
สิทธิสตรี...กรณีการบวชของ ภิกษุณี...ในพระพุทธศาสนา (ตอน 8)
โดยระบุว่า นางภิกษุณีหมดสาบสูญเชื้อสายมานานแล้ว... ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้เช่นเดียวกัน
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
โดยระบุว่า นางภิกษุณีหมดสาบสูญเชื้อสายมานานแล้ว... ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้เช่นเดียวกัน ถ้าเป็นความชัดเจนโดยพระธรรมวินัยแล้วว่า ถูกต้องทุกประการกับมติของคณะสงฆ์ไทย เรื่องดังกล่าวนี้ควรยุติลงตั้งแต่ ณ บัดนี้ ไม่ควรที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยกขึ้นมาให้เป็นปัญหาอันนำไปสู่ความรุกรานสถาบันพระพุทธศาสนา และทำให้พระพุทธศาสนาเศร้าหมองโดยมิควร... โดยเฉพาะการเกิดจากบุคคลที่อ้างว่ามีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และอ้างว่าตนเองเป็นชาวพุทธ เรื่องนี้พุทธศาสนิกชนจึงไม่ควรยินดีและไม่ควรยินยอมให้เกิดปัญหาภาระดังกล่าวนี้สืบไปให้เป็นที่ระคายเคืองต่อพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา จึงควรอย่างยิ่งที่จะได้พร้อมใจกันกลับมาศึกษาในทั้งสองประเด็นปัญหาดังกล่าวอย่างแท้จริง เพื่อจะได้หาหนทางออกจากปัญหาดังกล่าวอย่างสร้างสรรค์สืบต่อไป
ซึ่งในเรื่องดังกล่าว มติแห่งคณะสงฆ์ไทย (พุทธศาสนาเถรวาท) ได้มีความเห็นชัดเจนไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ แม้สืบต่อมาถึงปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน จึงไม่ควรก่อให้เกิดเป็นปัญหาข้อขัดแย้งใดๆ ขึ้นมาอีกจากกรณีดังกล่าว ด้วยความเคารพต่อพระธรรมวินัยของศาสนิกชนทุกๆ ฝ่าย แต่หากกลุ่มคณะภิกษุณีดังกล่าวจะอ้างว่าเป็นภิกษุณีในพุทธเถรวาท ดังที่อ้างว่ามีการสืบสายภิกษุณีจากศรีลังกาไปสู่จีนไว้แล้ว และสืบต่อไม่ขาดสายในจีน เมื่อปี พ.ศ. ๙๗๕ ประเด็นนี้ก็ต้องนำพิสูจน์กันอย่างจริงจัง ซึ่งจะต้องให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ด้วยข้อมูลเชิงวิจัย ซึ่งจะต้องหักล้างร่องรอยประวัติศาสตร์การเผยแผ่พุทธศาสนาในจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๐ เป็นต้นไป ที่ในขณะนั้นเป็นพุทธศาสนามหายาน นิกายธยาน (ฌาน) หรือนิกายเซี้ยงจง ซึ่งต่อมาเรียกว่า นิกายเซ็น อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สามารถสืบสาวราวเรื่องได้ โดยมี พระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) เป็นปฐมมหาเถระ และเมื่อไล่เรียงร่องรอยแห่งการสืบอายุพระพุทธศาสนาตามที่กล่าวมา ก็ให้หนักใจที่จะยอมรับได้ว่า ภิกษุณีสงฆ์ในพุทธศาสนาเถรวาทยังคงมีอยู่ เว้นแต่จะกล่าวอ้างถึงความชอบธรรมในการเป็นภิกษุณีของพุทธศาสนามหายานตามสายการเผยแผ่ของพุทธศาสนาฝ่ายเหนือ หรือนิกายมหายาน
อย่างไรก็ตาม แม้ประเด็นปัญหาการบวชภิกษุณีในพุทธเถรวาทของคณะสงฆ์ไทย ได้มีข้อยุติจบลงด้วยมติของคณะสงฆ์ ที่ประกาศสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน... แต่ก็ให้มีคำถามข้อสงสัยที่ผลิขึ้นจากปัญหาที่ยังสืบเนื่องตามที่กล่าวมา ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อยุติในเรื่องดังกล่าว จึงควรพิสูจน์ให้ได้ว่า การบวชของภิกษุณีในพุทธศาสนา (เถรวาท) ณ ปัจจุบันไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย และเมื่อไม่ขัดต่อพระธรรมวินัยแล้ว ... คณะสงฆ์จะยอมรับให้มีฐานะภิกษุณีขึ้นในสังฆมณฑลหรือไม่... และจะยอมรับอย่างไรที่ให้เป็นไปตามแบบแผนแห่งพระธรรมวินัย หรือหากว่าไม่สามารถพิสูจน์ในกรณีดังกล่าวได้ ไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยใดก็แล้วแต่... ด้วยความจริงที่ปรากฏว่า ณ บัดนี้ได้มีภิกษุณีเกิดขึ้นในเขตพระพุทธศาสนาที่สืบเนื่องมาจากประเทศศรีลังกา หรือมาจากแผ่นดินจีน และภิกษุณีเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสตรีชาวไทยที่มีความศรัทธาพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่สำคัญสตรีที่เป็นภิกษุณีเหล่านี้ได้เดินทางกลับมาเพื่อประกอบศาสนกิจบนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มเงาของคณะสงฆ์ไทยแห่งสยามประเทศ ... คณะสงฆ์ไทยจะทำอย่างไรให้ภิกษุณีเหล่านี้อยู่ร่วมในชายคาบวรพระพุทธศาสนานี้ได้อย่างมีความสร้างสรรค์และมีความสันติสุข มีความเป็นเอกภาพร่วมกันในฐานะเป็นพุทธบริษัทสี่ในพระพุทธศาสนา... และคณะสงฆ์ไทยจะเหลียวแลต่อปัญหานี้อย่างไร? จะยอมรับให้เข้าร่วมภาคีในองค์กร ในสถาบันพระพุทธศาสนาเถรวาทแห่งประเทศไทยได้หรือไม่ ... หรือ จะมีหนทางอันใดที่ไม่ขัดแย้งต่อพระธรรมวินัยในการช่วยสงเคราะห์ให้สตรี ที่บวชเป็นภิกษุณีเข้าสู่พุทธเถรวาทได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเน้นย้ำว่าต้องไม่ขัดแย้งกับพระธรรมวินัย ภายใต้การรองรับของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถจะเอื้อเฟื้อให้เกิดความเคลื่อนไหวได้ในทางสร้างสรรค์ได้ ตามนัยแห่งมาตรา ๓๗ ที่กล่าวมา ที่คณะสงฆ์ไทยสามารถยอมรับได้... หรือจะจัดรูปแบบภิกษุณีสตรีไทยที่เกิดขึ้น ซึ่งสำเร็จความเป็นภิกษุณีด้วยคณะสงฆ์ศรีลังกา ซึ่งเป็นพุทธเถรวาทเช่นเดียวกัน อย่างไร... ประเด็นปัญหาดังกล่าวเหล่านี้ ที่ขออนุญาตยกขึ้นมาเชิงสมมติ เพื่อจะได้เป็นข้อคิดที่จะนำไปสู่การตั้งวงเสวนาสืบสวนสอบสวน หรือการตั้งวงพิจารณาโดยแยบคาย
เพื่อเข้าให้ถึงความจริงอันควรและชอบโดยธรรม ซึ่งรอคอยการชำระสะสางจากองค์กรพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนที่มีความรู้พร้อมด้วยความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาเพื่อความยั่งยืนสืบเนื่องของพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศและในโลกนี้สืบต่อไป... จึงขอฝากประเด็นปัญหาที่สมมติขึ้นมาดังกล่าวให้ทุกฝ่ายได้ไปพิจารณาว่าจะทำอย่างไร เพื่อแปรรูปปัญหา หรือข้อขัดแย้งสู่ความสร้างสรรค์อย่างสันติในองค์กรพระพุทธศาสนาในพุทธศาสนิกชนสืบต่อไป...
ในเมื่อบัดนี้ได้มีพระภิกษุณีที่อ้างว่า บวชถูกต้องตามพระธรรมวินัยเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยแล้ว ซึ่งมีรัฐธรรมนูญที่ตรากฎหมายให้สิทธิต่อการเคลื่อนไหวอย่างเสรีภาพ... เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน... จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยุติปัญหาโดยการหาวิธีออกจากปัญหาอย่างถูกต้องดังที่กล่าวมา
อย่างไรก็ตาม หากมองเข้าไปในสภาพความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในปัจจุบัน น่าจะเห็นได้ว่าในสถานการณ์จริงที่ปรากฏให้เห็นเป็นไปแล้วของการวิวัฒนาการแห่งปัญหา จากปัญหาเดิมที่แปรรูปสู่ปัญหาใหม่ แต่ยังคงรูปลักษณ์แห่งปัญหาเดิมไว้เป็นพื้นฐาน อันได้แก่ ปัญหาสิทธิสตรีที่จะบวชเป็นภิกษุณีในพุทธศาสนาเถรวาท







