
สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณี...ในพระพุทธศาสนา (ตอน ๗)
หากจะสืบสาวร่องรอยของภิกษุณีในพุทธศาสนาเถรวาท
หากจะสืบสาวร่องรอยของภิกษุณีในพุทธศาสนาเถรวาท
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ก็คงพบเพียงต้น พ.ศ. ๒๓๕–๒๓๘ สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เมื่อมีการส่งพระสมณทูต ได้แก่ พระมหินทเถระ พระอุตติยเถระ พระสัมพลเถระ พระอิฏฏิยเถระ และพระภัททสาลเถระ ไปยังตัมพปัณณิทวีป หรือเกาะลังกา เพื่อประดิษฐานพระพุทธศาสนาตามบัญชาของพระโมคคัลลีบุตรติสสเถรเจ้า ซึ่งต่อมาเมื่อพระนางอนุฬาเทวี มเหสีของพระเจ้าเทวะนัมปิยติสสะแห่งเกาะลังกา มีพระประสงค์จะบวช พระมหินทเถระได้ทูลพระราชาให้ทราบว่า การให้มาตุคามบรรพชาเป็นกิจของภิกษุณี ขอให้ทรงนิมนต์พระภิกษุณี นามว่า สังฆมิตตา ซึ่งเป็นน้องสาวของพระมหินทเถระมาเพื่ออุปสมบทให้กับพระนางอนุฬาเทวี ซึ่งกล่าวว่า ฝ่ายพระนางอนุฬาเทวีพร้อมด้วยหญิงชาววัง ๕๐๐ คน และหญิงสาว ๕๐๐ คน สมาทานศีล ๑๐ ครองผ้ากาสาวพัสตร์ในสำนักที่สร้างขึ้นในส่วนหนึ่งของพระนคร และพำนักคอยพระเถรีและคณะที่จะเดินทางมา พร้อมอัญเชิญกิ่งพระศรีมหาโพธิ์จากชมพูทวีปเพื่อมาปลูกลงบนแผ่นดินตัมพปัณณีทวีป อันเป็นเครื่องหมายการประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไปบนแผ่นดินดังกล่าว
สำหรับการบวชของพระนางอนุฬาเทวีพร้อมคณะก็เป็นไปด้วยดี ถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่บัญญัติให้การอุปสมบทภิกษุณีนั้นต้องสำเร็จด้วยสงฆ์ ๒ ฝ่าย ซึ่งต่อมาคณะภิกษุณีดังกล่าวมีพระนางอนุฬาเทวีได้บรรลุพระอรหัตผล นี่คือร่องรอยภิกษุณีสงฆ์บนเกาะลังกาในเบื้องแรกตามที่มีปรากฏ จึงชัดเจนในเวลาต่อมาว่าภิกษุณีได้สิ้นการสืบทอดไปเพราะการสูญสลายของพระพุทธศาสนาตามที่กล่าวไปแล้ว จะมีแต่การสืบทอดวงศ์ของภิกษุเท่านั้น
สำหรับประเด็นแห่งการอ้างว่าเมื่อประมาณ พ.ศ. ๙๗๕ มีภิกษุณีจากศรีลังกาไปบวชให้หญิงจีนเป็นภิกษุณี จึงได้เกิดภิกษุณีจีนขึ้นสืบเนื่องอยู่ในแผ่นดินจีน (แต่ในข้อเท็จจริงของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินจีนนั้น เป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งไม่สามารถร่วมทำสังฆกรรมกับพุทธศาสนาเถรวาทได้ เพราะเป็นนานาสังวาส) และเพราะเรื่องดังกล่าวนี้ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นในความสืบเนื่องของพระพุทธศาสนาบนแผ่นดินจีน ซึ่งมีระยะห่างร่วมพันกว่าปี จากเหตุการณ์ครั้งแรกที่ได้มีการอ้างกรณีการสืบสายภิกษุณีขึ้นอีกครั้งหนึ่งประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๒–๒๕๓๓ ว่าได้มีหญิงชาวศรีลังกาไปบวชเป็นภิกษุณี โดยมีภิกษุณีของมหายานเป็น
ปวัตตินี (อุปัชฌาย์) และนิมนต์ภิกษุสงฆ์ของศรีลังกา ซึ่งน่าจะเป็นนิกายเถรวาท (สยามวงศ์) มาสวดกัมมวาจาเพื่อให้สำเร็จด้วยสงฆ์ ๒ ฝ่าย (ภิกษุและภิกษุณี)... ประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่า ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ... ในการให้การอุปสมบทของสงฆ์ที่ต่างนิกายกันและประกาศความไม่สังวาสกันมาตั้งแต่หลังพุทธปรินิพพานมา ๑๐๐ ปี... ซึ่งจะไม่แปลกเลย ถ้าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในพุทธกาล ซึ่งสังฆมณฑลยังคงเป็นแผ่นดินเดียวกันอยู่ (ไม่แตกแยก) แต่เมื่อบนความเป็นจริงตามประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาแสดงให้ชัดเจนอันมีสาระธรรมอยู่ในเส้นทางของการสังคายนา จะพบว่าพุทธศาสนามีความแตกเป็นนิกายต่างๆ มากถึง ๑๘ นิกาย เมื่อกระทำการสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่เวสาลี ประมาณ พ.ศ. ๑๐๐ และด้วยความแตกเป็นนิกายต่างๆ และความไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน เราจึงเห็นการประกาศความไม่ร่วมสังวาสกัน แม้จะอยู่ในพุทธศาสนาอันเดียวกัน เพราะมีศีลไม่เสมอกัน มีความเห็นที่แตกต่างกัน อันไม่สามารถร่วมสังฆกรรมกันได้ (ความวิบัติแห่งศีลสามัญญตา ... ทิฐิสามัญญตา)
ดังนั้น การกล่าวอ้างถึงการอุปสมบทที่สำเร็จด้วยสงฆ์สองฝ่ายที่มาจากแต่ละแผ่นดินอันประกาศชัดแจ้งว่า ในแผ่นดินจีนนั้นเป็นพุทธศาสนาของฝ่ายเหนือ หรือมหายาน ส่วนในแผ่นดินของศรีลังกานั้น เป็นพุทธฝ่ายใต้ หรือเถรวาท จึงให้เป็นข้อกังขาอย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ต่อการที่จะกล่าวถึงความชอบโดยพระธรรมวินัย... ดังนั้นจึงไม่แปลกที่การบวชเป็นภิกษุณีที่สืบสานมาแม้จากศรีลังกาที่ประกาศความเป็นพุทธศาสนาเถรวาท จะไม่ได้รับการยอมรับจากคณะสงฆ์ไทยที่เป็นพุทธศาสนาเถรวาทเช่นเดียวกัน จึงนำมาสู่ปัญหาของความเป็นภิกษุณีที่ยังไม่จบสิ้นในพุทธศาสนาเถรวาท และนำมาสู่ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในอาณาจักรและในศาสนจักรแห่งสยามประเทศนี้ โดยเฉพาะคำถามที่พุทธบริษัทต้องถามว่า “การบวชเป็นภิกษุณีดังกล่าว ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่”...
การถามดังกล่าวนี้ มิได้นำไปสู่การต้องการความโต้แย้ง ความขัดแย้ง หรือแสดงออกถึงการคัดค้านใดๆ แต่เป็นการถามเพื่อการตั้งขึ้นเป็นหัวข้อทำการวิจัยธรรม (ธัมมวิจัยยะ) เพื่อจะให้ได้ข้อสรุปอันสร้างสรรค์และยุติด้วยอำนาจธรรม ชอบโดยธรรม เพื่อความสันติแห่งสังคมพระพุทธศาสนา และเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาให้สถาพรสืบต่อไป จึงต้องหาคำตอบจากคำถามนี้ในทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง... เพราะถ้าสามารถตอบได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยว่า การบวชสืบสายภิกษุณีจากศรีลังกา ซึ่งเป็นพุทธศาสนาเถรวาทถูกต้องจริงตามพระธรรมวินัย นั่นหมายความว่า คณะสงฆ์ของพุทธศาสนาเถรวาทในทุกประเทศชาติควรยอมรับและให้ฐานะภิกษุณีอันถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา
ซึ่งหมายความถึง ปัญหาดังกล่าวจะยุติลงทันทีที่สืบเนื่องกันมายาวนานบนแผ่นดินสยามประเทศแห่งนี้ และในวิถีธรรมอันเดียวกัน พุทธบริษัทจะต้องเข้าใจให้แจ่มแจ้งในความชอบธรรมแห่งมติของคณะสงฆ์ไทยที่สืบเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๑ ถึงปัจจุบันว่า... ถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ กับการประกาศการห้ามมิให้พระเณรบวชหญิงเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาเถรวาทของประเทศไทย







