posttoday
รัฐบาลอินเดียสนับสนุนจัดงานวันมาฆบูชาโลก เวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์

รัฐบาลอินเดียสนับสนุนจัดงานวันมาฆบูชาโลก เวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์

28 กุมภาพันธ์ 2553

การที่รัฐบาลอินเดีย โดยรัฐบาลรัฐพิหาร ส่งเสริมสนับสนุนจัดงานฉลองวันมาฆบูชา จึงมีความเป็นไปได้ว่า พระพุทธศาสนาจะเป็นที่ยอมรับและเจริญในอินเดียต่อไป

การที่รัฐบาลอินเดีย โดยรัฐบาลรัฐพิหาร ส่งเสริมสนับสนุนจัดงานฉลองวันมาฆบูชา จึงมีความเป็นไปได้ว่า พระพุทธศาสนาจะเป็นที่ยอมรับและเจริญในอินเดียต่อไป

โดย...สมาน สุดโต

เป็นปรากฏการณ์ที่อัศจรรย์และสำคัญยิ่งสำหรับชาวพุทธ เมื่อพระอาจารย์อารยะวังโส เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน ได้กราบเรียนพระธรรมกิตติเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธ.) ผ่านพระเดชพระคุณเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน (ธ.) พระพุทธิสารโสภณ ว่ารัฐบาลอินเดียคือรัฐพิหารได้แสดงเจตนาการสนับสนุนการจัดงานมาฆบูชาโลก ในช่วงวันที่ 26-28 ก.พ. 2553 นี้ ที่เวฬุวันมหาวิหาร ประเทศอินเดีย

พระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในเวฬุวันมหาวิหา

รัฐบาลอินเดียสนับสนุนจัดงานวันมาฆบูชาโลก เวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์ พระพุทธรูปปางแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในเวฬุวันมหาวิหา

วันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 28 ก.พ. 2553 ประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจัดให้มีการบูชาโดยทั่วไป เพราะเป็นวันจาตุรงคสันนิบาต มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการด้วยกัน

1.วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา

2.พระภิกษุ 1,250 รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

3.พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา 6

4.พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)

ในการนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ หัวใจพระศาสนา หรือหลักคำสอนแห่งพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันต์ที่มาประชุม ได้แก่ ให้หยุดทำบาปทั้งปวง ให้ทำกุศลให้ถึงพร้อม และทำจิตใจให้ผ่องใส

เวฬุวันมหาวิหาร เป็นวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา ตามประวัติกล่าวว่า พระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นกษัตริย์ ปกครองแคว้นมคธ หลังจากฟังธรรมจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ กลายเป็นประมุขแห่งรัฐท่านแรกที่นับถือพระพุทธศาสนา ได้ถวายอุทยานเวฬุวันให้เป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระสาวก

ณ เวฬุวันนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับ 3 พรรษาติดต่อกัน นอกจากเป็นที่เกิดมาฆบูชาแล้ว พระพุทธองค์ได้บัญญัติสิกขาบทหลายสิกขาบท ทรงแสดงชาดกไม่น้อยกว่า 40 เรื่อง และเป็นสถานที่ที่พระสารีบุตรให้การอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกรรมเป็นครั้งแรกเช่นกัน

ปัจจุบันสภาพเวฬุวันมหาวิหาร เป็นสวนสาธารณะ มีสระน้ำใหญ่ ศาลาไทยที่สร้างปี 2514 เพื่อเป็นที่พักของพระสงฆ์และผู้แสวงบุญ พระพุทธรูปประดิษฐาน 1 องค์ พร้อมกับการปลูกต้นไผ่ไว้ด้วยเพื่อให้สมกับชื่อว่าเป็นเวฬุวัน ซึ่งแปลว่าป่าไผ่

ลิขิตของพระอาจารย์อารยะวังโส ลงวันที่ 11 ก.พ. 2553 ให้รายละเอียดว่ารัฐบาลรัฐพิหารได้สั่งการให้มีการพัฒนาปรับปรุงเวฬุวันมหาวิหาร (ซึ่งปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะ) อย่างเป็นการเร่งด่วนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนการจัดงาน ได้มีการทำถนนซ่อมแซม เติมแต่งพื้นที่ และได้อนุญาตให้ชุดทำงานงานมาฆบูชาโลกเข้าไปดำเนินการก่อสร้างที่พัก ห้องน้ำ ศาลา และสถานที่ต่างๆ เพื่อทำให้เวฬุวันมหาวิหารมีความพร้อม สวยงามสมฐานะของพุทธศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์

เรื่องดังกล่าวชาวฮินดูพื้นเมืองสนใจยิ่ง มีความยินดีที่ชาวพุทธมาจัดงานและทำให้เกิดความเจริญในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลได้ให้ความสนใจกับชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

 

รัฐบาลอินเดียสนับสนุนจัดงานวันมาฆบูชาโลก เวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์ ท่านอารยะวังโส

ท่านอาจารย์อารยะวังโส ซึ่งเป็นคอลัมนิสต์ ธรรมส่องโลก นสพ.โพสต์ทูเดย์ ได้ระบุในลิขิตว่า ในส่วนของงานมาฆบูชาโลกที่จะจัดขึ้นในวันที่ 26-28 ก.พ.นี้ ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์ในพื้นที่ซึ่งเกี่ยวกับศาสนาฮินดู คณะกรรมการจัดงานจึงมีความเห็นพ้องกันทุกๆ ฝ่ายให้ย้ายพิธีเปิดงานมาอยู่ในวันที่ 26 ก.พ. ทั้งนี้เพื่อความสะดวกปลอดภัยในการจัดงาน และการเดินทางมาร่วมงานของชาวพุทธ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ บุคคลระดับสูงของรัฐบาลอินเดียก็สามารถมาร่วมงานได้มากขึ้น ทั้งนี้เพราะวันที่ 28 ก.พ. ตรงกับวันศิวาราตรี ซึ่งคล้ายกับวันสงกรานต์ของไทย จะมีการสาดฝุ่นสี งานเลี้ยงฉลองต่างๆ ซึ่งอาจจะเกินเลยเป็นอันตรายและเกิดความไม่ปลอดภัยกับชาวพุทธได้

ดังนั้น วันที่ 28 ก.พ. ดังกล่าวจึงเป็นงานของพระสงฆ์เถรวาทและผู้ปฏิบัติธรรม ซึ่งจะมีสังฆราชศรีลังกา สังฆนายกภูฏาน มาร่วมงานด้วย เป็นต้น อันเป็นการสอดคล้องกับเจตนาของการจัดงาน ที่ต้องการให้วันดังกล่าวเป็นปริสุทธิอุโบสถถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่แท้จริง

สำหรับพระเถระจากประเทศไทยที่จะไปรวมฉลองวันมาฆบูชาโลก ที่เวฬุวันมหาวิหาร อินเดีย ได้แก่ พระธรรมกิตติเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม และพระเถระอีกหลายรูป

พระอาจารย์อารยะวังโส เป็นพระสงฆ์ไทยที่ได้รับการยอมรับจากพระสงฆ์นานาชาติทั้งพระสงฆ์ชาวศรีลังกา ทิเบต และอินเดีย เป็นต้น ท่านจึงได้รับการนิมนต์ให้ไปปฏิบัติศาสนกิจในอินเดียเป็นประจำ เช่น มหาโพธิสมาคมแห่งประเทศอินเดีย (Maha Bodhi Society of India) นิมนต์ท่านให้เป็นประธานในการสอนและอบรมสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานในงานธรรมจักรบูชา ณ สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่พุทธคยา ระหว่างวันที่ 1-7 ก.พ. 2553 โดยมีพระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกานานาชาติ เช่น อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม ทิเบต และไทย เข้าร่วมประมาณ 500 ท่าน

การจัดงานนี้แม้จะเป็นครั้งแรกแต่ก็ประสบความสำเร็จ มหาโพธิสมาคมจึงกำหนดให้จัดงานดังกล่าวในปีต่อไปอีก พร้อมกับนิมนต์ท่านอาจารย์อารยะวังโสให้เป็นประธานในการสอนและอบรมเช่นเคย

ท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าพระสงฆ์อินเดียและพระสงฆ์มหายานมีความสนใจในการศึกษาอบรมดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นนิมิตหมายที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทุกนิกายในอนาคต
ท่านเล่าว่า ในช่วง 3 วันแรก มหาโพธิสมาคมได้จัดให้มีเจริญพุทธมนต์ กราบสักการะและพิธีขบวนแห่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรมหาเถร และพระมหาโมคคัลลานะไปรอบเมืองพุทธคยา โดยทางมหาโพธิสมาคมนิมนต์ท่านอาจารย์อารยะวังโสให้เป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์และพิธีขบวนแห่ดังกล่าวด้วย

