจีนเพื่อทำกำไรที่มากกว่าได้ ก็ทำให้คนจีนประเทศจีนมีชีวิตชีวาจากการทำเสรีภาพให้เกิดขึ้นเป็นจริงในทางปฏิบัติของรัฐบาลทันที ผมจำได้ติดตาในคืนหนึ่งว่า สถานีรถไฟเซี่ยงไฮ้ที่จะข้ามมาเสิ่นเจิ้น มีคนจีนนับแสนๆ คนมานอนรอทำงานที่เสิ่นเจิ้นมากมายเพียงใด

เที่ยวไปในความเปลี่ยนแปลง

 

หลังจากทดลองได้ผลดีแล้ว จีนก็ขยายนโยบายสี่ทันสมัยไปทั่วประเทศ จนจีนจนที่ใช้เงินหยวน2แบบ กลายเป็นจีนที่ร่ำรวยมหาศาล ใช้เงินหยวนแบบเดียวจนเป็นที่อิจฉาของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับเวียดนาม ลาว ส่วนเขมรซึ่งปรับเปลี่ยนทีหลังเพราะไปตกหลุมสงครามเขมรสามฝ่ายเสียนาน ตอนนี้ก็ดีขึ้นๆ ตามลำดับแล้วละครับ

ผมไม่ได้ไปดูที่รัสเซียครับ เพราะไม่มีใครเชิญไป หรือเชิญไปผมไม่ได้ไปก็ไม่ทราบ แต่ที่สามประเทศอินโดจีนผมไปดูมาหมดแล้วเช่นเดียวกับที่ยุโรปตะวันออกบางประเทศ ผลเหมือนกันครับ คือต่างดีวันดีคืนไปตามๆ กัน ผกผันกับประเทศในยุโรปและอเมริกาที่เศรษฐกิจเสรีนิยมกำลังปักหัวลงเพราะทุนนิยม“กินตัวเอง”เงินทองไปกองอยู่ในตลาดทุนตลาดหุ้นของคนรวยหมด จนทำให้ประชากรในประเทศเหล่านั้น“หมดกำลังซื้อ”

สภาพการหมดกำลังซื้อเหมือนที่เกิดขึ้นกับไทยเวลานี้คือ คนรวยก็รวยกันล้นฟ้า คนจนก็จนติดดิน การหมดกำลังซื้อทำให้วงจรทุนนิยมของมหาอำนาจและอภิมหาอำนาจรวมทั้งประเทศไทยดิ่งหัวลงอย่างเป็นไปเอง ประเทศไทยหนักหน่อย เพราะเป็นประเทศด้อยพัฒนาทางการเมือง (Under Developed) เพราะกำลังเกิดสงครามประชาชน บ้านเมืองแตกแยก อ่อนแอ ถูกประเทศที่มีการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่แข็งแรงกว่า“เจาะ”ได้ง่ายเหมือนที่เราเคยเจาะเอาทรัพยากรมาจากพม่า เขมร และลาว ยามที่เขามีสงครามภายในนั่นแหละ

พม่ากำลังทำอำนาจอธิปไตยปวงชนให้เสมอกับเสรีภาพปวงชนในวันนี้ด้วยการยอมรับข้อเสนอของชนกลุ่มน้อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเสนอเรื่องใด เล่นเอาชนกลุ่มน้อยที่ตั้งหน้าตั้งตาต่อสู้กับรัฐบาล“งงเป็นไก่ตาแตก”นึกไม่ถึงว่าพม่าจะยอมได้ขนาดนี้

อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า“พม่าทำได้”เพราะตอนนี้พม่ากำลังทำตามแบบจีน คือเปิดให้นายทุนจากต่างชาติเข้าไปเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติพม่าแบบเดียวกับที่จีนเปิดเสิ่นเจิ้นให้ฝรั่งไปลงทุนแล้ว ตอนนี้เห็นทั้งนายทุนฝรั่ง ทั้งนายทุนไทย ทั้งนายทุนจีน เดินมาจับมือกับพม่าบ้าง ชนกลุ่มน้อยบ้าง กันให้รึ่ม นี่เป็นการ“ยืม”เทคโนโลยี โนฮาว และทุนไปสร้างชาติพม่าที่มีแรงงานถูกแท้ๆ อีกหน่อยเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนต่างๆ ในพม่า จะใช้คนพม่าที่เข้ามาทำงานในไทย ในมาเลเซีย ในจีน ในสิงคโปร์ ที่ได้Skillจากประเทศเหล่านั้นกลับไปสร้าง“เศรษฐกิจพม่า”ให้รุ่งเรือง ทิ้งประเทศไทยให้จมอยู่ใน“กองสงครามประชาชน”ประเทศเดียวในภูมิภาค“ตกชั้น”ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมต่อไปในอนาคต เพราะผู้ปกครองไม่ยอมสร้างประชาธิปไตยแล้วก็ยังไม่พอ ยังต่อสู้แย่งชิงอำนาจอธิปไตยกันในรูปเหลือง-แดง เพื่อแย่งประโยชน์จากการเป็นนักธุรกิจการเมืองอีกต่างหาก

ขอแสดงความยินดีกับประเทศพม่าและประชาชนพม่าเป็นการส่วนตัว แม้ช่วงการปรับความเป็นประชาธิปไตยให้เสมอกันอาจจะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่น่าเชื่อว่าหลังจากการปรับได้แล้ว พม่าก็จะรุ่งกว่าไทย เพราะประเทศนี้มีทรัพยากรมากมาย

เห็นประเทศไหนๆ วิ่งเข้าไปเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติพม่ากันกันยกใหญ่ หันมาดูประเทศตัวเองแล้วก็ห่อเหี่ยวชอบกล พวกผมเคยบอกผู้ปกครองทั้งเหลืองทั้งแดงให้สร้างประชาธิปไตยกันเสีย อย่าให้ประชาชนสร้างเอง เพราะจะเสียเวลา สูญเสียชีวิตผู้คนโดยเปล่าประโยชน์ แต่พวกผู้ปกครองเหล่านั้นไม่มีดวงตาเห็นธรรมครับ หน้ามืดตามัว แย่งอำนาจกันบนกองกระดูกของประชาชนจนสงครามประชาชนเกิดขึ้นแล้วยังไม่รู้สึก เดี๋ยวอีกไม่นานก็จะรู้ครับว่าผลลัพธ์ของความไม่สมดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยปวงชนกับเสรีภาพบุคคลอันเกิดจากระบอบเผด็จการไทยจะเป็นเช่นไร

ประเทศไทยเรามี3ทุกข์ต้องเผชิญ คือ ทุกข์จากภายใน คือ ระบอบเผด็จการ ทุกจากภายนอก คือ การเปิดการค้าเสรีอาเซียน และทุกข์จากทุนนิยมโลกล่มสลาย อนาคตประเทศไทยยังไงก็ดูไม่จืด ปัญหาประชาคมอาเซียนไม่ได้ติดที่ไหนหรอกครับ ติดที่ประเทศไทยนี่เอง

โอ้ย!พระเจ้าช่วย กล้วยทอด

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์