
มอง...เมืองกรุง เมืองเทพ ผ่านภาพถ่ายขาว-ดำ
“ถ้ากรุงเทพฯ เป็นอย่างนี้ตลอดไปก็น่าจะดี” จากความคิดเพียงชั่วขณะในวันแรกของช่วงเทศกาลวันหยุด
โดย...มัทรียา
“ถ้ากรุงเทพฯ เป็นอย่างนี้ตลอดไปก็น่าจะดี” จากความคิดเพียงชั่วขณะในวันแรกของช่วงเทศกาลวันหยุด ที่ถนนในเมืองกรุงเคยมีรถติดยาวเหยียดกลับกลายเป็นถนนหนทางโล่ง รถแล่นได้ฉิวเต็มสมรรถภาพ ราวมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน นั้นก็เป็นจุดเริ่มที่เล็กแต่มีพลังจนส่งผลต่อการถ่ายภาพในช่วงตลอด 2 ปี ของ “สมศักดิ์ พัฒนพิฑูรย์” จนนำมาสู่การเกิดขึ้นของนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำ “เมืองกรุง เมืองเทพ”
สำหรับมุมเมืองที่ศิลปินตั้งใจเลือกถ่ายภาพ มี 2 สถานที่ คือ สะพานกรุงเทพ ซึ่งมีความหมายตรงกับชื่อของงานมากที่สุด และบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ เปรียบเสมือนตัวแทนการเริ่มต้นแห่งกรุงเทพฯ ส่วนสถานที่อื่นๆ ในงานชุดนี้ไม่ได้เน้นชื่อสถานที่เป็นพิเศษ ทว่าทั้งหมดมุ่งเน้นถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่สัมผัสได้ จิตสำนึก และจิตใต้สำนึกต่อสถานที่
“แม้แรงบันดาลใจจะเกิดในช่วงปีใหม่ แต่การถ่ายแทบทั้งหมดช่วง 2 ปี (ปี2551-2552) จะถ่ายในช่วงวันธรรมดาและวันเสาร์-อาทิตย์ปกติ โดยอาศัยการเดินเท้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้เจาะจงและไม่ได้มุ่งเน้นชื่อสถานที่จนมากเกินไป ซึ่งให้ข้อดีคือ จิตจะอิสระมากกว่าและสามารถสัมผัสสิ่งที่มีความหลากหลายของมิติความคิดและความรู้สึกที่มีในขณะนั้น โดยสิ่งที่ตามองเห็นในสถานที่ที่เดินไปพบจะเป็นเพียงจุดเริ่มของแรงบันดาลใจ ความรู้สึกเท่านั้น”
เมืองกรุง เมืองเทพ สมศักดิ์ได้ให้นิยามและสร้างความสัมพันธ์ของคำนี้ว่า “คำว่า เมืองกรุง แสดงนัยแห่งความวุ่นวายที่เราประสบจากการใช้ชีวิตในเมืองกรุง โดยมี เมืองเทพ แสดงนัยในความปรารถนาและคำวิงวอนของเราที่ต้องการให้เมืองกรุงนั้นมีความสงบ ร่มเย็น เดินทางได้ไวดังใจนึก ดุจเรานั้นเองเป็นเทพแห่งสรวงสวรรค์นั้นเสียเอง ทั้งสองสิ่งเป็นภาวะแห่งการเผชิญกับปัญหาและความใฝ่ฝัน ที่ล้วนมีเราเกี่ยวข้องทั้งสิ้น การเกิดทั้งปัญหาจากความเป็นเมืองกรุงและปาฏิหาริย์ดุจเมืองเทพ ก็ล้วนรอเราที่มีส่วนเกี่ยวข้องตระหนักในความสำคัญของการกระทำของเราทั้งสิ้น”
ภาพความสงบเงียบในแง่มุมต่างๆ ถูกนำเสนอด้วยเหตุผู้คนส่วนใหญ่เลือกวิธีผ่อนคลายท่ามกลางความรื่นรมแห่งธรรมชาติ วัดวาอารามดุจตัวแทนแห่งเมืองเทพที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ยามอ่อนล้า ทว่าในขณะเดียวกันภาพความสงบนั้นเองถูกค่อยๆ พัฒนา เปลี่ยนแปลงจนวุ่นวายและยุ่งเหยิงคล้ายเมืองกรุงที่ทุกคนพยายามหนีจาก นี่จึงเป็นสองภาวะแห่งความขัดแย้งทว่าต้องอยู่ร่วมกัน
“ในความรู้สึกของเมืองกรุงที่มีแต่ความวุ่นวาย ทุกคนมีหน้าที่และสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันอย่างรีบเร่ง รถราก็ติดจนกลายเป็นเรื่องปกติ จนเราคิดอยากให้เมืองกรุงสงบ ร่มรื่น ไปมาสะดวกทันใจคิด ภาวะนั้นเปรียบเหมือนความปรารถนาให้เมืองกรุง มีแต่ความสุขดุจเมืองสวรรค์-เมืองเทพ ซึ่งนั่นก็ไม่มีในชีวิตจริง ครั้นเราต้องการพักในที่ที่พอจะหาความสงบจากสารพัดเรื่องสารพัดปัญหา เราพยายามสรรหาให้คล้ายกับเมืองเทพที่เราใฝ่ฝัน ซึ่งสถานที่ที่นิยมยามเราเริ่มนึกถึงความสงบ ร่มรื่น ก็คงหนีไม่พ้นสวนสาธารณะและวัดวาอาราม
ทั้งสองสถานที่จึงถูกหยิบยกเปรียบให้ดุจเมืองเทพที่เราหวังว่าจะมอบความสงบร่มเย็น แต่ขณะที่เรามุ่งหาความสงบในเมืองเทพ (วัดและสวนสาธารณะ) เรากลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของการนำความวุ่นวายเข้าไปในเมืองเทพนั้นเสียเอง สองภาวะแห่งความขัดแย้งนี้ เรากลับไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญแห่งตัวเรา ที่มีส่วนร่วมในทั้งสองสภาวะแห่งเมืองกรุง-ความวุ่นวาย และเมืองเทพ-ความปรารถนาในความสงบ ว่าควรจะทำเช่นไรจากนี้ต่อไปเพื่อให้กลับสู่สมดุลอีกครั้งหนึ่ง”
สมศักดิ์ไม่ได้เรียนหรือทำงานการถ่ายภาพโดยตรง แต่ด้วยแรงผลักดันผนวกความสงสัย ว่าทำไมกล้องที่ซื้อมาใหม่ในขณะนั้น แม้มีระบบที่ดีกว่าที่เคยใช้มาก แต่กลับได้ผลงานที่มีคุณภาพลดลงกว่าเดิม จึงกลายเป็นพลังให้เริ่มขนขวายหาความรู้เพิ่มเติมอย่างทุ่มเทและต่อเนื่อง
เริ่มจากการศึกษาด้วยตนเองจากหนังสือการถ่ายภาพทั้งไทยและต่างประเทศ หนังสือพื้นฐานความเข้าใจทางด้านศิลปะด้านต่างๆ รวมถึงเข้าฟังการอบรมสัมมนาต่างๆ และได้สมัครเข้าสมาชิกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2544 ผลงานการถ่ายภาพของเขาเคยได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย และถูกเชิญไปเป็นวิทยากรเป็นกรรมการเกี่ยวกับการถ่ายภาพอยู่เสมอ และด้วยความสงสัยเกี่ยวกับคุณภาพของกล้อง สมศักดิ์จึงเลือกถ่ายภาพด้วยกล้องฟิล์ม โดยใช้ฟิล์มอินฟราเรด ขาว-ดำ และทำการล้าง-อัดด้วยกรรมวิธีในห้องมืด ทำให้ได้ภาพที่ดูแปลกตาและหาชมได้ยาก
“ที่เลือกถ่ายขาว-ดำ อย่างแรกคือ ดวงตาเรามองเป็นสี เราไม่ได้เห็นเป็นขาว-ดำ เวลามองภาพขาว-ดำ เรารู้ว่ามันคือภาพถ่าย เราก็บอกว่ามันมีจริง แต่ความจริงเราไม่เห็นแบบนั้นจริงๆ เหมือนเรารับในมิติของความจริงของภาพถ่าย ในขณะเดียวกันเราก็รับมิติที่มองด้วยตาไม่เห็นเข้ามาพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งผมรู้สึกว่ามันตรงกับงานที่ทำพอดี คือมีนัยอะไรบางอย่างที่ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นเห็นหรือสัมผัสได้แทนดวงตานั่นเอง ส่วนเสน่ห์เรื่องอื่นๆ คงคล้ายๆ กันกับผู้ที่ชื่นชอบภาพขาว-ดำส่วนใหญ่ ในเรื่องความรู้สึกที่เก่าๆ ความคลาสสิก สีที่ถูกตัดทอนไปทำให้องค์ประกอบที่เป็นสีถูกลดทอนลง แต่องค์ประกอบอื่นเด่นขึ้น”
ความน่าสนใจของผลงานชุด “เมืองกรุง เมืองเทพ” ไม่เพียงการนำเทคนิคการถ่ายภาพ ทว่าการนำเสนอแนวคิดที่สะกิดให้คนเมืองกรุงได้ตระหนักถึงความสำคัญแห่ง “ตน” ที่มีส่วนร่วมในทั้งสองสภาวะแห่ง “เมืองกรุง เมืองเทพ” ว่าควรจะทำเช่นไรจากนี้ต่อไปเพื่อให้ความเป็น “เมืองกรุง เมืองเทพ” กลับสู่สมดุลอีกครั้งหนึ่ง
นิทรรศการภาพถ่าย “เมืองกรุง เมืองเทพ” จัดแสดง ณ หอศิลป์ วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตั้งแต่วันนี้15 ก.พ. เปิดให้เข้าชมทุกวันจันทร์ศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น. วันเสาร์ เวลา 09.00-14.00 น. โทร. 02-623-6115 ต่อ 1418, 1422







