posttoday
เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

28 มกราคม 2555

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน มาเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง ในคอลัมน์ “เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” นะครับ

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน มาเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง ในคอลัมน์ “เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” นะครับ

โดย...นิธิ ท้วมประถม

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน มาเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง ในคอลัมน์ “เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” นะครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี 2555 นี้นะครับ น้ำท่าทั้งหลายก็แห้งหายไปแล้ว ส่วนปีนี้จะมาอีกหรือเปล่า ก็ไม่มีใครจะรู้ได้...

เอาเป็นว่า เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาทก็แล้วกันนะครับ เพื่อจะได้ “เอาอยู่” กับเขาบ้าง เพราะปีที่แล้วผมเอาไม่อยู่ครับ ต้องอพยพย้ายกันไป จ.ระยอง กันทั้งครอบครัวเหมือนกัน

ส่วนปีนี้คุณแม่ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะอยู่ “สู้” กับน้องน้ำครับ ไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นเป็นเดือนๆ เหมือนปีที่ผ่านมาแล้ว

แหม...ผมอุตส่าห์ไปเช่าบ้านริมทะเลให้นอนเป็นเดือนยังไม่ชอบอีก

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

เลยทำให้ผมต้องปรับปรุงบ้านขนานใหญ่ เพื่อให้ “รับมือ” กับน้องน้ำได้อย่างเต็มที่ อย่างชั้นล่างนี่ปรับเป็นปูกระเบื้องหินอ่อนทั้งหมดครับ พวกไม้ เฟอร์นิเจอร์บิลต์อินทั้งหลาย อย่าหวังจะได้เห็นอีกต่อไป

เพราะรู้แล้วครับว่าเมื่อปีที่แล้วน้องน้ำแอบแทรกซึมเข้ามาทางไหนบ้าง มาปีนี้ละฮึ...อย่าได้หวังจะได้เข้ามาในบ้านผม

เออ...แต่ถ้าในบ้านแห้ง แล้วรอบๆ บ้านท่วมล่ะ เหมือนเดิมครับ ติดเกาะแงมๆ ผมให้คุณแม่ซ้อมแล้วว่าจะอยู่แบบแคมปิง ต้มมาม่า ปิ้งปลาแห้งกินไปเรื่อยๆ ได้ยังไง 555 สบายครับ ไม่ห่วงแล้ว

ส่วนหมา...แมว...ในบ้าน เตรียมพื้นที่ระเบียงชั้น 2 ไว้แล้ว คราวนี้ละสู้เต็มที่ แต่เป็นคุณแม่ คุณแม่บ้าน และหมา แมว นะครับ ส่วนผมออกมาอยู่ข้างนอก หุหุ ก็ต้องทำงานนี่นา จะอยู่เฝ้าบ้านได้อย่างไร

กลับมาเรื่องเที่ยวๆ บ้างดีกว่าครับ ช่วงนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนต่อไหนเท่าไหร่ครับ แต่พอมีโอกาสได้ไปแวบๆ บ้างเหมือนกัน

ครั้งนี้ขอพาท่านผู้อ่านไป สกลนคร ครับ

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

สกลนครมีอะไร? หลายท่านอาจจะสงสัยว่า สกลนคร มีอะไรน่าสนใจ หรือจะชวนท่านผู้อ่านไปทานเนื้อสุนัขที่บ้านท่าแร่หรือเปล่า หุหุ คงบอกว่าไม่ใช่ครับ เพราะผมคงไม่ขอทานเนื้อสุนัข ให้ไปเพิ่มปริมาณหมาที่มีอยู่ในปากมากไปกว่านี้แล้ว

ขอบอกไว้เลยครับ ไปสกลนครครั้งนี้มีดีกว่าที่คิดเยอะเลย ทั้งๆ ที่ระยะเวลาที่อยู่ที่สกลนครจะแสนสั้นก็ตาม

อย่างแรกที่ผมเพิ่งรู้คือ สกลนคร มีโบสถ์คริสต์เยอะมาก เห็นถี่กว่าวัดอีกครับ ผมไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่เป็นชุมชนคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ก็ใครจะรู้ละครับว่าอีสานบ้านเราจะเป็นเมืองศาสนาคริสต์อีกหนึ่งแห่งด้วย

ขับรถไปทางไหน เห็นโบสถ์ใหญ่ๆ เพียบเลยครับ และบางโบสถ์ก็เก่าแก่ใช้ได้ทีเดียว ไม่เคยรู้จริงๆ เคยรู้แต่ว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีการจัดงาน เทศกาลแห่งดาวคริสต์มาสในเดือน ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเหมือนกัน แต่คราวนี้คิดในใจไว้ว่า สิ้นปีนี้เห็นทีต้องกลับไปเยือนสกลนครอีกครั้งเสียแล้ว

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

แต่สิ่งที่อยากจะบอกท่านผู้อ่านคือ ที่สกลนครนี้มีบ้านพ่อของคนไทยทั้งประเทศอยู่ครับ นั่นคือ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ซึ่งผมมีโอกาสแวะไปชมแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ทำให้ผมได้รู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับพระองค์ท่านจริงๆ

พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ นั้นอยู่ห่างจากตัว จ.สกลนคร ประมาณ 13 กิโลเมตรเท่านั้นครับ ไม่ไกลเท่าไหร่ ขับรถแป๊บเดียวถึงแล้ว แต่ต้องระวังนิดหน่อยเหมือนกัน เพราะอยู่ช่วงบนเขาเหมือนกัน แต่ถ้ามาจาก จ.กาฬสินธุ์ ละก็ ขับรถกันมือเป็นระวิงเลยครับ เพราะต้องขับผ่านเทือกเขาภูพานที่มีเส้นทางสลับซับซ้อนไม่น้อยทีเดียว

ที่พระตำหนักภูพานฯ นี้เปิดให้ประชาชนเข้าไปเยี่ยมชมครับ ขับรถไปจอดบริเวณทางเข้าพระตำหนักได้เลยครับ มีที่จอดรถไว้พอสมควร ทางเดินไปพระตำหนักช่วงแรกเป็นทางลาดลงเขาไปประมาณ 100 เมตรครับ เดินสบายๆ เพราะมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่รอบๆ เต็มไปหมด เรียกว่าบรรยากาศสดชื่นจริงๆ

แทบไม่น่าเชื่อว่า ต้นไม้ที่อยู่ภายในบริเวณพระตำหนักนี้เป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อของคนไทยทุกคนทรงเลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักนี้ด้วยพระองค์เอง โดยสร้างไว้เพื่อเป็นการเสด็จแปรพระราชฐานตั้งแต่เมื่อปี 2518 โน่นแหละครับ

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

เดิมทีพื้นที่บนเทือกเขาภูพานนั้นแห้งแล้งอย่างมาก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฟื้นฟูสภาพป่าที่แห้งแล้งที่อยู่รอบนอกพระตำหนักด้วยการทรงปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างไม้มะค่า ไม้แดง ในพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ ทำให้ในขณะนี้ที่ภูพานนี้มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก

ขณะที่ภายในบริเวณพระตำหนักนั้นก็ได้ปลูกต้นไม้ไว้อย่างร่มรื่นจริงๆ ผมนั้นยืนคอตั้งบ่า ดูต้นเฟื่องฟ้ายักษ์ ที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนใหญ่และสูงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เหมือนกับเป็นต้นไม้ใหญ่ชนิดหนึ่งเลยทีเดียว แถมออกดอกสีม่วงเต็มต้นอีกด้วย สวยจริงๆ ครับ

พระตำหนักภูพานฯ นั้นว่ากันว่ามีการจัดสวนได้ 5 รูปแบบ คือ สวนรวมพันธุ์ไม้ (Mixed Garden) สวนแบบประดิษฐ์ (Formal Style) สวนแบบธรรมชาติ (Informal Style). สวนหินประดับประดา (Rock Garden) และสวนประดับหิน (Stone Garden) ซึ่งผมเองดูไม่ค่อยออกหรอกครับว่าตรงไหน เป็นสวนแบบไหน ได้แต่เดินมองต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีกล้วยไม้ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว

แต่ถ้าใครมีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้ละก็ ผมว่าเดินเป็นวันก็ดูไม่หมดครับ มากมายจริงๆ

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

เดินไปได้สักพัก ก็เลี้ยวเข้าสู่ตัวพระตำหนักฯ แล้ว ทันทีที่ผมเห็นตัวพระตำหนักฯ บอกได้เลยว่าต้องหยุดยืนมองให้แน่ใจจริงๆ ว่า นี่หรือคือที่ประทับของในหลวง เจ้าเหนือหัวของคนไทยทั้งประเทศ

ตัวพระตำหนักเป็นตึกทรงยุโรป 2 ชั้น แบบเรียบง่ายมากครับ ไม่ได้หรูหราอลังการอะไรเลย ยิ่งดูยิ่งเห็นถึงความพอเพียงของพระองค์ท่าน ที่พระองค์ท่านพร่ำสอนลูกๆ ทุกคนให้พอเพียงนั้นขอให้รู้ไว้เลยครับว่า พระองค์ท่านพอเพียงเป็นแบบอย่างมานานแล้ว

ผมเชื่อว่า บ้านของเศรษฐีเมืองไทยหลายคนตามเมืองตากอากาศอย่างเขาใหญ่ เชียงใหม่ หัวหิน หรือที่อื่นๆ ดูหรูหรากว่าที่นี่แน่นอนครับ

“ในหลวงประทับอยู่ฟากนี้ครับ” เป็นเสียงของทหารรักษาความปลอดภัยที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านในตัวพระตำหนัก ยิ่งทำให้ผม “ขนลุก” ขึ้นไปใหญ่ครับ ว่าในหลวงทรงเคยประทับอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง

ผมทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเก็บน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ โดยพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า “ทรงพระเจริญ”

ออกจากพระตำหนักฯ แล้วก็ขับรถกลับมายังตัวเมืองครับ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร จนกลายเป็นตราประจำ จ.สกลนคร

ใครมาที่นี่ต้องมาสักการะพระธาตุเชิงชุมครับ เพราะถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ของสกลนคร ว่ากันว่าที่ตั้งพระธาตุนี้เป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเยือนถึง 4 พระองค์ ก็เลยกลายมาเป็นที่มาของคำว่า “เชิงชุม” ที่แปลว่า การมีรอยเท้ามาชุมนุมกันอยู่ ซึ่งหมายถึงรอยพระพุทธบาท 4 รอย ที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์เสด็จมาพระทับไว้บนแผ่นหิน โดยเชื่อกันว่าแผ่นหินนั้นถูกเก็บรักษาไว้ใต้บาดาล โดยพญาสุวรรณนาค เพื่อรอพระศรีอริยเมตไตรยมาประทับรอยเป็นองค์สุดท้าย

ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่วัดมีงานประจำปีพอดีครับ เลยดูพลุกพล่าน มีร้านขายของมาออกงานกันเต็มไปหมด ซึ่งดูแล้วผมไม่ชอบจริงๆ ครับ ดูแล้วไม่สงบเลย แต่ก็ต่างคนต่างความคิดครับ ไม่มีปัญหา

จะว่าไปแล้ว ที่สกลนครมีสถานที่เที่ยวแบบอันซีนด้วยนะครับ ที่แรกคือพระธาตุภูเพ็กครับ อยู่ไกลจากตัว จ.สกลนคร ไปทางที่จะไป จ.ขอนแก่น ประมาณ 30 กม.

แล้วอันซีนยังไงหว่า ต้องไปดูให้ได้ยินกับหู ได้รู้กับตา เสียหน่อย

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

จากถนนใหญ่ ต้องเลี้ยวเข้าไปในทางป่าทางเขาอีกประมาณ 5 กม. รถผมก็มาจอดที่ วัดพระธาตุภูเพ็ก ซึ่งอยู่บริเวณตีนเขาแห่งนี้ ยังไม่เห็นพระธาตุอะไรสักองค์ครับ

ลองเดินดูรอบๆ วัด ก็เห็นว่าวัดนี้เป็นวัดป่า กุฏิหลวงพ่อสร้างง่ายๆ ซ่อนอยู่ตามหลืบเขา และแล้วก็มองเห็นป้ายบอกทางขึ้นไป พระธาตุภูเพ็ก ทางบันไดหินอย่างดีครับ แต่มองทางขึ้นแล้วชันเหลือหลาย

ก็ได้แต่คิดในใจว่า ไม่น่าจะเท่าไหร่น่า... แถมมีป้ายบอกอีกว่า ทางไปสวรรค์ 7 ชั้น เริ่มบันไดขั้นแรก ป้ายบอกสวรรค์ชั้นที่ 1 ก็ปรากฏขึ้นมาทันที

ผมเองเริ่มตงิดๆ กับป้ายบอกทางไปสวรรค์ 7 ชั้นแล้วครับ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเพิ่งมารู้ทีหลังว่า บันไดทางขึ้นนั้นมีทั้งหมด 499 ขั้น!!

ตายครับตาย ยิ่งเดินไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ป้ายบอกสวรรค์ชั้นที่ 2 สวรรค์ชั้นที่ 3 ลิ้นผมจะออกมาถึงเข่าแล้วครับ ยอมรับจริงๆ ว่า “อันซีน” จริงๆ

แถมเชื่อแล้วครับว่า สวรรค์นี้ขึ้นยากเหลือเกิน กว่าจะถึงชั้น 7 เล่นเอาขาสั่น หน้าซีดไปเลย นี่ถ้ารู้มาก่อนว่าสูง 499 ขั้น ยังไงก็ไม่ขึ้นครับ

แต่พอขึ้นมาแล้วบอกได้เลยครับหายเหนื่อยจริงๆ ไม่ใช่ว่าวิวสวยอะไรมากมายหรอก แต่เพราะผมนั่งพักนานครับ พักจนกว่าจะหายเหนื่อยนั่นแหละ อิอิ แต่อากาศบนนี้เย็นสบายมาก มองเห็นวิวได้ไกลสุดลูกหูลูกตาไปเลย

ลองหันไปมอง พระธาตุภูเพ็ก แล้วก็ได้แต่งงๆ ว่ากองหินทรายนี่หรือคือปราสาทหินทราย หักๆ อยู่ตรงหน้านี่นะ ที่ตูอุตส่าห์เดินขาสั่นขึ้นมา แต่พอรู้ที่มาที่ไปแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ กับพระธาตุภูเพ็ก

พระธาตุแห่งนี้แน่นอนครับสร้างมาตั้งแต่สมัยขอม แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงสร้างไม่เสร็จ แต่ที่น่าสนใจคือพระธาตุแห่งนี้เป็นหนึ่งในสุริยปฏิทินแห่งหนึ่งของประเทศไทยนะครับ เพราะในวันที่ 21 มี.ค.ของทุกปี เมื่อถึงพระอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงกลางของประตูห้องวิมาน และเรืองแสงสีแดงอยู่เหนือแท่งศิวลึงค์ที่ตั้งอยู่หน้าประตู

และปราสาทภูเพ็กนี้ยังอยู่บนเส้นตรงแนวเหนือใต้กับปราสาทนครธมที่กัมพูชาอีกด้วย น่าประหลาดจริงๆ

เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน

นั่งเล่นจนสาแก่ใจ หรือหายเหนื่อยก็ไปต่อครับ คราวนี้มุ่งหน้าไป หนองหาน บึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผมเองยังไม่เคยไปสัมผัส ขับลิ่วครับ ทางเดียวกับทางที่จะไปบ้านท่าแร่นั่นเอง ลุยเลยดีกว่า

ขับรถไปเรื่อยๆ ถึงแล้วครับหนองหาน เดินเล่นสบายครับ เพราะทางจังหวัดสร้างทางเดินปูนแบบถาวรตัดหนองหานให้เดินเที่ยวผ่าก้นทะเลสาบแห่งนี้กันไปเลย เดินเที่ยวเล่นได้สบายครับ ยอมรับว่าใหญ่จริงๆ ครับ แต่ต้องดูแลในเรื่องคุณภาพของน้ำและการตื้นเขิน รวมถึงความสะอาดของน้ำหน่อย เพราะผมเห็นขยะลอยเกลื่อนเลย

ฝั่งตรงข้ามหนองหานน่าสนใจกว่าครับ เพราะเป็นศูนย์วิจัยพันธุ์บัวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำบึงบัวขนาดใหญ่ ออกดอกบานสะพรั่งให้เราเดินดูได้สบายๆ เหมือนกัน

ออกจากหนองหานแบบไม่ค่อยประทับใจ ขับเลยไปอีกนิดที่ท่าแร่ครับ ซึ่งเขาบอกกันว่าที่นี่มีโบสถ์คริสต์เก่าแก่และชุมชนโบราณอยู่ ก็ต้องขอไปดูหน่อย แต่จริงๆ แล้วอยากไปเห็นเขาขายเนื้อสุนัขครับ

แล้วก็ได้เห็นจริงๆ เนื้อสุนัขตากแห้ง ตั้งเรียงรายเหมือนเนื้อแดดเดียวเลยครับ ผมเองเกือบจะซื้อแล้ว เพราะนึกว่าเนื้อแดดเดียว เห็นกิโลกรัมละ 400 บาท แต่พอถามว่าเนื้ออะไร เล่นเอาอึ้งเหมือนกัน

น่าเสียดายที่แม่ค้าไม่ยอมให้ถ่ายรูปครับ และผมเองก็ไม่กล้าถ่ายเหมือนกัน กลัวว่าเนื้อผมจะถูกตากแห้งแล้วเอามาขายแบบนี้ แต่ก็ได้รู้ว่าที่นี่ยังมีเนื้อสุนัขขายอยู่ แต่ไม่ได้มากมายอะไร ผมเห็นแผงลอยแค่ 4-5 ร้านเท่านั้น

ที่บ้านท่าแร่นั้นมีสิ่งที่น่าสนใจคือ เป็นชุมชนคริสต์ที่เก่าแก่มากครับ เพราะอพยพมาจากเวียดนามเลยทีเดียวครับ แล้วก็ได้ตั้งรกรากกันที่นี่ ทำให้กลายเป็นชุมชนคริสต์กันมาถึงปัจจุบันนี้

ทำให้ที่นี่มีการสร้างบ้านเรือนแบบยุโรป ซึ่งเรายังเห็นบ้านเก่าหลายหลัง ถูกเก็บรักษาไว้ในแบบเดิมอย่างเรือนโบราณของ องเลื่อง โสรินทร์ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2475 ที่เป็นตึกปูนทรงยุโรป สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสผสมเวียดนาม เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นพร็อพถ่ายรูปจริงๆ

และยังมีโบสถ์โบราณอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งต้นไม้ขึ้นคลุมหมดแล้ว ซึ่งเป็นบ้านของนายหนูกัน โง่นคำ ที่เป็นลูกของเจ้าเมืองสกลนครในเวลานั้น ซึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์นี้ถูกห้ามไม่ให้ใช้ทำพิธีใดๆ และต่อมาโบสถ์ถูกไฟไหม้ทรุดโทรม ไม่มีการบูรณะ ก็เลยเหลือให้เห็นเท่านี้

ซึ่งก็ดีครับ ที่รากไม้มาคลุมไว้ ไม่อย่างนั้นละก็ ไม่ได้เห็นโครงโบสถ์เก่านี้แน่ๆ

ไม่น่าเชื่อว่า จากเนื้อสุนัขมาถึงโบสถ์โบราณอายุ 100 ปีอย่างนี้ มีที่นี่ที่เดียวคือ สกลนคร

 


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท