
มหาสักการบูชามาฆบูชาครั้งที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ณ ประเทศอินเดีย (ตอน ๕)
เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ไม่ควรยึดถือยึดมั่น เมื่อไปยึดถือก็ต้องมีความทุกข์ เพราะทั้งหมดทั้งหลายนั้นเป็นไปตามสภาพธรรมที่มีความจริงของกฎอนัตตา และสรุปความจริงของธรรมทั้งปวงว่า ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ดูเหมือนไม่ยากเลยในพระสูตรทั้งสาม แต่ไม่ยากนั้น จริงๆ แล้ว... สิ่งที่เราเข้าใจนั้น อาจจะไม่ยาก แต่สิ่งที่จะรู้เข้าไปในความเข้าใจนั้นยาก
จึงต้องอบรมกันจนกว่าเราจะเบื่อหน่าย อบรมจนให้เห็นโทษ ให้เห็นภัยของความไม่ใช่ความเป็นตัวตน จนเราเบื่อหน่าย ความเบื่อหน่ายดังกล่าว เป็นการเบื่อหน่ายให้รู้ในความจริง เห็นแล้วให้เบื่อหน่าย ชี้ให้เห็นว่า รูปนามขันธ์ ๕ ไม่พอ เราจึงเห็นพระสูตรที่สามที่แสดงเรื่องของพระอทิตตยปริยสูตร คือ ของร้อน ร้อนจากการเข้าไปรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจที่แสดงละเอียดลงไปอีก เพื่อให้เรานั้นเบื่อหน่าย... เบื่อหน่ายในทุกข์โทษภัยที่เกิดขึ้นจากการเข้าไปยึดถือด้วยความไม่รู้ และปฏิเสธกฎอนัตตา เป็นการขยายความลงไปให้เห็นโทษทุกข์ภัยของการยึดถือ ความเป็นตัวตนที่ยึดถือทั้งในสภาพตัวตน บุคคล สิ่งของทั้งหลายที่มันรับรู้ในช่องทาง คือ ลงละเอียดไปที่ช่องทางการรับรู้ การรับรู้การยึดถือความเป็นตัวตนนี้ทำให้เกิดความเร่าร้อน และแปลงค่าความเร่าร้อนเป็นความทุกข์ ทุกข์จากการยึดถือสิ่งเหล่านี้เพราะปฏิเสธกฎอนัตตา
เราจึงเห็นว่า ใน “อทิตตยปริยายสูตร” ที่แสดงความจริงของความทุกข์ ทุกข์เกิดขึ้นเพราะการยึดมั่นยึดถือความเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา ทั้งหลาย ทุกข์เกิดขึ้น เพราะเราไม่รู้เข้าใจแจ่มแจ้งของกฎอนัตตา ก็กลับมาหาความหมายของความจริงว่า อะไรคือเหตุที่ให้เราไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงกฎแห่งอนัตตานี้ เหตุนั้นที่ให้เกิดทุกข์ เรียกว่า ตัณหา หรือความทะยานอยาก
อำนาจแห่งความทะยานเกิดขึ้นด้วยสภาพความปรุงแต่งของจิตที่มีรากฐานมาจากความไม่รู้ มีรากเหง้าของราคะ โทสะ โมหะ เหตุอกุศลทั้งมวล อำนาจความทะยานอยากที่เกิดจากความไม่รู้ที่สืบมาจากราคา โทสะ โมหะนี้ จึงสร้างสภาพธรรมหนึ่ง สภาพธรรมนั้น เป็นสภาพธรรมที่ทำให้เกิดการยึดถือ เรียกว่า อุปทาน และอุปทาน... ความยึดถือยึดมั่นนี้จึงเป็นตัวสืบเนื่อง เป็นตัวทุกข์รวบยอดอย่างแท้จริง... ตัวทุกข์รวบยอดที่แท้ ก็คือ อุปทานในขันธ์ ... คือ การถือยึดมั่นในความเป็นตัวตนบุคคลของเราจึงเป็นตัวทุกข์รวบยอดที่ทำให้เราต้องอยู่ในวิถีแห่งความทุกข์อย่างไม่จบและไม่สิ้น
ทั้งสามพระสูตรดังกล่าว พระธัมมจักรกัปปวัตนสุตตัง พระอนัตตลักขณสุตตัง พระอทิตตปริยายสุตตัง แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาติ ความจริงนั้น เรียกว่า กฎอนัตตา
กลับมาโดยความหมายพระพุทธเจ้าโดยปรมัตถ์ โดยความจริงขั้นสูงสุด แท้จริงก็คือ ความรู้ถึงซึ่งความเป็นกฎอนัตตา นั่นเอง ต้องมาพูดกันให้แจ่มแจ้งว่า...
“ผู้ใดเห็นกฎอนัตตา ผู้นั้นเห็นตถาคต
ผู้ใดเห็นตถาคต ก็คือ กฎอนัตตา
ผู้นั้นถึงซึ่งความสิ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน”
เมื่อกฎความจริงคืออนัตตา แต่พวกเรายังยึดมั่นเป็นอัตตา การที่ทำให้พวกเราทั้งหลายที่เป็นปุถุชนบุคคลทั้งหลายยอมรับคำว่า “อนัตตา” นั้นจึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง จึงให้ความหมายว่า เข้าใจยากในธรรมข้อนี้สำหรับบุคคลทั้งหลาย เรายึดมั่นถือมั่นความเป็นตัวตนบุคคล เรา เขา เป็นคนนั้น เป็นคนนี้ เป็นเรา เป็นเขา ตามสมมติ คนที่ยึดถือดังกล่าวนั้น คำว่า “ยึดถือ” หรือ “อุปาทาน” นี้ จึงกลายเป็นปิดบังอนัตตา เมื่อเราไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ ซึ่งเป็นความจริงขั้นสูงสุด เป็นความจริงที่เที่ยงแท้ เป็นอริยสัจ เราจึงต้องพบความทุกข์อยู่ร่ำไป... ทุกข์เพราะเราไม่ยอมเข้าใจ ทุกข์เพราะไม่ยอมรับในความจริงนี้
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







