
การจัดการความโลภ : วิธีบริหารจัดการความโลภ (ตอน 4)
การบริโภคปัจจัยสี่ที่ดีนั้น ต้องบริโภคอย่างมีสติ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นศีลอย่างหนึ่งเรียกว่า “ปัจจัยสันนิสสิตศีล”
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
การบริโภคปัจจัยสี่ที่ดีนั้น ต้องบริโภคอย่างมีสติ ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นศีลอย่างหนึ่งเรียกว่า “ปัจจัยสันนิสสิตศีล” คือ ศีลที่เกิดจากการบริโภคปัจจัยสี่อย่างมีสติอย่างมีปัญญา เหมือนที่ในสำนวนไทยท่านใช้คำว่า “กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน”
เป็นต้นว่า อาหารก็บริโภคเพื่อบำบัดความหิวความกระหายให้ร่างกายมีสุขภาพดี ไม่ใช่มุ่งไปที่รสอร่อยแต่ด้อยคุณภาพ หรือมุ่งไปที่ราคาแสนแพงตามสมัยนิยม
เสื้อผ้าก็มุ่งไปที่การปกปิดอวัยวะอันก่อให้เกิดความละอาย เพื่อการป้องกันอุณหภูมิเพื่อความปลอดภัย เพื่ออยู่ในสังคมอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับกาลเทศะ ไม่มุ่งไปที่ราคาแพง รสนิยมหรู กำลังทันสมัย อย่างหน้ามืดตามัว
ที่อยู่อาศัยก็มุ่งไปที่ความเหมาะสมกับความจำเป็น สอดคล้องกับฐานะทางการเงินของตน ไม่หน้าใหญ่ใจโต สร้างเกินฐานะของตน
ยารักษาโรคก็มุ่งไปที่ความสบายหายโรคไม่ใช่บริโภคเพื่อเป็นเครื่องพอกเสริมเติมกิเลส หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น รถก็มุ่งไปที่ประโยชน์ใช้สอยคือเป็นยานพาหนะ ไม่ใช่มุ่งมีไว้ขับอวดใครให้โก้หรู นาฬิกาก็มุ่งไปที่การบอกเวลา ไม่ใช่บอกความอัครฐานทางการเงินจนเกินพอดี
กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า จะบริโภคสิ่งใดก็ตาม ให้พยายามเข้าให้ถึงคุณค่าแท้ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงของสิ่งที่ตนบริโภค คำนึงถึงความพอดีกับเงินที่มีอยู่ ไม่เอากิเลสเป็นมาตรฐานในการบริโภค
ถ้าบริโภคปัจจัยสี่อย่างมีปัญญา ก็จะทำให้สามารถประหยัดเงินตราได้มาก ไม่ต้องวิ่งวุ่นหาเงินมาปรนเปรอความอยากอันเกิดจากการบริโภคที่เกินพอดี การบริโภคด้วยสติปัญญาอย่างที่กล่าวมานี้ เรียกว่า บริโภคด้วยคุณค่าแท้ ส่วนการบริโภคอย่างขาดสติเรียกว่าบริโภคด้วยคุณค่าเทียม
ตัวอย่างหนึ่งของการบริโภคด้วยคุณค่าเทียมที่เด่นก็คือ การบริโภคอุปาทานที่พ่วงมากับสิ่งที่บริโภค เช่น การบริโภค “ตราสินค้า” หรือ “แบรนด์เนม” ของสินค้าและบริการชื่อดังอย่างไม่รู้เท่าทัน
เหมือนบางคนที่เห่ออยากใช้โทรศัพท์รุ่นใหม่ที่สุด ดีที่สุด ทันสมัยที่สุด เพราะอยากได้ชื่อว่าเป็นคนที่นำสมัยที่สุด หรือเหมือนบางคนที่บริโภคสินค้าและบริการบางอย่าง เพราะต้องการประกาศให้ใครต่อใครรู้ว่าตนเป็นชนชั้นที่มีรสนิยม หรือมีมาตรฐานการครองชีวิตที่เหนือกว่าใครๆ อย่างที่เรียกกันว่าเป็นการบริโภคเพื่อสร้างอัตลักษณ์ เพื่อแสดงตัวตน
การบริโภคคุณค่าเทียมอย่างนี้ต้องจ่ายด้วยเงินมหาศาล ต้องผลาญเวลาของชีวิตไปไม่น้อย แต่ได้คุณค่าต่อชีวิตจริงๆ ไม่มาก
การบริโภคโดยมุ่งคุณค่าแท้คือการบริโภคที่พึงประสงค์ ส่วนการบริโภคด้วยคุณค่าเทียมคือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่หากอยู่ในฐานะที่สามารถทำได้ ก็ไม่พึงบริโภคจนเลยเถิดเกินพอดี
นิยามความสุขให้ตนเองใหม่
ทุกวันนี้มนุษย์ถูกหลอกว่าความสุขจะเกิดขึ้นต่อเมื่อบริโภคมากที่สุด จึงเกิดเป็นลัทธิบริโภคนิยม คนทุกคนไม่สามารถมีความสุขด้วยการนั่งนิ่งๆ
ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ ถ้าว่างคุณทำอะไร หยิบโทรศัพท์มือถือมามอง มองแล้วก็กด เดี๋ยวก็เล่นเกม เดี๋ยวก็ส่งข้อความ เดี๋ยวก็ โทร.หาเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องราคาแพง หรือราคาถูกแค่ไหนก็ตาม ประโยคเริ่มต้น คือ “ฮัลโหล อยู่ไหน” เพราะประโยชน์จริงๆ ของโทรศัพท์คือเพื่อใช้พูดคุยติดต่อกัน แต่บางคนพอไม่มีโทรศัพท์ทำท่าจะเป็นจะตาย
อาตมาเคยเห็นลูกศิษย์คนหนึ่งไปหาอาตมาที่กุฏิ แล้วลืมโทรศัพท์ไว้ในรถเพื่อน แล้วเพื่อนก็ขับรถกลับไปที่มหาวิทยาลัยแล้ว ลูกศิษย์คนนี้ทำท่าเหมือนองค์ลงประทับเลย เหมือนคนเสี้ยนยา โทรศัพท์ไม่อยู่ ขาดความเชื่อมั่นไปหมด เหมือนชีวิตจะไปต่อไม่ได้
คนจำนวนมากตอนนี้มีความสุขเพราะขึ้นกับวัตถุ เรานิยามความสุขโดยอิงกับวัตถุ เมื่อนิยามอย่างนี้ เราจะสูญเสียศักยภาพในการมีความสุข
เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์นอกจากจะมีศักยภาพในการหาเงินแล้ว ยังมีศักยภาพในการมีความสุขด้วยตัวเอง แต่ศักยภาพนี้ถูกหลงลืมไป เพราะว่าลัทธิวัตถุนิยม ทุนนิยมบริโภค ป้อนวัตถุทุกอย่างที่เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้เราทั้งหมดตั้งแต่หัวจรดเท้า
เดี๋ยวนี้ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราจะถามตัวเองว่าเรา “มีอะไร” แต่แท้ที่จริงเราสามารถมีความสุขได้โดย “ไม่ต้องมีอะไร” ก็ได้เหมือนกัน
ข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคนหนึ่ง เคยเล่าว่า ท่านถวายงานในหลวงมานานมาก จนกระทั่งวันหนึ่งได้บวชถวายในหลวง แล้วไปอยู่ที่วัดป่าในภาคอีสาน ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีอะไรเลย แต่ท่านบอกว่า นั่นเป็นช่วงเวลาที่ท่านมีความสุขที่สุดในชีวิต
นี่คือตัวอย่างว่า ความสุขไม่จำเป็นต้องเกิดจากการ “มีมากๆ” เสมอไป บางครั้งการมีน้อย หรือมีเท่าที่จำเป็น ก็ทำให้ปลอดภาระ ทำให้จิตใจไม่มีความกังวล ก่อให้เกิดความสุขทางใจได้เหมือนกัน เหมือนชีวิตของพระที่มีเพียงไตรจีวร บาตร และอัฐบริขาร แต่ท่านก็มีความสุข การนิยามความสุขจึงไม่จำเป็นจะต้องนำไปพ่วงกับการครอบครอง หรือขึ้นต่อวัตถุเสมอไป
ดังนั้น เราต้องมานิยามการแสวงหาความสุขในชีวิตใหม่ แล้วเราจะทำอย่างไร ก็มาดูว่าเรามีความสุขจากอะไรได้บ้าง
1) มนุษย์สามารถมีความสุขจาก “ความมี” คือ พอมีวัตถุมากขึ้น เราก็จะมีความสุข แต่มันไม่พอ ถ้ามันจะไม่มีความสุข นั่นคงเป็นเพราะเรามีแล้ว แต่เราไม่รู้จักพอ เราอยากได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าเราอยากมีความสุขจากความมี เราต้องรู้จักกำจัดความอยากให้พอดี แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เมื่อพอดีจนพอเพียงแล้ว เราก็จะมีความสุขจากสิ่งที่เรา “มี”
2) มนุษย์สามารถมีความสุขจาก “ความดี” คือ ใครที่รู้สึกว่าตนมีเงินมากพอแล้ว ก็บอกตัวเองว่าพอแล้ว เท่าที่มีก็มีความสุขแล้ว เลื่อนตัวเองขึ้นมาหาความสุขจากความดี โดยการอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม ฉะนั้นเป็นไปได้ไหมที่เราจะขยับความสุขของเรา จากที่เราคอยแต่จะบริโภคอย่างเดียว ขยับก้าวขึ้นมาหาความดี ทำความดีให้ชีวิตมีความสุขกัน หลับตาแล้วนึกถึงตัวเองว่า วันนี้ฉันได้ทำแต่ความดี
วันนี้ฉันเป็นอาสาสมัครอ่านหนังสือธรรมะลงเสียงแล้วแจกไปทั่วประเทศ วันนี้ฉันจูงคนข้ามสะพาน วันนี้ฉันบริจาคให้มูลนิธิ หลับตาแล้วนึกถึงการให้ซิ จะมีความสุขเกิดขึ้นมาในจิตใจ เป็นความสุขจากความดี ความสุขจากความดีมนุษย์สามารถมีได้ แต่ส่วนมากเราพยายามจะก้าวไปหามันกันไหม เราพยายามจะไปติดกันอยู่แค่ที่ “ความมี” เท่านั้นเอง ฉะนั้นลองก้าวขึ้นมาจาก “ความมี” มาเป็น “ความดี”







