posttoday
สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา(ตอน ๔)

สิทธิสตรี...กรณีการบวชของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา(ตอน ๔)

02 กุมภาพันธ์ 2555

นอกจากพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๑

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

นอกจากพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๑ เรื่องห้ามภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยทำการอุปสมบทให้สตรีเป็นภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรีแล้ว ก็ยังได้มีการออกประกาศของคณะสงฆ์ในเรื่องนี้ ย้ำแล้วย้ำอีกในหลายๆ ครั้งอีกหลายๆ สมัย ด้วยเหตุว่าปัญหาดังกล่าวผุดปรากฏเป็นระยะๆ เพื่อเรียกร้องสิทธิให้สตรีบวชในพระศาสนาได้... จึงได้มีการไปสู่การประชุมทางวิชาการเพื่อศึกษาปัญหาดังกล่าวขึ้นอีกครั้งหนึ่งอย่างยิ่งใหญ่ โดยสภาวิชาการ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เรื่องการบวชภิกษุณีและสามเณรีในประเทศไทย (ครั้งที่ ๘/๒๕๔๕ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๕) เพื่อจะได้ยุติการวิพากษ์ที่จะนำไปสู่ความเสียหายต่อพระพุทธศาสนาในภาพรวมที่เริ่มแผ่กว้างในหมู่ศาสนิกชนบางกลุ่ม (สตรี) อย่างรุนแรง โดยการประชุมในครั้งนั้นมีพระพุทธชินวงศ์ อธิการบดี (ในขณะนั้น) ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นประธานการประชุมสภาวิชาการร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ/คณะสงฆ์ ผู้ทรงความรู้ทางพระธรรมวินัย เพื่อนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งตามกระแสความเรียกร้องของสังคมพระพุทธศาสนา จากการประชุมในครั้งนั้นได้มีข้อสรุปอันนำไปสู่มติอันมีความเห็นตรงกันว่า...

เรื่องดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท จะต้องทำความเข้าใจให้ตรงประเด็นและยึดถือตามพระธรรมวินัย ตามหลักการและจารีตประเพณีของคณะสงฆ์ไทย (เถรวาท) ที่ได้ยึดถือปฏิบัติกันมา คือ

๑.พิธีกรรม การบวชในพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องทางพระธรรมวินัย เป็นพุทธอาณา (พุทธอำนาจ) ซึ่งทุกฝ่ายต้องเคารพในพระธรรมวินัย อันเป็นหลักสำคัญสูงสุดในพระพุทธศาสนา คณะสงฆ์จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะอนุญาตให้สตรีบวชได้

๒.ประการสำคัญ พิธีกรรมการบวชเป็นภิกษุณีต้องสำเร็จจากสงฆ์ ๒ ฝ่าย (ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์) เมื่อการสืบทอดภิกษุณีสงฆ์ได้ขาดตอนลง ตามหลักพระธรรมวินัยที่พุทธเถรวาทยึดถือ พระภิกษุสงฆ์ก็ไม่สามารถดำเนินการได้

๓.ประวัติศาสตร์การปกครองของคณะสงฆ์ไทย ได้ประกาศเจตนารมณ์ต่อกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจนและสืบต่อกันมาโดยตลอด ดังพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๑ ... จนถึงพระวรธรรมคติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ห้ามอุปสมบทให้แก่สตรีเพื่อเป็นภิกษุณี หรือบรรพชาให้แก่สตรีเพื่อเป็นสามเณรี

จากกรณีปัญหาการบวชภิกษุณี ซึ่งคณะสงฆ์ของพุทธศาสนาเถรวาทแห่งประเทศไทยได้มีมติที่ชัดเจนว่า ไม่สามารถอุปสมบทให้แก่สตรีเพื่อเป็นภิกษุณี หรือบรรพชาให้แก่สตรีเพื่อเป็นสามเณรีได้ ... โดยการอ้างอิงว่าการสืบทอดภิกษุณีสงฆ์ได้ขาดตอนลงอย่างเด็ดขาดแล้ว ตามหลักแห่งพระธรรมวินัยที่พุทธศาสนา (เถรวาท) ยึดถือ จึงเป็นเหตุให้คณะสงฆ์ไทยไม่สามารถดำเนินการให้มีการอุปสมบทบรรพชาแก่สตรีผู้มีศรัทธาปสาทะในบวรพระพุทธศาสนาได้...

เรื่องดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมขึ้นในศาสนจักรแห่งสยามประเทศเป็นระยะๆ ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาในด้านความรู้สึกอย่างหลากหลายต่อคณะสงฆ์ไทย และล่วงเกินกระทบต่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่รู้ไม่เข้าใจในสาระธรรม เหมือนดั่งที่ปรากฏจากวงเสวนาของกลุ่มบุคคลที่จัดขึ้นเรื่องพระพุทธศาสนาในหลายๆ ครั้ง จากบางบุคคล... และประเด็นปัญหาดังกล่าวได้สะท้อนกว้างออกไปสู่หมู่พุทธบริษัทที่สนใจในปัญหานั้น ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อยุติอย่างแท้จริง จะด้วยเพราะเหตุปัจจัยใดก็แล้วแต่ จึงส่งผลให้เกิดการแพร่ความรู้สึกไปยังกลุ่มศาสนิกชนที่ยังค้างคาใจอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่สนใจเรื่องศาสนาและสังคม เมื่อสัมพันธ์กับห้วงเวลาของโลกที่เคลื่อนเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ที่มีการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคของชายหญิง หรือกรณีสิทธิสตรีตามบทบาทอันควรทัดเทียมกับบุรุษเพศ ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (พ.ศ. ๒๕๕๐) ที่ประกาศเรื่องดังกล่าวไว้ ด้วยสาระกฎหมายที่ว่า “บุคคลมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนปฏิบัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” (ตามมาตรา ๓๗ วรรค ๑ แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญไทย) ต่อเนื่องในวรรค ๒ กล่าวว่า “เสรีภาพตามวรรค ๑ ย่อมได้รับการคุ้มครอง มิให้รัฐกระทำการใดอันเป็นการรอนสิทธิ หรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้”

จึงเปิดกระแสความรู้สึกของกลุ่มสตรีและพุทธศาสนิกชนให้กว้างและแพร่หลายขึ้น ในความต้องการบทบาทอย่างเต็มรูปแบบของการมีส่วนร่วมในฐานะสมาชิกแห่งสังคม และในฐานะแห่งความเป็นศาสนิกชนในศาสนาที่ตนเองเคารพนับถือ เพื่อความเสมอภาคต่อกันในทุกๆ ด้านในการแสดงออกถึงบทบาท สิทธิ และหน้าที่ ... จากที่ผ่านมาท่ามกลางความหลากหลายแห่งกระแสศรัทธาของพุทธบริษัทในพระพุทธศาสนา สตรีไทยกลุ่มหนึ่งได้มุ่งมั่นเดินทางไปบวชเป็นภิกษุณีและสามเณรี ณ ประเทศศรีลังกา และกลับมาประกอบศาสนกิจในประเทศไทย ภายใต้การคุ้มครองของรัฐธรรมนูญไทย มาตรา ๓๗ ดังกล่าว ถึงแม้ว่าคณะสงฆ์ไทยจะยังไม่ยอมรับฐานะของภิกษุณีว่ามีในพุทธศาสนาเถรวาทโดยอ้างพระธรรมวินัยก็ตาม ...จึงให้เกิดความสนใจจากสังคมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ในกรณีที่มีภิกษุณีกลับมาประกอบศาสนกิจบนแผ่นดินพุทธศาสนาเถรวาทที่มีความสืบเนื่องมายาวนานอย่างไม่เคยปรากฏมีภิกษุณีเกิดขึ้นเลยในศาสนจักรของสยามประเทศแห่งนี้

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท