posttoday
มหาสักการะบูชา ‘มาฆบูชาครั้งที่ ๓’ ประจำปี ๒๕๕๕ ณ ประเทศอินเดีย

มหาสักการะบูชา ‘มาฆบูชาครั้งที่ ๓’ ประจำปี ๒๕๕๕ ณ ประเทศอินเดีย

13 กุมภาพันธ์ 2555

ในขบวนธรรมยาตราดังกล่าว

ในขบวนธรรมยาตราดังกล่าว

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส

ได้มีการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุและพระสาวกธาตุจากประเทศไทย ไปร่วมในพิธีมหาสักการบูชาเนื่องในวันเพ็ญเดือน ๓ ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์ มคธชนบทในอดีต ดุจดังในปีที่ผ่านมา สำหรับการจัดงานเทศกาลมหาสักการะมาฆบูชาประจำปีนี้ นับเป็นครั้งที่ ๓ ซึ่งตรงกับ ๒,๖00 ปี แห่งอายุพระพุทธศาสนา... อาตมาจึงมุ่งหวังเชิญชวนศาสนิกชนไปร่วมปฏิบัติบูชาในเขตวัดเวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งเราได้รับอนุญาตให้จัดงานพระพุทธศาสนาได้อย่างต่อเนื่องด้วยความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐพิหาร ซึ่งในปีนี้แม้ในอินเดียจะมีการเลือกตั้งในหลายๆ รัฐ ออกจะดูวุ่นวายพอสมควร ไม่สะดวกต่อการประสานงานหรือการจัดงานในเชิงเกี่ยวเนื่องกับมหาชน แต่ก็ไม่เป็นปัญหาใดๆ ต่อการอนุญาตให้คณะของเราจัดงานทางศาสนาในสถานที่ซึ่งกำกับดูแลโดยหน่วยงานของรัฐบาลอย่างเช่น สวนป่าเวฬุวัน (Venuwan Forestry) ได้...และไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์อย่างไรก็ยังได้รับการต้อนรับจากหัวหน้าวิปของรัฐบาลท้องถิ่น (รัฐพิหาร) อย่างดียิ่ง โดยปลีกตัวมาต้อนรับในเย็นวันที่ ๖ ก.พ. ณ วัดเวฬุวันฯ ซึ่งคณะศิษย์ศรัทธาผู้มีกำลังศรัทธาปสาทะในบวรพระพุทธศาสนา กำลังตระเตรียมงานกันอยู่อย่างขะมักเขม้น เพื่อให้แล้วเสร็จในทุกๆ ส่วน รองรับการประกอบศาสนากิจที่จะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันที่ ๗ ก.พ. ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ดังที่กล่าวไปแล้ว

สำหรับในวันที่ ๗ ก.พ. ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๓ ได้มีการถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์จำนวนหลายร้อยรูปที่พร้อมใจกันมาเพื่อร่วมงานดังกล่าว ในช่วงบ่ายถึงเย็นได้มีการบรรยายธรรมโดยอาตมาเพื่อถวายความรู้แด่พระสงฆ์ ตลอดจนถึงคณะพุทธศาสนิกชนที่จะได้ร่วมรับฟัง เพื่อเป็นแนวในการศึกษาปฏิบัติธรรม สำหรับธรรมเทศนาในปีนี้นั้น อาตมาได้อัญเชิญมาจาก ๓ พระสูตรที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระธัมมจักกัปปวัตนสูตร พระอนัตตลักขณสูตร และพระอาทิตตปริยายสูตร ซึ่งได้สวดบรรยายเป็นภาษาบาลีก่อนจะสาธยายทั้งสามพระสูตร โดยได้สวดประชุมพระธรรมคำสั่งสอน รวมลงที่พระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์ ปิดท้ายด้วยพระสัจธรรมอันล้ำค่าที่แสดงสรุปธรรมทั้งปวง รวมลงที่ความไม่เที่ยง... และความเป็นอนัตตา ซึ่งขอสรุปพระธรรมเทศนาที่แสดงในวันดังกล่าว เพื่อประโยชน์แห่งสาธุชนผู้มีศรัทธา ดังมีใจความสำคัญดังนี้...

“...จากในพระสูตรที่ ๑ (ธัมมจักกัปปวัตนสูตร) ที่ได้สวดสาธยายไปแล้วนั้น เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ชาวพุทธเราจึงต้องเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจพระสูตรนี้แล้ว การที่จะศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นคงเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะบรรพชิตนักบวชทั้งหลาย ถ้าถามว่า “ท่านบวชอุทิศให้กับใคร... ใครเป็นพระบรมศาสดาของท่าน... ท่านชอบใจธรรมอันใด” เราต้องตอบได้... เราต้องตอบได้ว่า เราบวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระบรมศาสดาจารย์ของเรา เราเข้าใจในธรรมอันนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเป็นอริยสัจ เป็นธรรมเพื่อการสิ้นทุกข์

ถ้าถามว่า “พระพุทธเจ้า คือ ใคร”... เราก็ต้องตอบได้ทั้งภาคแห่งบัญญัติและภาคของปรมัตถ์

ในภาคบัญญัตินั้น พระพุทธเจ้า ก็คือ เจ้าชายสิทธัตถะ จากสักกะชนบทที่ออกบวชและจาริกเดินทางมาจนถึงราชคฤห์แห่งนี้ สืบเนื่องต่อไปสู่อุรุเวลา และตรัสรู้ในวันเพ็ญวิสาขมาส เมื่อพระชนมายุครบถ้วน ๓๕ พรรษา

ถ้าตอบในเชิงของปรมัตถ์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ อำนาจความรู้ตื่น เบิกบาน โดยพระธรรมวินัยอันเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาในยุคสมัยของเรานี้ พระพุทธเจ้าในความเป็นบุคคลนั้นได้สูญสิ้นไปแล้ว คือ ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ล่วงมา ๒,๖00 ปี ในยุคของเรานั้น พระพุทธเจ้าในความหมายจริงๆ จึงต้องเป็นปรมัตถ์ ก็คือ พระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์ ที่เป็นอริยสัจ เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์ส่วนเดียว

ซึ่งตรงตามพระภาษิตที่ตรัสต่อพระอานนท์ ว่า

“ดูก่อน! อานนท์ เบื้องหน้าเราตถาคตดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย...”

... ซึ่งสอดคล้องกับพระภาษิตที่ทรงกล่าวไว้บทหนึ่งว่า...

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต...

ผู้ใดเห็นตถาคต ผู้นั้นถึงพระนิพพาน”

ฉะนั้น “ตถาคต” ในความหมายของพระพุทธเจ้านี้ จึงเป็นอำนาจแห่งพระธรรมวินัยอันเป็นไปเพื่อให้ถึงซึ่งพระนิพพานนั่นเอง...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท