posttoday
สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา (ตอน ๕)

สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา (ตอน ๕)

03 กุมภาพันธ์ 2555

จากการเคลื่อนไหวทางภาคสังคมของพุทธบริษัทกลุ่มสตรีในพระพุทธศาสนา และกระทบสู่ความเคลื่อนไหวในเขตอาณาแห่งพระพุทธศาสนา

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

จากการเคลื่อนไหวทางภาคสังคมของพุทธบริษัทกลุ่มสตรีในพระพุทธศาสนา และกระทบสู่ความเคลื่อนไหวในเขตอาณาแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งมีสืบต่อกันเป็นลำดับ โดยเฉพาะการประกอบศาสนกิจของภิกษุณีในประเทศที่พยายามขยายบทบาทมากขึ้นในพื้นที่พุทธศาสนาเถรวาทที่เคยดำรงความสืบเนื่องมาด้วยภาพของพระภิกษุเพียงส่วนเดียวอย่างปกติ จึงเป็นธรรมดาที่ทำให้เกิดความแปลกใจ ประหลาดใจเกิดขึ้น ต่อพุทธบริษัท ๔ ที่ดำรงอยู่ในศาสนจักร ซึ่งได้ให้ความสนใจในกรณีดังกล่าวมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยความรู้สึกทั้งที่เห็นด้วย... และไม่เห็นด้วย แปลกใจ... และไม่แปลกใจ กรณีผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณี... จึงเห็นท่าทีของศาสนิกชนในสังคมไทยที่ยังปรับสภาพไม่นิ่งพอต่อสภาพปัญหาดังกล่าว ซึ่งมิได้แสดงออกว่า เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ยอมรับหรือคัดค้าน อาจจะเป็นด้วยเพราะ เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาอย่างแปลกใหม่ หรืออาจจะเป็นด้วยเรื่องปัจจัยของศาสนาอันควรแก่พระสงฆ์จะต้องตัดสินใจตามวิถีพุทธในประเทศไทย ที่พระสงฆ์เป็นผู้รับผิดชอบองค์กรพระพุทธศาสนา เป็นกำลังหลัก

ด้วยท่าทีดังกล่าว ที่ยังไม่มีข้อสรุปเพราะเกิดความหลากหลายของนานาทัศนะและบนวิถีแห่งความกังขาของข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวกับความถูกต้องและชอบธรรม ทั้งตามกฎศาสนาและตามกฎหมาย จึงทำให้เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติที่นำไปสู่ความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง เป็นปัญหาที่ยังไม่สิ้นเชื้อ ดุจเศษขยะที่อยู่ระหว่างร่องแผ่นกระดานอันรอคอยการเก็บกวาดเพื่อความสะอาดอย่างแท้จริงอีกครั้งในอาณาพื้นที่ จึงมีเสียงเรียกร้องค่อยๆ สอดรับกันจากหลายๆ ฝ่ายว่า บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว ที่ควรจะยุติปัญหานั้น โดยการยุติปัญหาดังกล่าว คือ การหาทางออกให้กับปัญหา ไม่ปิดล็อกปัญหาไว้ หรือ ไม่สลายปัญหาอย่างคงรูปปัญหาอยู่ หรือ อุปมาว่า ไม่ปัดกวาดทำความสะอาดและทิ้งเศษขยะไว้ตามร่องไม้ ปัญหานี้จึงควรให้การแก้ไขอย่างสร้างสรรค์สืบไป โดยการศึกษาประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในความสืบเนื่องส่งต่อมาถึงประเทศไทย เพื่อให้เห็นความจริงที่ปรากฏอยู่ในสถานการณ์จริง จึงต้องกลับมาศึกษาว่า พุทธศาสนาในประเทศไทยสืบเนื่องมาอย่างไร และ ทำไมจึงไม่สามารถที่จะให้การบวชภิกษุณีขึ้นในพระพุทธศาสนาประเทศไทยได้... ถึงแม้ว่า ประเทศไทยจะอ้างว่าเป็นพุทธศาสนาเถรวาท อันมีพระธรรมวินัยที่ประกาศความชัดเจนต่อกรณีดังกล่าว... ในขณะเดียวกัน บนแผ่นดินของพระพุทธศาสนาเถรวาทในศรีลังกา ที่สืบเนื่องพุทธศาสนากับประเทศไทย ทำไมจึงมีความลักลั่น ไม่ตรงกัน แสดงให้เห็นความแตกต่างกัน โดยเฉพาะกรณีการบวชภิกษุณีในพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งอ้างว่า มีการอุปสมบทภิกษุณีได้ในประเทศศรีลังกา จึงขอสาธุชนได้ติดตามลำดับพระพุทธศาสนาระหว่างสองประเทศ ซึ่งสืบเนื่องกันมาโดยตลอด เพื่อประกอบการเข้าใจถึงปัญหานี้

ด้วยพุทธศาสนาในประเทศไทย ตั้งแต่สืบเนื่องมาจากพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แห่งศรีลังกา นับเริ่มต้นจากสมัยสุโขทัย มาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยปรากฏมีภิกษุณีในพุทธศาสนาเถรวาทแห่งสยามประเทศ และหากเมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบประวัติพุทธศาสนาในศรีลังกา ก็จะพบการสูญสิ้นขาดตอนของพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กรุงศรีอยุธยา .. (สยามประเทศ) เมื่อกษัตริย์ลังกา ได้ส่งราชทูตมาขอพระมหาเถระและคณะสงฆ์ เพื่อไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา ซึ่งเสื่อมโทรมลงไปเมื่อพ.ศ. ๒๒๙๖ กรุงศรีอยุธยาจึงได้อาราธนาพระสมณทูต มีพระมหาเถระ ๒ รูป คือ พระอุบาลี และ พระอริยมุนี พร้อมคณะพระสงฆ์ ๑๒ รูป ไปลังกา เพื่อประกอบพิธีบรรพชา – อุปสมบท ก่อตั้งคณะสงฆ์ในลังกาขึ้นมาอีกครั้ง โดยใช้เวลาประมาณ ๗ ปี สำหรับงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา

หากจะถามว่า ทำไมพระพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมโทรมสูญหายไป.!? ..ขอวิสัชนาโดยสรุปเพื่อประกอบความเข้าใจในการเรียนรู้สู่ “ปัญหาการบวชภิกษุณี .. ในประเทศไทย” ซึ่งเชื่อมโยงกันตามที่มีการอ้างอิงว่า พุทธศาสนาเถรวาทในลังกาบวชภิกษุณีได้ จึงควรศึกษาประเด็นดังกล่าวว่า สามารถทำได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยจริงหรือ!! หากเป็นไปได้จริงแล้วจะมีการเชื่อมโยงสู่การสืบต่อภิกษุณีในคณะสงฆ์ไทย ซึ่งเป็นพุทธศาสนาเถรวาทเช่นเดียวกัน ได้หรือไม่.. อย่างไร

ก่อนจะสรุปตอบว่าได้หรือไม่ได้อย่างไร.. คงจะต้องมาพิจารณาดูว่า พุทธศาสนาถูกทำลายนั้น สาเหตุหนึ่ง ได้แก่ “วัดกับบ้าน ไม่สามัคคีกัน...” ดังคำโบราณที่กล่าวว่า

วัดจะดี มีหลักฐาน เพราะบ้านช่วย

บ้านจะสวยเพราะมีวัด ดัดนิสัย

บ้านกับวัดผลัดกันช่วย ก็อวยชัย

ถ้าขัดกันก็บรรลัย ทั้งสองทาง..

ความหมายของวัดกับบ้านตามที่กล่าวคงจะเข้าใจได้ไม่ยาก ดังความจริงที่ปรากฏตามฐานะที่เกื้อต่อกันโดยธรรม เพื่อประโยชน์โดยธรรม .. ชาวบ้านมีหน้าที่อุดหนุนพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ และสิ่งจำเป็นสำหรับบรรพชิต และหากเห็นว่า พระสงฆ์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมแก่สมณฐานะ สามารถขอโอกาสว่ากล่าวตักเตือนได้ เพื่อความไพบูลย์มั่นคงของพระพุทธศาสนา เรียกว่า “ขออนุญาตตักเตือนกันโดยธรรม” ทางด้านพระสงฆ์ นอกจากทำหน้าที่ศึกษาพระธรรมวินัย เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด จนเกิดเห็นผลด้วยตนเองแล้ว ก็พึงสงเคราะห์ชาวบ้าน สั่งสอนให้ประพฤติตามธรรม แสดงบอกกล่าวให้เห็นคุณโทษภัย เพื่อการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เรียกว่า “อบรมสั่งสอนโดยธรรม” เมื่อใดก็ตามที่ทั้งพุทธบริษัทไม่ลงรอยกัน แตกแยกกัน พระพุทธศาสนาก็ย่อมอันตรธานสูญหายไป และ บ้านเมืองก็ฉิบหาย ด้วยขาดศีลธรรมในหมู่ชน

อ่านต่อฉบับวันจันทร์

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท