
พรพรรณ สิทธินววิธ แฟชั่นนิสตาหลากบุคลิก
แวบแรกที่สาวพอลลี่พรพรรณ สิทธินววิธ สาวน้อยร่างเล็กมาก เยื้องย่างเข้ามาในร้านแคธ คิดสตัน (Cath Kidston)
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
แวบแรกที่สาวพอลลี่-พรพรรณ สิทธินววิธ สาวน้อยร่างเล็กมาก เยื้องย่างเข้ามาในร้านแคธ คิดสตัน (Cath Kidston) ร้านขายสินค้ากระจุกกระจิก ตั้งแต่แก้ว ผ้ากันเปื้อน เสื้อผ้า กระเป๋าหลากไซส์หลากสไตล์ ไปจนเครื่องประทินผิว อย่างลิปมัน แฮนด์ครีม และสบู่ ธุรกิจใหม่ที่สาวน้อยน่ารักเพิ่งเข้ามาช่วยพี่สาวสุดที่รักดูแล ต้องบอกว่านิยามของเธอนาทีนั้นคือ สาวหวาน ดูนุ่มนิ่ม อ่อนโยน คุณหนูมากๆ
ทว่า หลังจากเริ่มเปิดการสนทนาได้สัก 15 นาที ถึงโลกใบใหม่ของบัณฑิตสาวป้ายแดงวัย 24 ปี จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องขอยกนิยามใหม่ให้สาวหน้าหวานคนเดิมว่า เธอช่างเป็นผู้หญิงหลากบุคลิก หรือถ้าเปรียบเป็นผลไม้ก็ต้องบอกว่า เป็นพันธุ์ที่ผสมหลากรสชาติทั้งเปรี้ยว ซ่า และหวาน ได้อย่างลงตัว
พอลลี่ เล่าว่า หลังจากคว้าปริญญามาครองได้สำเร็จ เธอก็ไม่รอช้า ผันตัวเองมาช่วยธุรกิจที่บ้านทันที ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พี่สาวสนใจลงขันกับเพื่อนนำเข้าสินค้าแบรนด์ดังอย่างแคธ คิดสตัน มาเปิดที่เมืองไทยพอดี เพราะติดใจในลวดลายของแบรนด์ที่ดูเป็นเอกลักษณ์ แถมสินค้ายังคุณภาพเกรดเอ ราคาสมเหตุสมผล
สาวพอลลี่เลยขอเข้ามาร่วมแจมในส่วนของการทำพีอาร์และการตลาดของร้าน เรียกว่าเป็นการประเดิมงานแรกในชีวิตแบบเต็มตัว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอได้เข้ามาชิมลางในการช่วยพี่สาวบริหารร้านวิตามิน คลับ ไทยแลนด์
แม้จะออกตัวว่าเป็นงานแรกในชีวิตที่เจ้าตัวเทเวลาทั้งหมดให้ แต่ก่อนหน้านี้สาวบุคลิกหวานซ่อนห้าวที่มีความฝันแน่วแน่ว่า วันหนึ่งจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็เคยได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของธุรกิจมาแล้ว ตั้งแต่เพิ่งพ้นวัยเฟรชชี
“ก่อนหน้านี้เคยเปิดร้านเล็บที่สยาม จุดเริ่มต้นมาจากเราเป็นคนชอบอะไรที่สวยๆ งามๆ อยู่แล้ว จำได้ว่าตั้งแต่ ม.1 ก็เริ่มสนใจแต่ตอนนั้นในเมืองไทยการทำเล็บเป็นอะไรที่แพงมาก แต่เราก็สู้ราคาเก็บหอมรอมริบจากการถ่ายแบบ ถ่ายโฆษณาเอาเงินมาต่อเล็บ ประมาณว่าทำแล้วมีความสุข เลยมาถึงจุดที่คิดว่าน่าจะเปิดเอง”
ความฝันเล็กๆ ที่เกิดจากความชอบในตอนนั้นได้กลายเป็นจริงขึ้นมา แต่สุดท้ายแล้วความฝันก็ต้องจบลง แม้ร้านทั้งที่ทำมาได้เพียง 3 ปี จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
เนื่องจากมีภารกิจงานต่างๆ เข้ามามากขึ้น ทำให้ไม่มีเวลา ทว่าสาวพอลลี่ก็ยังมุ่งมั่นว่าสักวันหนึ่งเธอจะมีธุรกิจของตัวเองให้ได้ ซึ่งถ้าถามว่าคืออะไรในตอนนี้ สาวหน้าหวานยอมรับแบบตรงๆ ว่า ยังนึกไม่ออก รู้แต่ว่าวันหนึ่งจะเป็นเถ้าแก่ ซึ่งแน่นอนว่าธุรกิจที่ว่าคงหนีไม่พ้นธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงาม หรือแฟชั่น เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าตัวสนใจ และพอมีความรู้อยู่บ้าง ซึ่งถือเป็นหลักสำคัญในการทำธุรกิจของพอลลี่ตั้งแต่ยังเป็นเถ้าแก่ตัวน้อยว่า จะไม่ทำอะไรที่ไม่มั่นใจ หรือไม่มีความรู้ดีพอ
“พอลลี่เคยคิดเหมือนกันว่าจะเปิดร้านเสื้อผ้า แต่เราก็คิดอีกแง่ว่าถ้าเราเปิดแต่เราไม่ได้ดีไซน์เอง เสื้อผ้าเราก็จะซ้ำกับแบรนด์อื่น ต้องไปสู้กันด้วยราคาแทน ซึ่งขั้นตอนอาจจะไม่ซับซ้อน รับมาขายไป แต่เราไม่รู้จะทำการตลาดยังไง เพราะเราไม่มีเอกลักษณ์ของแบรนด์ เราก็เลยคิดว่า ถ้าจะทำต้องเป็นแบรนด์ของเราจริง อย่างมิลิน หรือเตียร์”
งานนี้แน่นอนว่า ด้วยหน้าตาที่สวยเก๋ ผ่านงานโฆษณาและถ่ายมิวสิกวิดีโอมาแล้วนับไม่ถ้วน สาวพอลลี่ก็เคยแอบแขวะและถามตัวเองว่าจะเอาดีในวงการมายามั้ย แต่พอถึงวันนี้ เธอตอบตัวเองได้ดังๆ แล้วว่า เธออาจไม่เหมาะกับเส้นทางนี้ เพราะอาชีพนักแสดงต้องใช้ความอดทนมาก ต้องมีพรสวรรค์ดูแลตัวเองแบบ 24 ชั่วโมง
“พอลลี่ว่าการเป็นดาราไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ที่สำคัญเราเองก็คิดว่าหน้าตาเราไม่ได้โดดเด่นมากขนาดนั้น แสดงก็ไม่เก่งมาก เราร้องไห้ไม่ได้ ต้องเอาหน้าตาเทียมมาหยอดตลอด ที่สำคัญคือด้วยความที่เราตัวเล็กมาก หาพระเอกมาประกบด้วยยาก เลยเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เราคิดว่าเราถอยดีกว่า”
สไตล์ในการแต่งตัวของสาวสวยหลากบุคลิก พอลลี่บอกว่าถ้าเปรียบเทียบระหว่างตอนอยู่เมืองไทยกับเมืองนอกต่างกันฟ้าดิน อยู่เมืองไทยสาวพอลลี่จะเลือกแต่งตามกาลเทศะ เน้นเรียบๆ แต่ถ้าอยู่เมืองนอก ต้องบอกว่าอารมณ์นางแบบหลุดออกมาจากแมกกาซีน เพราะสังคมฝรั่งก็ค่อนข้างยอมรับ ต่างจากเมืองไทยที่ถ้าแต่งแบบนั้นคนต้องนึกว่าเราเป็นบ้าหรือเปล่า
นอกจากนี้ สาวพอลลี่ยังเป็นคนที่ชอบเครื่องประดับมาก ประมาณขอจัดเต็มจนล้นทั้งสร้อย ตุ้มหู แหวนที่แทบจะใส่ครบทั้ง 10 นิ้ว ชอบใส่ตุ้มหูเวอร์ๆ ใหญ่ๆ ขนนก ขนเป็ด สร้อยคอ แต่บางทีเราก็สนองนีดส์เราแค่ที่บ้านนะ พอจะออกจากบ้านจริงก็ถอดออกเหลือแค่นาฬิกา ตุ้มหู แหวนพอ
แม้จะเรียกได้ว่าเป็นแฟชั่นนิสตาตัวยงอีกคนหนึ่ง แต่สาวพอลลี่ก็ขอยึดกระแสไทยช่วยไทย ช็อปแบรนด์ไทย ส่งเสริมของไทยที่มีดีไม่แพ้ชาติใดในโลก
เธอบอกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเสื้อผ้าแบรนด์ไทย ส่วนหนึ่งเพราะรู้สึกว่าฝีมือการออกแบบ การเก็บรายละเอียดของคนไทยก็ไม่แพ้แบรนด์นอก อีกอย่างคืออยากส่งเสริมคนไทยด้วยกัน