ท่านเล่าต่อไปอีกว่า อีกโครงการหนึ่งซึ่งต่อเนื่องกับโครงการธรรมจักรบูชา คือ งานธรรมยาตรา ก็เป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่มาก ชาวพุทธนานาชาติ รวมทั้งประชาชนชาติต่างๆ ที่ไม่ใช่ชาวพุทธก็ได้ให้ความสนใจกับงานนี้เป็นอย่างยิ่ง สื่อมวลชนต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ได้มีการประชาสัมพันธ์เผยแผ่ข่าวสารกันอย่างต่อเนื่องตลอดงาน

 

รัฐบาลอินเดียสนับสนุนจัดงานวันมาฆบูชาโลก เวฬุวันมหาวิหาร ราชคฤห์ พระธรรมกิตติเมธี

งานธรรมยาตรานี้คณะสงฆ์มหายานในประเทศเกาหลีเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย โดยที่มหาโพธิสมาคม เป็นผู้บริหารโครงการ และคณะกรรมการจัดงานได้อาราธนานิมนต์ท่านอาจารย์อารยะวังโสเเป็นประธานนำพระสงฆ์ อุบาสก และอุบาสิกานานาชาติ จำนวนประมาณ 600 คน ออกเดินทางจากพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา ข้ามแม่น้ำเนรัญชรา แม่น้ำโมหณี ผ่านหมู่บ้านคนท้องถิ่น คนยากคนจน สู่อุรุเวลาเสนานิคม ระยะทางเดินประมาณ 15 กิโลเมตร และหยุดพักที่ถ้ำดงคสิริ (ที่พระอาจารย์อารยะวังโสเคยจำพรรษาเมื่อปีพุทธศักราช 2549)
หลังจากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังหมู่บ้านชื่อ โบดาเกเร่ (Buddha Gere) ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกใช้สอยและหยุดพักในการเสด็จสู่พระนครราชคฤห์ในครั้งแรก (ระยะทางในช่วงนี้ประมาณการได้ยาก เป็นการเดินทางไปตามคันนา ได้ใช้เวลาเดินประมาณ 3 ชั่วโมง)

เพื่อให้คณะธรรมยาตราไปถึงที่พักแรมก่อนค่ำ คณะกรรมการจัดงานได้จัดให้ผู้ร่วมงานเดินทางต่อไปโดยรถยนต์ไปยังสวนลัฏฐิวัน หรือสวนตาลหนุ่ม ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า “เจเที่ยน” (Jethian)

เนื่องจากการเดินธรรมยาตราครั้งนี้ต้องผ่านเขตแดนอันตรายต่างๆ จากหมู่บ้านคนยากจน คนต่างศาสนา เป็นต้น รัฐบาลจึงได้จัดชุดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ความสะดวกตลอดการเดินทาง

เช้าวันที่ 7 ก.พ. คณะธรรมยาตราได้เดินทางตามรอยพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า จากเจเที่ยนสู่เวฬุวันมหาวิหาร โดยท่านอาจารย์อารยะวังโสได้นำคณะเดินทางขึ้นภูเขาคิชฌกูฏและภูเขารัตนคีรี ร่วมกันสักการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่สันติสถูป แล้วจึงนำคณะเดินทางสู่เวฬุวันมหาวิหาร ร่วมกันสักการบูชาพระพุทธองค์อีกครั้งหนึ่ง ณ บริเวณที่ทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นการสิ้นสุดศาสนกิจ

โครงการธรรมยาตรานี้เป็นการจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรกและได้รับความสนใจจากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งได้ทำการเผยแผ่ข่าวสารไปทั้งในรัฐพิหารและทั่วประเทศ

การที่รัฐบาลอินเดีย โดยรัฐบาลรัฐพิหาร ส่งเสริมสนับสนุนจัดงานฉลองวันมาฆบูชา วันที่พระพุทธเจ้าประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาที่เวฬุวันมหาวิหาร วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่เป็นมงคล จึงมีความเป็นไปได้ว่า พระพุทธศาสนาจะเป็นที่ยอมรับและเจริญในอินเดียต่อไป


ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง