posttoday
ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (จบ)

ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (จบ)

27 มกราคม 2555

ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์

ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข ดำรงซึ่งสันติและให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดได้พัฒนาตนเป็นคนดีได้ ที่สำคัญจะได้เตือนผู้ออกแบบกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายทั้งหลายได้พึงตระหนักว่าศีลธรรมและกฎหมายไม่อาจแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด

จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ

ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิสัชนา : ที่สำคัญคือ รู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีความสมดุลในสิ่งแวดล้อมสังคมที่พอเหมาะ มีดุลยภาพโดยธรรมในชีวิตอย่างปกติ และไม่สูญเสียหลักคุรุธรรมของชีวิต ที่อ้างอิงอาศัยสืบเนื่องมาตั้งแต่บรรพชน เราจึงเห็นสังคมเล็กๆ เหล่านั้นที่ดูเหมือนว่าไร้ความเจริญทางวัตถุ แต่กลับให้ค่าความสุขทางจิตใจสูงยิ่งกว่าโลกที่เต็มไปด้วยวัตถุ... ไม่มีการลักเล็กขโมยน้อย ไม่มีการข่มขืนกระทำชำเราล่วงละเมิดทางเพศ ไม่มีการดื่มสุรายาเมา ไม่มีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีการพูดใส่ร้ายใส่เท็จ เบียดเบียน ชักนำไปในทางเสียหาย หรือพูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด ติฉินนินทา การไม่พยาบาท ไม่เบียดเบียนต่อกัน การไม่มุ่งทำร้ายทำลายกันในสังคมเหล่านั้น หรือจะมีบ้างก็ไม่มากนัก แต่ไม่เกลื่อนกลาดจนกลายเป็นภาวะปกติอย่างสังคมที่อ้างว่าเป็นวิถีพุทธแบบบ้านเรา... หากเราย้อนกลับมาดูสังคมบ้านเราซึ่งเคยเข้มแข็งในทั้งกฎสังคมและกฎศาสนา ในภาคชุมชนเมือง ในชนบท จากในอดีต เราก็เห็นความเป็นมาตรฐานที่คล้ายกันกับสังคมที่เข้มแข็งในชมพูทวีป ถ้าใครที่เกิดมีวัยที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ก็ยังเคยเห็นภาคสังคมที่มีความเข้มแข็งตามที่กล่าว แต่บัดนี้สังคมเราได้ห่างออกมาจากความเข้มแข็งที่ย่อยสลายไปทั้งสังคมชนบทและสังคมเมือง กฎศาสนา กฎสังคมจึงอ่อนแอ อ่อนกำลังลง สังคมกลับมาพึ่งกฎหมายมากขึ้น เราจึงเห็นภาคสังคมมีกฎระเบียบมาก ในที่สุดแห่งภาคสังคมที่อ้างอิงกฎหมายอย่างขาดพื้นฐาน คือ ธรรม จึงได้เห็นการโต้เถียงในเรื่องความเป็นธรรมของการใช้หลักกฎหมาย จึงเกิดความโกลาหลถามหามาตรฐานแห่งการใช้กฎหมาย ที่ต้องให้ความยุติธรรมอย่างเสมอภาคต่อชนในสังคม การถามหากระบวนการตุลาการภิวัตน์ที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายแห่งสังคมจึงเกิดขึ้น ซึ่งหากเข้าใจนัยดังกล่าวในความเป็นที่พึ่งสุดท้ายแห่งสังคมนั้น ก็ให้น่ากลัวต่อโครงสร้างสังคมที่อาจจะมีปัญหาในเบื้องหน้า ด้วยภาคสำนึกในสังคมที่ห่างไกลธรรม...

วันนี้ จึงไม่แปลกที่เราจะพบว่ากฎสังคม กฎศาสนา และกฎหมายนั้น ไม่ได้ไปด้วยกัน แม้เราจะตรากฎหมาย กฎระเบียบให้มีมากยิ่งขึ้น เพื่อหวังผลสัมฤทธิ์ให้เข้ามาปกครองคนตามปรัชญาของนักกฎหมายในโลกตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่ว่ามุ่งเข้าสู่ความสำเร็จให้สันติสุข ดังที่ปรากฏในสังคมปัจจุบันได้ไม่ เพราะกฎหมายนั้นอาจจะให้โทษทางร่างกายได้ แต่ไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุมทางจิตวิญญาณได้ กฎหมายกฎระเบียบนั้นเพียงแต่ให้ผลต่อภาคภายนอกเท่านั้นเอง ส่วนการพัฒนาภายในนั้นต้องอาศัยหลักธรรมอยู่เสมอ จึงกล่าวชัดแจ้งว่า ไม่ว่าศาสตร์ศิลป์ใดๆ ในโลกนี้ต้องมุ่งเข้าไปหาธรรมะและต้องยุติด้วยธรรมะ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ในสังคมที่มีการตราสารกฎหมายกันมากๆ ก็ยังมีความประพฤติผิดกันมาก ทั้งนี้เพราะกฎหมายกฎระเบียบเกิดขึ้นมาติดตามพฤติกรรมของมนุษย์ที่ประพฤตินอกกรอบร่องรอยของศีลธรรม...

อาตมาคงขอตัดตอนยุติบทวิสัชนาที่สืบเนื่องมาจากการบรรยายใน “พุทธเศรษฐศาสตร์” ให้กับนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ภาคนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพียงแค่นี้... สำหรับเนื้อหาการบรรยายและที่ได้เขียนเพิ่มเติมตามประเด็นของผู้สนใจหลายๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านพระวินัยในพระพุทธศาสนากับกรณีของนิติศาสตร์ หรือหลักธรรมสำหรับนักปกครองกรณีรัฐศาสตร์ บนความสัมพันธ์กับหลักการพัฒนาชีวิตเพื่อดำเนินสู่ความประเสริฐ... อันได้แก่ความสุขที่ถึงพร้อมด้วยปัจจัยสี่... และความสงบที่เกิดจากความพึงใจ... ความพอเพียงที่เกิดจากทัศนคติแบบวิถีพุทธ... เนื้อหาที่ได้เขียนบรรยายเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ครบองค์ประกอบของวิถีพุทธเศรษฐธรรม จะได้รวบรวมจัดพิมพ์เพื่อมอบให้สาธุชนผู้สนใจได้มีไว้ศึกษา... โดยเฉพาะเพื่อมอบให้ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมฟังบรรยายในครั้งที่ ๓ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สุดท้ายแห่งวิสัชนาในเรื่องดังกล่าวนี้ อาตมาขออัญเชิญพระพุทธพจน์ที่แสดงให้เห็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นอกจากการสร้างคุณค่าความสำนึกให้เป็นคนดีมีคุณค่า... คุณภาพแล้ว... จะต้องรู้จักใช้ความดีที่มีคุณค่า... คุณภาพนั้น เพื่อสร้างสรรค์โลกให้เกิดสันติสุข... สมดังเจตนาธรรมในพระพุทธศาสนาที่คำนึงถึง ๒ ส่วนประโยชน์ ทั้งต่อตนเอง...และผู้อื่น หรือทั้งเป็นประโยชน์ต่อบุคคลและสังคมด้วย นี่คือความสวยงามบริสุทธิ์ของพระพุทธศาสนาที่น่าศรัทธายิ่ง สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย สัตบุรุษเกิดในตระกูลใด ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของชนจำนวนมาก... ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูลความสุขแก่มารดาและบิดา แก่บุตรภรรยา แก่คนรับใช้ กรรมกร และคนงานทั้งหลาย แก่หมู่มิตรเพื่อนร่วมงาน แก่บรรพชนผู้ล่วงลับ แก่พระราชา แก่เหล่าเทวดา แก่สมณชีพราหมณ์... เปรียบเหมือนมหาเมฆช่วยให้ข้าวกล้าเจริญงอกงาม... เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของชนจำนวนมาก”

เจริญพร
 

 

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69