
เที่ยวหัวใจใหม่ฯ ตอน เยือนบ้านพ่อที่ภูพาน
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน มาเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง ในคอลัมน์ “เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” นะครับ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน มาเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง ในคอลัมน์ “เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” นะครับ
โดย...นิธิ ท้วมประถม
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน มาเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง ในคอลัมน์ “เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน” นะครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับเทศกาลปีใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ขอให้ทุกท่านมีความสุขตลอดปี 2555 นี้นะครับ น้ำท่าทั้งหลายก็แห้งหายไปแล้ว ส่วนปีนี้จะมาอีกหรือเปล่า ก็ไม่มีใครจะรู้ได้...
เอาเป็นว่า เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาทก็แล้วกันนะครับ เพื่อจะได้ “เอาอยู่” กับเขาบ้าง เพราะปีที่แล้วผมเอาไม่อยู่ครับ ต้องอพยพย้ายกันไป จ.ระยอง กันทั้งครอบครัวเหมือนกัน
ส่วนปีนี้คุณแม่ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่แล้วว่า จะอยู่ “สู้” กับน้องน้ำครับ ไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่นเป็นเดือนๆ เหมือนปีที่ผ่านมาแล้ว
แหม...ผมอุตส่าห์ไปเช่าบ้านริมทะเลให้นอนเป็นเดือนยังไม่ชอบอีก
เลยทำให้ผมต้องปรับปรุงบ้านขนานใหญ่ เพื่อให้ “รับมือ” กับน้องน้ำได้อย่างเต็มที่ อย่างชั้นล่างนี่ปรับเป็นปูกระเบื้องหินอ่อนทั้งหมดครับ พวกไม้ เฟอร์นิเจอร์บิลต์อินทั้งหลาย อย่าหวังจะได้เห็นอีกต่อไป
เพราะรู้แล้วครับว่าเมื่อปีที่แล้วน้องน้ำแอบแทรกซึมเข้ามาทางไหนบ้าง มาปีนี้ละฮึ...อย่าได้หวังจะได้เข้ามาในบ้านผม
เออ...แต่ถ้าในบ้านแห้ง แล้วรอบๆ บ้านท่วมล่ะ เหมือนเดิมครับ ติดเกาะแงมๆ ผมให้คุณแม่ซ้อมแล้วว่าจะอยู่แบบแคมปิง ต้มมาม่า ปิ้งปลาแห้งกินไปเรื่อยๆ ได้ยังไง 555 สบายครับ ไม่ห่วงแล้ว
ส่วนหมา...แมว...ในบ้าน เตรียมพื้นที่ระเบียงชั้น 2 ไว้แล้ว คราวนี้ละสู้เต็มที่ แต่เป็นคุณแม่ คุณแม่บ้าน และหมา แมว นะครับ ส่วนผมออกมาอยู่ข้างนอก หุหุ ก็ต้องทำงานนี่นา จะอยู่เฝ้าบ้านได้อย่างไร
กลับมาเรื่องเที่ยวๆ บ้างดีกว่าครับ ช่วงนี้ผมเองก็ไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนต่อไหนเท่าไหร่ครับ แต่พอมีโอกาสได้ไปแวบๆ บ้างเหมือนกัน
ครั้งนี้ขอพาท่านผู้อ่านไป สกลนคร ครับ
สกลนครมีอะไร? หลายท่านอาจจะสงสัยว่า สกลนคร มีอะไรน่าสนใจ หรือจะชวนท่านผู้อ่านไปทานเนื้อสุนัขที่บ้านท่าแร่หรือเปล่า หุหุ คงบอกว่าไม่ใช่ครับ เพราะผมคงไม่ขอทานเนื้อสุนัข ให้ไปเพิ่มปริมาณหมาที่มีอยู่ในปากมากไปกว่านี้แล้ว
ขอบอกไว้เลยครับ ไปสกลนครครั้งนี้มีดีกว่าที่คิดเยอะเลย ทั้งๆ ที่ระยะเวลาที่อยู่ที่สกลนครจะแสนสั้นก็ตาม
อย่างแรกที่ผมเพิ่งรู้คือ สกลนคร มีโบสถ์คริสต์เยอะมาก เห็นถี่กว่าวัดอีกครับ ผมไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่เป็นชุมชนคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ก็ใครจะรู้ละครับว่าอีสานบ้านเราจะเป็นเมืองศาสนาคริสต์อีกหนึ่งแห่งด้วย
ขับรถไปทางไหน เห็นโบสถ์ใหญ่ๆ เพียบเลยครับ และบางโบสถ์ก็เก่าแก่ใช้ได้ทีเดียว ไม่เคยรู้จริงๆ เคยรู้แต่ว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีการจัดงาน เทศกาลแห่งดาวคริสต์มาสในเดือน ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งผมเองก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเหมือนกัน แต่คราวนี้คิดในใจไว้ว่า สิ้นปีนี้เห็นทีต้องกลับไปเยือนสกลนครอีกครั้งเสียแล้ว
แต่สิ่งที่อยากจะบอกท่านผู้อ่านคือ ที่สกลนครนี้มีบ้านพ่อของคนไทยทั้งประเทศอยู่ครับ นั่นคือ พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ ซึ่งผมมีโอกาสแวะไปชมแม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ทำให้ผมได้รู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับพระองค์ท่านจริงๆ
พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ นั้นอยู่ห่างจากตัว จ.สกลนคร ประมาณ 13 กิโลเมตรเท่านั้นครับ ไม่ไกลเท่าไหร่ ขับรถแป๊บเดียวถึงแล้ว แต่ต้องระวังนิดหน่อยเหมือนกัน เพราะอยู่ช่วงบนเขาเหมือนกัน แต่ถ้ามาจาก จ.กาฬสินธุ์ ละก็ ขับรถกันมือเป็นระวิงเลยครับ เพราะต้องขับผ่านเทือกเขาภูพานที่มีเส้นทางสลับซับซ้อนไม่น้อยทีเดียว
ที่พระตำหนักภูพานฯ นี้เปิดให้ประชาชนเข้าไปเยี่ยมชมครับ ขับรถไปจอดบริเวณทางเข้าพระตำหนักได้เลยครับ มีที่จอดรถไว้พอสมควร ทางเดินไปพระตำหนักช่วงแรกเป็นทางลาดลงเขาไปประมาณ 100 เมตรครับ เดินสบายๆ เพราะมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่รอบๆ เต็มไปหมด เรียกว่าบรรยากาศสดชื่นจริงๆ
แทบไม่น่าเชื่อว่า ต้นไม้ที่อยู่ภายในบริเวณพระตำหนักนี้เป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อของคนไทยทุกคนทรงเลือกพื้นที่สร้างพระตำหนักนี้ด้วยพระองค์เอง โดยสร้างไว้เพื่อเป็นการเสด็จแปรพระราชฐานตั้งแต่เมื่อปี 2518 โน่นแหละครับ
เดิมทีพื้นที่บนเทือกเขาภูพานนั้นแห้งแล้งอย่างมาก แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฟื้นฟูสภาพป่าที่แห้งแล้งที่อยู่รอบนอกพระตำหนักด้วยการทรงปลูกไม้เศรษฐกิจอย่างไม้มะค่า ไม้แดง ในพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ ทำให้ในขณะนี้ที่ภูพานนี้มีผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์อย่างมาก
ขณะที่ภายในบริเวณพระตำหนักนั้นก็ได้ปลูกต้นไม้ไว้อย่างร่มรื่นจริงๆ ผมนั้นยืนคอตั้งบ่า ดูต้นเฟื่องฟ้ายักษ์ ที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนใหญ่และสูงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เหมือนกับเป็นต้นไม้ใหญ่ชนิดหนึ่งเลยทีเดียว แถมออกดอกสีม่วงเต็มต้นอีกด้วย สวยจริงๆ ครับ
พระตำหนักภูพานฯ นั้นว่ากันว่ามีการจัดสวนได้ 5 รูปแบบ คือ สวนรวมพันธุ์ไม้ (Mixed Garden) สวนแบบประดิษฐ์ (Formal Style) สวนแบบธรรมชาติ (Informal Style). สวนหินประดับประดา (Rock Garden) และสวนประดับหิน (Stone Garden) ซึ่งผมเองดูไม่ค่อยออกหรอกครับว่าตรงไหน เป็นสวนแบบไหน ได้แต่เดินมองต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีกล้วยไม้ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด แค่นี้ก็ชื่นใจแล้ว
แต่ถ้าใครมีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้ละก็ ผมว่าเดินเป็นวันก็ดูไม่หมดครับ มากมายจริงๆ
เดินไปได้สักพัก ก็เลี้ยวเข้าสู่ตัวพระตำหนักฯ แล้ว ทันทีที่ผมเห็นตัวพระตำหนักฯ บอกได้เลยว่าต้องหยุดยืนมองให้แน่ใจจริงๆ ว่า นี่หรือคือที่ประทับของในหลวง เจ้าเหนือหัวของคนไทยทั้งประเทศ
ตัวพระตำหนักเป็นตึกทรงยุโรป 2 ชั้น แบบเรียบง่ายมากครับ ไม่ได้หรูหราอลังการอะไรเลย ยิ่งดูยิ่งเห็นถึงความพอเพียงของพระองค์ท่าน ที่พระองค์ท่านพร่ำสอนลูกๆ ทุกคนให้พอเพียงนั้นขอให้รู้ไว้เลยครับว่า พระองค์ท่านพอเพียงเป็นแบบอย่างมานานแล้ว
ผมเชื่อว่า บ้านของเศรษฐีเมืองไทยหลายคนตามเมืองตากอากาศอย่างเขาใหญ่ เชียงใหม่ หัวหิน หรือที่อื่นๆ ดูหรูหรากว่าที่นี่แน่นอนครับ
“ในหลวงประทับอยู่ฟากนี้ครับ” เป็นเสียงของทหารรักษาความปลอดภัยที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านในตัวพระตำหนัก ยิ่งทำให้ผม “ขนลุก” ขึ้นไปใหญ่ครับ ว่าในหลวงทรงเคยประทับอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง
ผมทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเก็บน้ำตาที่รื้นขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ โดยพูดอะไรไม่ออก นอกจากคำว่า “ทรงพระเจริญ”
ออกจากพระตำหนักฯ แล้วก็ขับรถกลับมายังตัวเมืองครับ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองสกลนคร จนกลายเป็นตราประจำ จ.สกลนคร
ใครมาที่นี่ต้องมาสักการะพระธาตุเชิงชุมครับ เพราะถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ของสกลนคร ว่ากันว่าที่ตั้งพระธาตุนี้เป็นดินแดนที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาเยือนถึง 4 พระองค์ ก็เลยกลายมาเป็นที่มาของคำว่า “เชิงชุม” ที่แปลว่า การมีรอยเท้ามาชุมนุมกันอยู่ ซึ่งหมายถึงรอยพระพุทธบาท 4 รอย ที่พระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์เสด็จมาพระทับไว้บนแผ่นหิน โดยเชื่อกันว่าแผ่นหินนั้นถูกเก็บรักษาไว้ใต้บาดาล โดยพญาสุวรรณนาค เพื่อรอพระศรีอริยเมตไตรยมาประทับรอยเป็นองค์สุดท้าย
ช่วงที่ผมไปเป็นช่วงที่วัดมีงานประจำปีพอดีครับ เลยดูพลุกพล่าน มีร้านขายของมาออกงานกันเต็มไปหมด ซึ่งดูแล้วผมไม่ชอบจริงๆ ครับ ดูแล้วไม่สงบเลย แต่ก็ต่างคนต่างความคิดครับ ไม่มีปัญหา
จะว่าไปแล้ว ที่สกลนครมีสถานที่เที่ยวแบบอันซีนด้วยนะครับ ที่แรกคือพระธาตุภูเพ็กครับ อยู่ไกลจากตัว จ.สกลนคร ไปทางที่จะไป จ.ขอนแก่น ประมาณ 30 กม.
