
ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร(ตอน ๒๓)
ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์
ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข ดำรงซึ่งสันติและให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดได้พัฒนาตนเป็นคนดีได้ ที่สำคัญจะได้เตือนผู้ออกแบบกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายทั้งหลาย ได้พึงตระหนักว่าศีลธรรมและกฎหมายไม่อาจแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด
จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : ระเบียบการต่างๆ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาความสำนึกชอบ ให้รู้จักผิดรู้จักถูก เกรงกลัวต่อการกระทำผิด ดุจการเกรงกลัวบาปตามหลักธรรมอันเป็นไปตาม กรรมนิยาม ทั้งนี้ในด้านนิติศาสตร์จะมีบทลงโทษที่ถูกตราขึ้นด้วยตัวบทกฎหมายเป็นตัวกำกับ กำหนดอันครบสมบูรณ์ ทั้งองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายใน ซึ่งในความเป็นองค์ประกอบภายในนั้น หมายถึง เจตนคติโดยธรรมเป็นสำคัญนั่นเอง ดังแสดงในหลักแห่งนิติว่า เจตนาเป็นตัวบ่งชี้ถึงการกระทำ อันเป็นไปตามหลักการของพระพุทธศาสนาที่ว่า “เจตนา หัง ภิกขเว กัมมัง วาจา” หมายถึง เจตนาเป็นตัวแสดงถึงการกระทำ ที่จะต้องรับผลหรือไปตามการกระทำนั้น และนี้คือการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและศีลธรรมที่มีหลักเดียวกัน มุ่งสู่ธงเดียวกัน คือ การสร้างความสำนึก หรือการพัฒนาการทางเจตนคติของบุคคลในชุมชนให้มีความสุจริต...เป็นคนดีมีคุณธรรม ซึ่งแสดงผลสัมฤทธิ์แห่งการกระทำตามความจงใจ หรือเจตนาที่เกิดขึ้นจากภาวะจิตสำนึก ดังนั้นกฎหมายกับศีลนี้ แท้จริงแล้วก็คือหลักการอันเดียวกันที่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม “กรรมนิยาม” เพียงแต่กฎหมายถูกออกแบบให้มุ่งสู่ผลสำเร็จในการป้องกันอย่างรวดเร็วเป็นปัจจุบัน เพื่อให้คุณให้โทษ ณ ปัจจุบันนั้นๆ เมื่อกระทำการความผิดใดๆ ฝ่าฝืนกฎหมายก็ต้องมีบทลงโทษอย่างฉับพลัน
ตามตรากำหนดในกฎหมายนั้นที่ต้องมุ่งสู่ธรรมเป็นสำคัญ เพื่อความสันติสุขของสังคม เพื่อให้สังคมเคลื่อนไหวอย่างถูกทิศทาง ไม่แปรปรวนผิดเพี้ยนไปจากวิถีธรรมที่มุ่งสู่สันติ นั่นหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับจุดมุ่งหมายของศีลธรรมในศาสนาทุกประการ ที่แสดงอำนาจศีลในรูปของคุรุธรรมมายาวนาน เพื่อหวังสังคมไปสู่สันติและความสุข คุรุธรรมจึงเป็นทั้งตัวกฎแห่งสังคม เป็นทั้งตัวกฎแห่งศาสนา เป็นทั้งตัวบทกฎหมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานของชาวโลกที่จะต้องให้ความเคารพ ให้การยอมรับ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสันติ เพื่อการพัฒนาการไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของสังคมนั้นๆ เป็นชุมชนอารยธรรม ในฐานะที่มนุษย์มีความเป็นสัตว์ประเสริฐ ... คุรุธรรมคือพื้นฐานของศาสนาในทุกศาสนา ที่วางรูปแบบควบคุมการปฏิบัติเพื่อการไม่กระทำทุจริตทางกาย วาจา และใจ ดังนั้นด้วยแนวทางและเป้าหมายที่มุ่งสู่ “ธรรม” เหมือนกัน ด้วยความตั้งอยู่บนพื้นฐาน “คุรุธรรม” อันเดียวกัน กฎหมายและศาสนาจึงเป็นหนึ่งเดียวกันโดยปริยาย ดังคำกล่าวที่ว่า สังคมที่ดีต้องมีหลักคุรุธรรม และหลักคุรุธรรมที่ดีก็คือหลักพื้นฐานของทุกศาสนานั่นเอง
หากพิจารณา “หลักธรรม” ในพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า สัปปุริสสธรรม ๗ ประการ ที่ยกกล่าวขึ้นมาตั้งแต่เบื้องต้นนั้น เมื่อพิจารณาลงไปในความหมายแห่งหลักธรรมทั้ง ๗ ประการ ก็ให้เห็นและเข้าใจได้ว่า นั่นคือความเป็นหัวใจของหลักการในการออกแบบ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้มีคุณธรรม เพื่อการพัฒนาสู่ความเป็นคนดี หรือสุจริตชนที่สามารถทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตนเอง สังคมโดยส่วนรวม และสามารถนำสังคมไปสู่ความสุขความเจริญได้ด้วย หลักธรรมดังกล่าวจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชีวิตไปสู่ความมีคุณภาพ จากความเป็นคนดีก็ให้มีคุณค่าต่อสังคม ต่อส่วนรวม มิใช่เป็นคนดีที่เป็นประโยชน์เฉพาะตน แต่จะต้องมีคุณค่าต่อภาคสังคมด้วย นี่คือความสวยงามของพระพุทธศาสนาที่มีหลักการอย่างยุติธรรมในการให้คุณค่าในความเป็นสัตว์มนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่ได้จำแนกแจกแจงจัดแบ่งตามความเป็นชนชั้นวรรณะ ชาติตระกูล หรือความรู้การศึกษาทางวิชาชีพ แต่จำแนกตามหลักการกระทำที่เป็นไปตาม “กรรมนิยาม” โดยยึดหลักที่ว่า แม้มืดมา ทำอย่างไรให้สว่างไป หมายความว่า จากคนไม่ดี ทำอย่างไรให้เป็นคนดี หรือสว่างมาให้สว่างไป หมายความว่า จากคนที่ดีนั้น ทำอย่างไรให้มีคุณค่าบริสุทธิ์เกิดคุณประโยชน์ต่อสังคม นี้คือสิ่งที่เป็นหลักการที่นำไปสู่การออกแบบให้เกิดกระบวนการศึกษาเพื่อชีวิตในพระพุทธศาสนา ดังพระพุทธวจนะที่ทรงตรัสกล่าวไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย สัตตบุรุษเกิดในตระกูลใดย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของชนจำนวนมาก... ย่อมเป็นไปเพื่อเกื้อกูลความสุขแก่มารดาและบิดา แก่บุตร ภรรยา แก่คนรับใช้ กรรมกรและคนงานทั้งหลาย แก่หมู่มิตรเพื่อนร่วมงาน แก่บรรพชนผู้ล่วงลับ แก่พระราชา แก่เหล่าเทวดา แก่สมณชีพราหมณ์... เปรียบเหมือนมหาเมฆช่วยให้ข้าวกล้าเจริญงอกงาม... เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขของชนจำนวนมาก”
จากพระพุทธวจนะดังกล่าวนั้น แสดงให้เห็นจุดมุ่งหมายของการพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งนอกจากการสร้างคุณค่าความสำนึกจากคนดีให้มีคุณค่ามีคุณภาพแล้วนั้น
อ่านต่อฉบับวันจันทร์







