
สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา (ตอน ๖)
กรณีพระพุทธศาสนาถูกทำลายสูญหายไป ไม่ว่าจะเป็นชมพูทวีปหรือเกาะลังกา
กรณีพระพุทธศาสนาถูกทำลายสูญหายไป ไม่ว่าจะเป็นชมพูทวีปหรือเกาะลังกา
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
สาเหตุหลักก็มาจากความแตกแยกในหมู่พุทธบริษัทที่มีความเห็น (ทิฐิ) และข้อปฏิบัติ (ศีล) แตกต่างกัน ไม่เสมอกัน และเมื่อมีแรงผลักดันจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลจากสังคม การเมือง หรือลัทธิต่างๆ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อพุทธศาสนาอย่างมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
...แม้สถานการณ์ในประเทศไทยเรื่องความมั่นคงของพุทธศาสนาในปัจจุบันก็เช่นเดียวกัน ใช่ว่าจะมีเสถียรภาพที่เข้มแข็งดังแต่ก่อน ด้วยปัจจัยซับซ้อนทางสังคมที่มากขึ้นจนเกิดความแตกต่างในหมู่ชน ตลอดจนความอ่อนแอของพุทธบริษัท ที่สำคัญคือการขยายปัญหาทางด้านความคิด–ความเห็นของบุคคลไปสู่ภาคสังคม
ดังเช่นการสูญสลายของพุทธศาสนาในลังกา เมื่อพระเจ้าราชสิงหะที่ ๑ แห่งอาณาจักรสีตาวะกะ ซึ่งนับถือฮินดูนิกายไศวะ ได้สั่งทำลายล้างพระพุทธศาสนาอย่างหนักถึงขั้นฆ่าพระและเผาวัดอย่างโหดร้ายทารุณจนพุทธศาสนสถานถูกทำลายสิ้น พระสงฆ์ที่เหลือก็พากันลาสิกขา ทิ้งศาสนาเพื่อความอยู่รอด... ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่มีพระสงฆ์หลงเหลืออยู่บนเกาะลังกาอีกเลย
ต่อมาเมื่อพระเจ้าราชสิงหะที่ ๑ สวรรคต พระเจ้าวิมลธรรมสูริยะที่ ๑ เชื้อสายแห่งราชวงศ์สิงหล ขึ้นครองราชอาณาจักรแทน เมื่อจัดระเบียบแบบแผนบ้านเมืองเรียบร้อยจึงได้มีพระราชประสงค์ที่จะอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนครั้งอดีต จึงได้ส่งราชทูตสู่ประเทศพม่า นิมนต์พระนันทิจักกะและพระจันทวิมละ พร้อมคณะสงฆ์พม่าจำนวนหนึ่งมาประกอบพิธีอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๑๔๐ โดยทำการอุปสมบทที่ “แคฎัมเบนทีสีมา” มีกุลบุตรผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นจำนวนมาก
หมายเหตุ : ในการอุปสมบทดังกล่าว ไม่ระบุว่ามีการบรรพชา–อุปสมบทฝ่ายภิกษุณี แม้จะมีการฟื้นฟูศาสนาพุทธอีกเป็นครั้งที่ ๒ ในสมัยพระเจ้าวิมลธรรมสูริยะที่ ๒ เพื่อให้รุ่งเรืองมั่นคงดังในอดีต ก็เป็นไปตามลักษณะเดิม โดยการส่งราชทูตชุดที่ ๒ ไปนิมนต์พระสงฆ์ ๓๔ รูป ภายใต้การนำของพระสันดานะและพระจิตตราคะมาประกอบพิธีอุปสมบทที่แคฎัมเบนทีสีมาเมื่อ พ.ศ. ๒๒๔๐ ครั้งนี้มีบันทึกชัดเจนว่า มีกุลบุตรจากตระกูลสูงออกบวชจำนวนเพียง ๓๐ คน และหลังจากการฟื้นฟูพุทธศาสนาภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้าวิมลธรรมสูริยะที่ ๒ สิ้นสุดลงไม่นาน
พระภิกษุที่สำเร็จการอุปสมบทจากคณะสงฆ์พม่าครั้งนั้น ต่างลาสิกขาไปครองเพศเป็นคณินนานเสจนหมดสิ้น ถือเป็นการสิ้นสุดยุคฟื้นฟูพระพุทธศาสนาแห่งราชวงศ์สิงหลอีกครั้ง (หมายเหตุ : คณินนานเส เป็นผู้นุ่งห่มผ้าขาว อ้างว่ารักษาศีล ๑๐ ทำหน้าที่ดูแลรักษาวัดและเทวาลัย ทำพิธีกรรมแทนสงฆ์ และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากที่ดินของวัดเพื่อเลี้ยงดูบุตรและภรรยา)
การเตรียมงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกามีขึ้นอีกครั้งในสมัยพระเจ้าศรีวิชัยราชสิงหะ ประมาณ พ.ศ. ๒๒๘๒–๒๒๙๐ โดยส่งราชทูตเพื่อไปขอพระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังไม่ทันสำเร็จได้สวรรคตเสียก่อน... เมื่อเข้าถึงสมัยพระเจ้ากีรติราชสิงหะ ประมาณ พ.ศ. ๒๒๙๐–๒๓๒๕ จึงได้ทรงสานงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาต่อ โดยจัดส่งราชทูตไปยังกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง
เพื่อนำคณะสงฆ์ไทยมาทำพิธีอุปสมบทแก่ชาวศรีลังกา ทางสยามประเทศโดยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงได้อาราธนาคณะสงฆ์ภายใต้การนำของพระอุบาลีสู่เกาะลังกา เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้คืนกลับมาอีกครั้ง มีบันทึกไว้ว่าได้มีการอุปสมบทภิกษุ จำนวน ๗๐๐ รูป และบรรพชาสามเณรอีก ๓๐๐ รูป พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นขึ้นมาอีกครั้งและเจริญมั่นคงอยู่จนถึงปัจจุบัน เรียกว่า สยามนิกาย หรือสยามอุบาลีวงศ์ในปัจจุบัน ที่เป็นพุทธศาสนาเถรวาทอันสืบเนื่องกับคณะสงฆ์ไทย (หมายเหตุ : คณะสงฆ์จากสยามประเทศไม่มีภิกษุณีสงฆ์ จึงไม่มีการอุปสมบทสตรีในครั้งนี้)
จากที่กล่าวมาโดยสรุป เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสืบสายของพุทธศาสนาเถรวาทในศรีลังกา หรือเกาะลังกา เช่นเดียวกัน หากจะศึกษาพุทธศาสนาเถรวาท นิกายลังกาวงศ์ ที่เผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทย มีหลักฐานกล่าวไว้ว่า พ.ศ. ๑๙๖๘ พระสงฆ์จากสยามประเทศ พม่า และกัมพูชา เดินทางมาอุปสมบทเป็นนิกายลังกาวงศ์ ณ นทีสีมา ริมฝั่งแม่น้ำแกลาณียา โดยมีพระวันรัตมหาสงฆ์ และพระธัมมาจริยเถระ เป็นประธานสงฆ์ เมื่อศึกษาพระธรรมวินัยจนเชี่ยวชาญแตกฉานก็ได้เดินทางกลับไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา (เถรวาท) ในบ้านเมืองของตน
ซึ่งตรงตามหลักฐานว่า มีพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์เข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทยแห่งแรกที่มณฑลนครศรีธรรมราช จึงเชื่อมเส้นทางของพุทธศาสนาเถรวาทจากจุดดังกล่าวสู่สยามประเทศในสมัยกรุงสุโขทัยดังปรากฏในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง หลักที่ ๑ ว่า มีพระสงฆ์ล้วนแล้วแต่มาจากเมืองนครศรีธรรมราช และในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ไทยได้นิมนต์พระมหาสามีสังฆราชและคณะมาเมืองสุโขทัย โดยได้สร้างวัดป่ามะม่วงถวาย พร้อมกันนั้นได้ทรงเสด็จออกผนวชประทับจำพรรษาที่วัดป่ามะม่วงด้วย
ภายหลังจากพระพุทธศาสนาเถรวาทนิกายลังกาวงศ์ปักฐานมั่นคงในสยามประเทศแล้ว ก็ได้มีการสืบเนื่องอายุพระพุทธศาสนาต่อมาถึงปัจจุบัน โดยพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนาเถรวาท จะมีภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ทั้งนี้เพราะขาดความสืบเนื่องวงศ์ภิกษุณีมายาวนาน
อ่านต่อฉบับวันพรุ่งนี้