แล้วอันซีนยังไงหว่า ต้องไปดูให้ได้ยินกับหู ได้รู้กับตา เสียหน่อย
จากถนนใหญ่ ต้องเลี้ยวเข้าไปในทางป่าทางเขาอีกประมาณ 5 กม. รถผมก็มาจอดที่ วัดพระธาตุภูเพ็ก ซึ่งอยู่บริเวณตีนเขาแห่งนี้ ยังไม่เห็นพระธาตุอะไรสักองค์ครับ
ลองเดินดูรอบๆ วัด ก็เห็นว่าวัดนี้เป็นวัดป่า กุฏิหลวงพ่อสร้างง่ายๆ ซ่อนอยู่ตามหลืบเขา และแล้วก็มองเห็นป้ายบอกทางขึ้นไป พระธาตุภูเพ็ก ทางบันไดหินอย่างดีครับ แต่มองทางขึ้นแล้วชันเหลือหลาย
ก็ได้แต่คิดในใจว่า ไม่น่าจะเท่าไหร่น่า... แถมมีป้ายบอกอีกว่า ทางไปสวรรค์ 7 ชั้น เริ่มบันไดขั้นแรก ป้ายบอกสวรรค์ชั้นที่ 1 ก็ปรากฏขึ้นมาทันที
ผมเองเริ่มตงิดๆ กับป้ายบอกทางไปสวรรค์ 7 ชั้นแล้วครับ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะเพิ่งมารู้ทีหลังว่า บันไดทางขึ้นนั้นมีทั้งหมด 499 ขั้น!!
ตายครับตาย ยิ่งเดินไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ป้ายบอกสวรรค์ชั้นที่ 2 สวรรค์ชั้นที่ 3 ลิ้นผมจะออกมาถึงเข่าแล้วครับ ยอมรับจริงๆ ว่า “อันซีน” จริงๆ
แถมเชื่อแล้วครับว่า สวรรค์นี้ขึ้นยากเหลือเกิน กว่าจะถึงชั้น 7 เล่นเอาขาสั่น หน้าซีดไปเลย นี่ถ้ารู้มาก่อนว่าสูง 499 ขั้น ยังไงก็ไม่ขึ้นครับ
แต่พอขึ้นมาแล้วบอกได้เลยครับหายเหนื่อยจริงๆ ไม่ใช่ว่าวิวสวยอะไรมากมายหรอก แต่เพราะผมนั่งพักนานครับ พักจนกว่าจะหายเหนื่อยนั่นแหละ อิอิ แต่อากาศบนนี้เย็นสบายมาก มองเห็นวิวได้ไกลสุดลูกหูลูกตาไปเลย
ลองหันไปมอง พระธาตุภูเพ็ก แล้วก็ได้แต่งงๆ ว่ากองหินทรายนี่หรือคือปราสาทหินทราย หักๆ อยู่ตรงหน้านี่นะ ที่ตูอุตส่าห์เดินขาสั่นขึ้นมา แต่พอรู้ที่มาที่ไปแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ กับพระธาตุภูเพ็ก
พระธาตุแห่งนี้แน่นอนครับสร้างมาตั้งแต่สมัยขอม แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงสร้างไม่เสร็จ แต่ที่น่าสนใจคือพระธาตุแห่งนี้เป็นหนึ่งในสุริยปฏิทินแห่งหนึ่งของประเทศไทยนะครับ เพราะในวันที่ 21 มี.ค.ของทุกปี เมื่อถึงพระอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงกลางของประตูห้องวิมาน และเรืองแสงสีแดงอยู่เหนือแท่งศิวลึงค์ที่ตั้งอยู่หน้าประตู
และปราสาทภูเพ็กนี้ยังอยู่บนเส้นตรงแนวเหนือใต้กับปราสาทนครธมที่กัมพูชาอีกด้วย น่าประหลาดจริงๆ
นั่งเล่นจนสาแก่ใจ หรือหายเหนื่อยก็ไปต่อครับ คราวนี้มุ่งหน้าไป หนองหาน บึงน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ผมเองยังไม่เคยไปสัมผัส ขับลิ่วครับ ทางเดียวกับทางที่จะไปบ้านท่าแร่นั่นเอง ลุยเลยดีกว่า
ขับรถไปเรื่อยๆ ถึงแล้วครับหนองหาน เดินเล่นสบายครับ เพราะทางจังหวัดสร้างทางเดินปูนแบบถาวรตัดหนองหานให้เดินเที่ยวผ่าก้นทะเลสาบแห่งนี้กันไปเลย เดินเที่ยวเล่นได้สบายครับ ยอมรับว่าใหญ่จริงๆ ครับ แต่ต้องดูแลในเรื่องคุณภาพของน้ำและการตื้นเขิน รวมถึงความสะอาดของน้ำหน่อย เพราะผมเห็นขยะลอยเกลื่อนเลย
ฝั่งตรงข้ามหนองหานน่าสนใจกว่าครับ เพราะเป็นศูนย์วิจัยพันธุ์บัวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ทำบึงบัวขนาดใหญ่ ออกดอกบานสะพรั่งให้เราเดินดูได้สบายๆ เหมือนกัน
ออกจากหนองหานแบบไม่ค่อยประทับใจ ขับเลยไปอีกนิดที่ท่าแร่ครับ ซึ่งเขาบอกกันว่าที่นี่มีโบสถ์คริสต์เก่าแก่และชุมชนโบราณอยู่ ก็ต้องขอไปดูหน่อย แต่จริงๆ แล้วอยากไปเห็นเขาขายเนื้อสุนัขครับ
แล้วก็ได้เห็นจริงๆ เนื้อสุนัขตากแห้ง ตั้งเรียงรายเหมือนเนื้อแดดเดียวเลยครับ ผมเองเกือบจะซื้อแล้ว เพราะนึกว่าเนื้อแดดเดียว เห็นกิโลกรัมละ 400 บาท แต่พอถามว่าเนื้ออะไร เล่นเอาอึ้งเหมือนกัน
น่าเสียดายที่แม่ค้าไม่ยอมให้ถ่ายรูปครับ และผมเองก็ไม่กล้าถ่ายเหมือนกัน กลัวว่าเนื้อผมจะถูกตากแห้งแล้วเอามาขายแบบนี้ แต่ก็ได้รู้ว่าที่นี่ยังมีเนื้อสุนัขขายอยู่ แต่ไม่ได้มากมายอะไร ผมเห็นแผงลอยแค่ 4-5 ร้านเท่านั้น
ที่บ้านท่าแร่นั้นมีสิ่งที่น่าสนใจคือ เป็นชุมชนคริสต์ที่เก่าแก่มากครับ เพราะอพยพมาจากเวียดนามเลยทีเดียวครับ แล้วก็ได้ตั้งรกรากกันที่นี่ ทำให้กลายเป็นชุมชนคริสต์กันมาถึงปัจจุบันนี้
ทำให้ที่นี่มีการสร้างบ้านเรือนแบบยุโรป ซึ่งเรายังเห็นบ้านเก่าหลายหลัง ถูกเก็บรักษาไว้ในแบบเดิมอย่างเรือนโบราณของ องเลื่อง โสรินทร์ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2475 ที่เป็นตึกปูนทรงยุโรป สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสผสมเวียดนาม เหมาะอย่างยิ่งที่จะเป็นพร็อพถ่ายรูปจริงๆ
และยังมีโบสถ์โบราณอายุเกือบ 100 ปี ซึ่งต้นไม้ขึ้นคลุมหมดแล้ว ซึ่งเป็นบ้านของนายหนูกัน โง่นคำ ที่เป็นลูกของเจ้าเมืองสกลนครในเวลานั้น ซึ่งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์นี้ถูกห้ามไม่ให้ใช้ทำพิธีใดๆ และต่อมาโบสถ์ถูกไฟไหม้ทรุดโทรม ไม่มีการบูรณะ ก็เลยเหลือให้เห็นเท่านี้
ซึ่งก็ดีครับ ที่รากไม้มาคลุมไว้ ไม่อย่างนั้นละก็ ไม่ได้เห็นโครงโบสถ์เก่านี้แน่ๆ
ไม่น่าเชื่อว่า จากเนื้อสุนัขมาถึงโบสถ์โบราณอายุ 100 ปีอย่างนี้ มีที่นี่ที่เดียวคือ สกลนคร







