
มหาสักการบูชา มาฆบูชาครั้งที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๕ณ ประเทศอินเดีย (ตอน ๔)
ใน “อนัตตา” มีความหมายอยู่ ๔ อย่าง
ใน “อนัตตา” มีความหมายอยู่ ๔ อย่าง
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
... (๑) คือ รื้อค้นเข้าไปแล้ว ว่างเปล่า,
... (๒) คือ แสดงความจริงว่า ไม่มีใครบังคับควบคุมให้เป็นไปตามความต้องการได้ คือ ไม่มีใครเป็นใหญ่ที่จะบังคับให้เป็นไปตามต้องการได้,
... (๓) คือ ไม่มีใครถือความเป็นเจ้าของได้ ต้องสละคืนไปตามสภาพธรรมนั้นๆ,
... และ (๔) คือ แย้งกับอัตตา คือ ไม่มีความเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา ทั้งหลาย
นี่คือ ความหมายของอนัตตา...
เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึง ไม่แจ่มแจ้งในกฎอนัตตา จึงทำให้สัตว์ทั้งหลายมีความทุกข์ เพราะฉะนั้นที่เราปฏิบัติประพฤติในการเจริญภาวนา ที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ อันแปลว่า ทำให้เกิดความรู้แจ้ง ให้มีปัญญารู้แจ้งในสภาพความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ก็คือ ให้รู้แจ้งเข้าถึงความจริงของธรรมข้อนี้เอง คือ ความเป็นอนัตตา
ให้สังเกตว่า พระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรนั้น แสดงความจริงขั้นสูงสุดหนึ่ง... ความจริง นั้น คือ ความทุกข์ และทุกข์นั้น มีเหตุมีปัจจัย ... สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น... สิ่งนี้สิ้นไป สิ่งนี้ก็สิ้นไป... คือ แสดงความจริงหนึ่งว่า ธรรมทั้งหลายนั้นมาแต่เหตุ... เมื่อเหตุดับ ธรรมดับ... ให้เห็นความเกิดความดับที่ไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงดังกล่าว คือ การแสดงอาการหนึ่งของกฎอนัตตา
ในความจริงของการแสดงหลักความจริงขั้นสูงสุดที่ปรากฏอยู่ในพระธรรมจักร เราจึงแสดงว่าความจริงนั้นมี ๔ อย่าง ที่กล่าวว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค... จึงให้เห็นว่า ทุกข์ก็คือ ตัวธรรมะ เกิดมามีเหตุ แต่ขณะเดียวกัน นิโรธะ... ความดับ ก็มีเหตุของความดับ... สิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น สิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ... เป็นการแสดงความจริงของกฎธรรมชาติที่เรียกว่า กฎอนัตตา
ในพระธัมมจักกัปปวัตนสุตตัง แสดงความเกิดความดับ จึงมีภาษาธรรมะข้อหนึ่งว่า ยังกิญจิ สมุทยะ ธัมมัง คือ ผู้เข้าถึงความจริงดังกล่าว เช่น พระอัญญาโกณฑัญญะ คือ ธรรมทั้งหลายมีความเกิดขึ้น มีความดับเป็นธรรมดา การเข้าถึงความจริงกฎธรรมดานี้ จึงเป็นการเข้าสู่ความเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง
แต่ให้สังเกตความสำคัญของพระสูตรบทที่สอง เป็นการเจาะลึกเข้าไปในรูป นามนี้ คือ ตัวเราบุคคล สัตว์ เรา เขาทั้งหลาย ว่าแท้จริงแล้ว ไม่มีตัวตน บุคคล เรา เขา ที่เรายึดถือ ยึดมั่น และอุปาทานขันธ์ และเห็นแจ่มแจ้ง ปล่อยละวางได้ ก็สิ้นทุกข์ได้ พอสิ้นทุกข์ได้ ก็ถึงความจริง คือ กฎอนัตตาที่เรายังมีความทุกข์กันอยู่นี้ อำนาจหนึ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ ก็คือ อวิชชา ความไม่รู้ “ความไม่รู้นี้” ต้องเจาะจงว่า คือ ไม่รู้ ไม่เข้าถึงกฎอนัตตา จึงนำไปสู่ความทุกข์ ...ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ที่เรียกว่า “อวิชชา” นี้ มันสร้างกระแสของจิตให้สืบเนื่องไปตามสภาพเหตุปัจจัย เรียกสภาพธรรมที่สร้างตามเหตุปัจจัยว่า “ปฏิจจสมุปบาทธรรม”
ธรรมที่กล่าวนี้ ทั้งธัมมจักกัปปวัตนสุตตัง ทั้งปฏิจจสมุปบาทธรรม หรือ จะกล่าวเรื่องของโลก หรือ การเกิดทั้งหลาย เป็นธรรมที่สัตว์ทั้งหลายเข้าใจยากมาก จะเรียนรู้ธรรมดังกล่าวนี้ ยากมากๆ ... ปฏิจจสมุปบาท เป็นหลักธรรมที่แสดงให้เห็นความจริงของอริยสัจนั่นเอง เป็นความจริงที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ดูเหมือนว่า เราน่าจะเข้าใจ แต่เป็นเรื่องที่ยาก และลุ่มลึกละเอียด
พระอานนท์เคยกล่าวไว้ต่อหน้าพระพักตร์ว่า ธรรมดังกล่าวนี้ที่กล่าวว่ายากนี้เป็นของง่าย เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ยากสำหรับพระอานนท์ พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อานนท์อย่ากล่าวเช่นนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในธรรมดังกล่าวนี้ จึงให้โคจรวนอยู่ในวัฏสงสารความทุกข์ ยากที่จะออกมา ดุจด้ายของช่างทอหูกที่ผูกเป็นกระจุก ยากที่จะสาวต้นสาวปลายรื้อออกมาจากกระจุกนั้นได้ เช่นเดียวกัน ความยุ่งเหยิงของสัตว์ทั้งหลายก็ดุจด้ายของช่างทอหูก ที่ยากที่จะคลายออกมา เพราะไม่แจ่มแจ้งในธรรมนี้ จึงอย่าประมาท อย่าเข้าใจว่า ธรรมดังกล่าวนี้เป็นของไม่ยาก
การเข้าถึงความจริงของธรรมนี้ ที่ว่าเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ดังที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าเป็นเรื่องที่ยาก จึงแสดงให้เห็นว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงไม่แสดงพระธรรมดังกล่าวนี้กับพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ตั้งแต่เริ่มต้น เพราะเบื้องต้นแสดงหลักการกว้างๆ เป็นหลักการหลักธรรมที่ตรัสรู้ชอบ แต่ก็ยังเป็นหลักการกว้างๆ ที่ให้เห็นความจริงของความเกิดความดับที่เป็นธรรมดา แต่เมื่อสมบูรณ์พร้อมด้วยอินทรีย์แก่กล้าแล้ว มีการอบรมพร้อมด้วยวินัยของบรรพชิต มีความเป็นสมณะอันพร้อมถูกต้องแล้ว พร้อมแล้วจึงจะแสดงคำว่า “กฎอนัตตา” แสดงว่า กฎอนัตตานี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก ที่แสดงความหมายของปฏิจจสมุปบาทธรรม แสดงเห็นอย่างละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน เมื่อพร้อมแล้ว จึงจะแสดง... นี่จึงเป็นความหมายว่า การเรียนรู้ธรรมะในพระพุทธศาสนา ต้องมีอินทรีย์ที่แก่กล้า... อินทรีย์ที่แก่กล้า นั่นก็คือ ความประพฤติที่พร้อมแล้วที่จะเข้าสู่การรู้แจ้ง ด้วยจิตที่พัฒนาคุณภาพ เพื่อเข้าถึงธรรมนั้นได้อย่างดีแล้ว
การเรียนรู้ความจริงเรื่องของกฎอนัตตานี้ พระพุทธเจ้าจึงย่อส่วนโลกทั้งใบ และแสดงให้เห็นว่า ตัวเรานี้ก็ต้องเป็นไปตามปรารถนา บังคับได้ แต่เพราะว่ามันไม่เป็นตัวตนอย่างที่เราเข้าใจ มันจึงไม่สามารถบังคับได้ จะให้ไม่ป่วย ไม่เจ็บได้... สังเกตว่า พระพุทธเจ้าทรงสรุปนี้ ดูเหมือนจะไม่ยาก และแสดงให้เห็นว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้







