
พลังวิเศษ
เมื่อโลกเปลี่ยน การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น ก็ต้องสร้างความโปร่งใสมากขึ้น “ความถูกต้องและชอบธรรม” เท่านั้นที่เป็นทองแท้
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
โลกทุกวันนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่เข้าถึงตัวเรามากขึ้น เพียงแค่กดปุ่มเดียวก็ท่องโลกได้ทั้งวันในราคาถูกแสนถูก
เราอยู่บนโลกที่ข้อมูลบนคลื่นอากาศตีกันวุ่นวายจนน่าอัศจรรย์ที่ระบบต่างๆ ที่มี สามารถจัดเรียงมาอยู่ในพื้นที่เล็กๆ เท่าหัวแม่โป้ง แต่อัดแน่นไปด้วยเรื่องราว สาระ ชีวิตความเป็นอยู่ ศาสตร์ต่างๆ จนค้นกันไม่จบ
ไม่มีอะไรที่เราไม่รู้ในโลกออนไลน์ใบนี้ จนปัจจุบันเราแทบไม่ต้องลุกไปไหน ใช้คอมพิวเตอร์ตัวเดียวก็สั่งการแทนคนนับพันทั้งบริษัท กระทั่งในด้านเลวร้าย ใช้คอมพิวเตอร์สร้างโปรแกรมทำลายล้าง เจาะข้อมูล เป็นอาชญากรได้นับพันล้าน
นึกไม่ออกเหมือนกันในอีก 50 ปี โลกดิจิตอลในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสารทั้งใบมันจะเป็นอย่างไร
ในด้านมิตรภาพ โลกที่มีช่องทางการสื่อสาร|มากขึ้นและราคาถูกเช่นนี้ การแสดงความห่วงใย ฝากความคิดถึง ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองส่งข้อความทางค่ายมือถือเหมือนแต่ก่อน แค่เราส่งเขียนไปหาแปะหน้าเฟซบุ๊ก หรือส่งผ่านทวิตเตอร์แต่ละคนง่ายแสนง่าย
แต่ด้านกายภาพที่เห็น กลายเป็นว่าเราคุยกันน้อยลง แม้นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยกันแท้ๆ ก็ไม่เปิดปากพูดกัน กลับเยิ่นเย้อแชตกันผ่านทางคอมพิวเตอร์
นอกจากเราสื่อสารง่ายขึ้น ที่น่าสนใจนี่ยังเป็นพลัง “ด้านบวก” ที่ช่วยทำให้โลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นอีกด้วย
ยุคนักข่าวพลเมือง เมื่อทุกคนมีมือถือส่งภาพเคลื่อนไหว ถ่ายรูปได้ด้วยตัวเอง ตีแผ่เรื่องราวลงในโลกออนไลน์ ผ่านพื้นที่เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ กระทั่งช่องทางต่างๆ ที่มีอยู่ ช่วยสร้างพลังตรวจสอบเหมือนเอาสปอตไลต์ไปติดในพื้นที่สนธยาที่มืดบอดมานาน
กล่าวได้ว่า โลกสมัยใหม่ การนำเสนอข่าวสาร มีทางเลือกมากกว่าอดีต ที่ต้องไปพึ่งพิง กราบขอร้อง สื่อกระแสหลัก
ทีวี หนังสือพิมพ์ ที่เคยผูกขาด ชี้นำสังคมฝ่ายเดียว เป็นผู้มีอิทธิพลในสังคม เป็นทุกอย่างของความถูกต้อง ไม่แยแสกับปัญหาของคนเล็กคนน้อย คนทำความดีไม่มีพื้นที่ให้ตีแผ่ คนทำความชั่วถ้ามีเส้นสาย ก็ได้รับการปกป้องจากสื่อ เป็นโครงสร้างที่บิดเบือนสะสมมานาน เกิดวัฒนธรรมไปยัง “คนข่าว” ที่กลายเป็นนักเบ่ง ใครอยากเด่นดัง อยากเป็นข่าวต้องวิ่งเข้าหา
พลังสื่อกระแสรองที่ผุดขึ้นเหมือนกาน้ำกำลังระเบิด บีบให้สื่อกระแสหลักต้องปรับตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็นสื่อใหญ่ๆ นำเสนอข่าวสารให้ราคากับคนเล็กๆ และพื้นที่ความดีมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นการเสนอตามแฟชั่น แต่ก็ชี้ให้เห็นทิศทางการพัฒนามากกว่าด้านลบ
สื่อเหล่านี้นอกจากเปิดพื้นที่ รังสรรค์ไอเดียแปลกๆ คำนึงถึง “จิตสำนึกสาธารณะ” เพื่อส่วนรวมมากกว่า ยังทำหน้าที่ตรวจสอบสื่อกระแสหลักทั้งทางตรงและทางอ้อม เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ใครไม่ปรับตัว ไม่นำเสนอข้อมูลรอบด้าน ไม่วิเคราะห์เจาะลึก เอนเอียงอย่างไร้เหตุผล บิดเบือน ไม่ถูกต้อง ก็อยู่ลำบาก
พื้นที่ที่เคยผูกขาดได้ถูกทลายลงจากการ “โลกออนไลน์” ที่สร้างเครือข่ายเข้าถึงทุกจุดอย่างรวดเร็ว
ไม่เฉพาะสื่อกระแสหลักเท่านั้น หากแต่ผู้มีอำนาจ บาตรใหญ่ ที่ทำไม่ถูกต้อง รีดไถ คอร์รัปชัน กลั่นแกล้ง จะถูกตีแผ่จากมือถือของเราๆ ท่านๆ ที่ทำหน้าที่เป็นตาสับปะรด เสมือนกล้องซีซีทีวีหลายสิบล้านเครื่องที่คอยแกว่งสายตา เช่นเดียวกับการช่วยเหลือเหยื่ออุบัติเหตุ ภัยพิบัติ เครือข่ายออนไลน์ก็ส่งเสียงช่วยได้เร็วเป็นไหนๆ
กรณีล่าสุด บิ๊กซี 7 กรมศุลกากรใช้อำนาจเถื่อนตบบ้องหูเจ้าหน้าที่ตรวจค้นประจำสนามบินสุวรรณภูมิจนแก้วหูฉีก เพราะไม่ยอมให้ตรวจ อ้างใหญ่คับฟ้าในสนามบิน เมื่อมีเทปบันทึกภาพ ก็แพร่ลงยูทูบ ประจานให้สังคมจนต้นสังกัดต้องตั้งกรรมการสอบบิ๊กถ่อยเถื่อนรายนี้
ถ้าเป็นเมื่อก่อนอย่าหวังจะเห็นภาพและการเอาผิดกับผู้มีอำนาจเหล่านี้ แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป หลักฐานสามารถหาได้ไม่ยากจากกล้องและเครือข่ายออนไลน์ที่กระจายไวยิ่งกว่าไวรัส จะเลี่ยง จะหนีอย่างไรก็ไม่พ้นเพราะหลักฐานมันเห็นจะจะ
อีกหลายกรณี แม้แต่นักการเมืองไทยที่ด้อยค่าในสายตาประชาชนลงทุกที โพลจัดอันดับให้เป็นอาชีพที่คอร์รัปชันมากที่สุด และพ่อแม่ไม่อยากให้เด็กเป็นมากที่สุด เมื่อต้นทุนต่ำ การอภิปรายกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม จะเอามันอย่างเดียว หรือใช้หลักฐานมั่วๆ เพียงใบเสร็จใบเดียวก็ไม่พอแล้ว ต้องพึ่งข่าวจากสื่อ มาอ้างอิงให้ประชาชนเชื่อถือแทน เราจึงเห็นฝ่ายค้านและรัฐบาลเอาข่าวจากสื่อ ทั้งแฉ และหักล้างเรื่องทุจริตถุงยังชีพ แต่ข่าวในสื่อทีวีก็|นำมาจาก “คลิปของพลเมืองอาสา” อีกทอด ที่ถ่ายประจานเรื่องของบริจาคใน ศปภ.
อีกหลายกรณีตั้งแต่เรื่องท้องถิ่น ระดับชาติ จนถึงระดับทวีป เรื่อยถึงกับการชุมนุมโค่นล้มระบบเผด็จการในตะวันออกกลางด้วยพลังของตัวเราเองที่เป็นสื่อได้เอง
แต่ใช่ว่าทุกคนจะใช้สื่อออนไลน์ชนิดต่างๆ สร้างกระแสชี้นำได้ตามใจชอบ
ปัจจุบันเราเห็นนักการเมือง ดารา ศิลปิน นักเคลื่อนไหว ที่ต้องสื่อสารกับสังคม ใช้สื่อออนไลน์รุก พูดกับสังคมมากขึ้น ข้อดีเพราะพูดได้ตามใจชอบ กำหนดประเด็นบอกกับสังคมได้ชัดขึ้น เพราะสื่อทางเดียวไม่ต้องคอยตอบคำถามที่ “ไม่อยากตอบ” จากสื่อกระแสหลักในเรื่องที่ถูกพาดพิง
ไม่ว่าจะสื่อกี่ทางใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ถูกเปิดจากสังคมออนไลน์ได้มากแค่ไหน ถ้าคนดัง ผู้มีอำนาจ นักการเมือง ศิลปิน กระทั่งรัฐบาล หรือระบอบการปกครองใดที่ผูกขาดด้วยอำนาจมืด จะสร้างภาพอย่างไร ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนความจริงได้
เมื่อโลกเปลี่ยน การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น ก็ต้องสร้างความโปร่งใสมากขึ้น...
“ความถูกต้องและชอบธรรม” เท่านั้นที่เป็นทองแท้ให้อยู่อย่างยั่งยืน...







