
สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา (ตอนจบ)
ซึ่งบัดนี้ได้แปรรูปไปสู่ปัญหาที่ว่า ได้มีการบวชภิกษุณีเกิดขึ้นแล้วในพุทธศาสนา
โดย...พระอาจารมย์อารยะวังโส
ซึ่งบัดนี้ได้แปรรูปไปสู่ปัญหาที่ว่า ได้มีการบวชภิกษุณีเกิดขึ้นแล้วในพุทธศาสนา และเป็นผู้หญิงไทยส่วนหนึ่งที่กลับมาดำรงฐานะเป็นภิกษุณีในประเทศไทยที่ดำรงพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งมีภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียวมาโดยตลอด ... สังคมพระพุทธศาสนาจะดำเนินการในกรณีปัญหานี้อย่างไร โดยเฉพาะคณะสงฆ์ที่รับผิดชอบต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาในประเทศ เพื่อการรักษาไว้ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวของพระพุทธศาสนา และความสามัคคีของพุทธบริษัท ๔ ที่ต้องคำนึงถึงความเป็นเอกภาพเป็นสำคัญ อันเป็นพลังอันสำคัญอย่างยิ่งที่ขับเคลื่อนกงล้ออายุพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไป ...
แน่นอน! ไม่ว่าจะแก้ปัญหาใหม่ที่ผลิมาจากปัญหาเดิมหรือการแก้ปัญหาเดิมที่ยังคงรูปอยู่ในปัญหาใหม่... ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาในรูปแบบใดก็ตาม แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น ภายใต้ความเป็นจริงของการแก้ปัญหานั้น จักต้องอยู่ในกรอบแห่งพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญที่สุด
แม้ว่าจะรองรับด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญของฝ่ายอาณาจักร (สังคมบ้านเมือง) แต่จะต้องไม่ขัดแย้งหรือรุกรานในส่วนศาสนจักร ได้แก่ พระธรรมวินัย อันมีความชัดเจนในเจตนาธรรมอยู่อย่างสมบูรณ์ในทุกอรรถและพยัญชนะ ที่แสดงถึงความเป็นจริงแท้ของพระพุทธพจน์ที่ได้จัดรวบรวมร้อยเรียงไว้ดีแล้ว ที่แสดงให้เห็นความจริงแท้อันเป็นสัจธรรมอันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยใครๆ
ดังนั้น ประเด็นที่จะกล่าวกันถึงต่อไปในข้างหน้า เรื่องสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ในกรณีศึกษาเรื่องภิกษุณี ก็คงไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะกระทำไม่ได้ หากเข้าใจหลักการที่แท้จริงแห่งพระธรรมวินัยในเรื่องดังกล่าว เพื่อการใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญให้อยู่ในขอบเขตที่มีความพอดี ไม่รุกล้ำในพุทธอาณา (พุทธอำนาจ) ซึ่งถือเป็นระเบียบการปฏิบัติสืบกันมาโดยตลอด บนหลักความจริงของการสืบเนื่องพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ประกาศสถาปนาองค์กร สถาบันพระพุทธศาสนาสืบต่อมา ๒,๖๐๐ ปี
ซึ่งไม่เคยมีราชอาณาจักรใดที่บังอาจใช้กฎหมายกฎระเบียบของบ้านเมืองเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือรุกรานในเขตพระพุทธศาสนา เพราะนั่นไม่ใช่หน้าที่อันชอบธรรมที่ควรจะกระทำได้ ซึ่งไม่สามารถกระทำได้เลย เพราะพุทธศาสนานั้นเป็นโลกุตรธรรม เป็นแดนธรรมที่แยกออกจากอาณาแห่งโลกอย่างสิ้นเชิง มีการจัดความสัมพันธ์ไว้กับโลกอย่างพอเหมาะ อยู่ในดุลยภาพที่เอื้อเฟื้อต่อกัน มีการคำนึงถึงความไม่สูญเสียดุลยธรรมของพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ โดยจะต้องไม่มีการรุกรานพระพุทธศาสนา อันหมายถึง ไม่เข้าไปทำการเปลี่ยนแปลง ต่อเดิม แก้ไข พระธรรมวินัย ไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแม้แต่คณะสงฆ์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ก็จะต้องคงดำรงการสืบต่อตามเจตนาการรักษาพระธรรมวินัยไว้ อันเป็นไปตามมติของพระมหาเถระ ๕๐๐ รูป จากครั้งปฐมสังคายนาซึ่งมี พระมหากัสสปเถระเจ้าเป็นประธาน มีพระอุบาลีเถระเจ้า และพระอานนท์เถระเจ้า เป็นองค์วิสัชนาพระธรรมวินัย โดยมีข้อยุติในเรื่องสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ ที่พระพุทธองค์ทรงประทานพุทธานุญาตไว้ว่า “เมื่อเราล่วงไปแล้ว สงฆ์หวังอยู่ จะพึงถอนสิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ เสียบ้างก็ได้” และเมื่อพระอานนท์เถระเจ้าไม่ได้กราบทูลถามว่า “สิกขาบทเล็กๆ น้อยๆ คืออะไรบ้าง จึงทำให้สงฆ์ไม่สามารถหาข้อยุติได้” ในครั้งนั้น พระมหากัสสปเถระเจ้า ประธานของคณะสงฆ์ที่มีพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ที่มาพร้อมกันกระทำการสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภาระ พระนครราชคฤห์ จึงได้เสนอญัตติในที่ประชุมว่าด้วยญัตติ ทุติยกรรมวาจา ความว่า
“สิกขาบทบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้าน ชาวบ้านย่อมทราบว่า อะไรควร อะไรไม่ควร สำหรับสมณะ ศากยบุตรทั้งหลาย หากจะถอนสิกขาบทบางข้อ ชาวบ้านจะตำหนิได้ว่า พวกเราจะศึกษาและปฏิบัติตามสิกขาบททั้งหลาย ในขณะที่พระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น... พอพระศาสดาทรงพระปรินิพพานก็ไม่ใส่ใจที่จะปฏิบัติ จึงขอให้สงฆ์ทั้งปวงอย่าเพิ่งถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ พึงสมาทานศึกษาตามสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้ “ห้ามแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือถอดถอน”
ที่สำคัญยิ่ง จากการปฐมสังคายนาครั้งนั้น ได้มีมติของที่ประชุมสงฆ์ที่เรียกว่า “วาทะของพระเถรวาท” หรือ “มติเถรวาท” ตกลงกันว่า
“นับแต่ต่อนี้ไป ขอสงฆ์พึงจำไว้ว่า...
จักไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้ามิได้ทรงบัญญัติ...
จักไม่เพิ่งถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว...
จักสมาทานศึกษาสำเนียกในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้”
และนี่คือ วาทะของพระเถระที่เกิดขึ้นครั้งปฐมสังคายนาอันเป็นที่มาของเถรวาท หรือมติของพระเถระ ที่ได้รับการสืบเนื่องถือเป็นวัตรปฏิบัติของคณะสงฆ์ในการถือเป็นประเพณีปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งองค์กรพระพุทธศาสนาที่ถือมติดังกล่าว ตามพระธรรมวินัยที่เกิดขึ้นจากการปฐมสังคายนา ต่อมาได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พุทธศาสนาเถรวาท” อันเป็นพุทธศาสนาดั้งเดิมที่รักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัยอย่างถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นที่ยอมรับของพุทธบริษัทในทุกนิกายที่ยอมรับว่า การสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งแรกที่เรียกว่าปฐมสังคายนานั้น เป็นต้นฉบับแห่งพระธรรมวินัยที่สมบูรณ์อย่างยิ่งอันควรแก่การให้ความเคารพและศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริงขอเจริญพร ...
ขอเจริญพร







