posttoday
ของบำรุงจากใต้น้ำ

ของบำรุงจากใต้น้ำ

11 มกราคม 2555

เรื่องน้ำท่วมค่อยๆ ทยอยกันหมดไปแล้วนะคะ ขึ้นปีใหม่หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่องสุขภาพ

เรื่องน้ำท่วมค่อยๆ ทยอยกันหมดไปแล้วนะคะ ขึ้นปีใหม่หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่องสุขภาพ

โดย...หนูดี–วนิษา เรซ

เรื่องน้ำท่วมค่อยๆ ทยอยกันหมดไปแล้วนะคะ ขึ้นปีใหม่หนูดีเลยอยากชวนคุยเรื่องสุขภาพ แต่ก็ยังขอเกี่ยวกับน้ำหน่อยหนึ่งก็แล้วกันค่ะ เป็นเรื่องสุดยอดอาหารประเภทหนึ่งที่เติบโตในน้ำ

ในช่วงต้นปีนี้ หนูดีงดรับประทานเนื้อสัตว์เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค.ที่ผ่านมา และออกจากมังสวิรัติอีกครั้งในวันที่ 14 ม.ค.ปีนี้ ไม่มีเคล็ดอะไรใดๆ เพียงแต่ไปปฏิบัติธรรมสิ้นปีพอดีก็เลยถือโอกาสงดเนื้อสัตว์ต่อเนื่องสักพักหนึ่ง และเป็นช่วงเดียวกับที่ตั้งใจจะ “อดอาหารล้างพิษ 7 วัน” อยู่แล้ว ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็อดอาหารในช่วงรับประทานมังสวิรัติไปด้วยเลยดีกว่า

ตอนนี้หนูดีเพิ่งถึงวันที่ 4 ของการอดอาหารล้างพิษ ยังคงไม่หน้ามืดและมีสติครบถ้วนทุกประการ (เอ๊ะ จริงหรือไม่ อันนี้ต้องรบกวนคุณผู้อ่าน อ่านบทความนี้แล้วสรุปให้หนูดีหน่อยนะคะ ว่าสมองคนที่อดอาหารมา 4 วันแล้ว ยังเขียนบทความรู้เรื่องอยู่ไหม ถ้าอ่านแล้วเหมือนปกติ ก็แปลว่าโปรแกรมอดอาหารที่หนูดีเข้านี้ ใช้ได้อยู่ค่ะ) แต่เรื่องอดอาหาร เดี๋ยวหนูดีมาเขียนเล่าให้ฟังสัปดาห์หน้านะคะ รอให้ครบ 7 วันรอดตายก่อน แล้วเรามาคุยกันอีกที

สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ หนูดีเลยยกยอดวิตามินที่รับประทานอยู่แต่เดิมออกไป รับเพียงกลุ่ม Detox เท่านั้น ในนาทีที่เก็บขวดวิตามินต่างๆ ลงตะกร้าให้เรียบร้อย พ้นหูพ้นตา (เดี๋ยวอยากหยิบมาทานเสริม) ก็เลยนึกถึงอาหารเสริมประเภทหนึ่งที่หนูดีเองชอบทานปะปนกับวิตามิน และเห็นคนทานเยอะมาก โดยที่บางครั้งเราไม่ชัวร์ นั่นก็คือ “สาหร่าย” ค่ะ สาหร่ายที่จะพูดถึงไม่ใช่สาหร่ายทอดเป็นแผ่นๆ แบบสาหร่ายเถ้าแก่น้อยนะคะ แต่เป็นประเภทอัดเม็ด หรือผงค่ะ

หนูดีเอง ทานสาหร่ายเม็ดสลับสับเปลี่ยนกับวิตามินอื่นๆ อีกหลายๆ ตัว เพราะด้วยวิถีชีวิตที่รับประทานเนื้อสัตว์น้อยอยู่แล้ว เลยเน้นโปรตีนจากพืชเยอะหน่อยค่ะ สาหร่ายเองมีชื่อเสียงอยู่แล้วเรื่องการให้โปรตีน แต่ที่คนทั่วไปไม่ค่อยทราบคือ สาหร่ายนั้นมีอยู่ 3 สายพันธุ์ที่ขายกันเป็นล่ำเป็นสันในโลกสุขภาพค่ะ คือ 1.สไปรูลิน่า (Spirulina) 2.โคลเรลล่า (Chlorella) และน้องใหม่ล่าสุด 3.ดูนาเลลล่า (Dunaliella) ซึ่งแต่ละตัวจะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ควรเลือกรับประทานให้เหมาะกับสภาพร่างกายเราที่สุด ที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานนะคะ บทความนี้เป็นการให้ข้อมูลเสริมเท่านั้นค่ะ

อันดับแรก สไปรูลิน่า–เป็นสายพันธุ์ที่น่าจะมีการรับประทานมาเก่าแก่ที่สุด ว่ากันว่ามีการเก็บมารับประทานตั้งแต่สมัยชาวแอซเทคโบราณเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายว่าผลงานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายตัวนี้ ยังคงน้อยไปสักนิด หากทำกับคนมักเป็นคนกลุ่มเล็ก และเป็นกลุ่มขาดสารอาหาร งานวิจัยส่วนใหญ่ของเขามักทำกับสัตว์หรือทำให้ห้องแล็บ แต่เนื่องจากสาหร่ายนี้มีคนทานมากที่สุด จึงเป็นกลุ่มที่หนูดีเลือกพูดถึงอันดับแรกเลยค่ะ ให้เกียรติอาวุโสเขาด้วย สิ่งที่มีประโยชน์ในตัวเขาคือ สารสีฟ้าในเนื้อสาหร่าย ชื่อ Phycocyanin ซึ่งผลงานในห้องวิจัยพบว่าทำให้เกิด Apoptosis (หรือ การตายของเซลล์มะเร็ง) อย่างไรก็ตาม การรับประทานก็ต้องทานให้ถึงโดสที่จะให้ผล อย่างน้อยๆ ก็ควรจะให้ถึง 250 mg ต่อวัน ซึ่งถ้าทานน้อยกว่านี้ ผลก็อาจจะไม่ได้ตามห้องวิจัย ที่สำคัญเลือกที่ “ย่อยผนังเซลล์” แล้วเท่านั้นค่ะ

อันดับที่สอง โคลเรลล่า–นี่เป็นสาหร่ายหวานใจชาวมังสวิรัติและคนทานเจ เพราะมีโปรตีนและธาตุเหล็กสูงกว่าเพื่อน คือในขนาดรับประทาน 1.5 g หากเทียบแล้ว โคลเรลล่ามีโปรตีนถึง 1 g และมีธาตุเหล็ก 3.2 mg ในขณะที่สไปรูลิน่ามีโปรตีน 0.9 g มีเหล็ก 0.4 mg และดูนาเลลล่ามีโปรตีนเพียง 0.1 g และมีเหล็ก 0.6 mg เท่านั้น ช่วงงดเนื้อสัตว์ หนูดีจึงมักจะพึ่งพาโคลเรลล่าเยอะกว่าเพื่อน เขามักมาเป็นเม็ดเล็กๆ ทานกันวันละเป็นสิบเม็ดเลยทีเดียว มือเขียวอื๋อเลย เพราะเขาไม่เคลือบมา สาหร่ายพันธุ์นี้ปลูกในห้องแล็บที่ญี่ปุ่น ไม่เลี้ยงในน่านน้ำเปิด (ที่รู้ เพราะว่าตอนที่โรงงานปรมาณูระเบิด หนูดีงดสั่งซื้อไปเลยค่ะ จนโรงงานต้องส่งจดหมายมาบอกว่า ไม่ได้ปลูกตรงทะเลใกล้โรงปฏิกรณ์นะจ๊ะ เราปลูกในห้องแล็บจ้ะ แหะๆ ใครน้าว่าลูกค้าคือพระเจ้า หนูดีว่าลูกค้าเนี่ยคือซาตานของแท้เลย ดูหนูดีสิคะ เกิดเหตุการณ์นิดเดียว ปันใจทันที จนเห็นเอกสารยืนยันแล้วค่อยกลับมาทานต่อ) ที่สำคัญ เป็นสาหร่ายเซลล์เดียวที่ย่อยผนังเซลล์มาเรียบร้อย ทานแล้วท้องไม่ค่อยอืดค่ะ ที่น่าสนใจคืองานวิจัยในญี่ปุ่นพบว่า แม่ที่กำลังให้นมลูก หากทานสาหร่ายนี้จะเพิ่ม IgA ในน้ำนม ทำให้น้ำนมนั้นมีสารเสริมภูมิต้านทานลูก ทำให้เด็กติดเชื้อได้ยากกว่าค่ะ

อันดับสุดท้ายน้องใหม่ ดูนาเลลล่าอันนี้มีข้อดีที่น่าสนใจที่สุดก็คือ อันดับแรก ผนังเซลล์ของพันธุ์นี้มีความอ่อนนุ่มกว่า 2 สายพันธุ์แรก บริษัทที่ขายมักโฆษณาว่าน้ำย่อยมนุษย์นั้น ย่อยได้เลย แต่อีก 2 พันธุ์แรก โรงงานผลิตก็จะโฆษณาว่าย่อยผนังเซลล์มาให้แล้ว อันนี้เลือกตามสะดวกใจค่ะ แต่ที่หนูดีว่า เด็ดกว่าเพื่อนก็คือดูนาเลลล่า จะถูกเลี้ยงในน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ส่วนสไปรูลิน่าและโคลเรลล่าถูกเลี้ยงในน้ำจืด ดังนั้นการโตในน้ำทะเล (กรุณาปลูกไกลๆ เตาปฏิกรณ์) ทำให้เขาต้องสู้กับศัตรูและรังสียูวี จึงทำให้สาหร่ายสายพันธุ์นี้เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ แต่มีเบตาแคโรทีนสูงมาก ในอดีตเขาถูกสกัดไปใช้เฉพาะเบตาแคโรทีนด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ซื้อทานได้ทั้งแบบแห้ง แบบเม็ด แบบผง

สาหร่ายทั้งหลายนี่ เป็นหนึ่งใน Super Food เลยนะคะ ในเมืองไทยเราก็มีหลายสายพันธุ์ แต่เริ่มค่อยๆ ทยอยตายไปตามน้ำที่เน่าเสียมากขึ้น เพราะอย่างผำ (อร่อยมาก เป็นเม็ดเล็กๆ เขียวๆ โตในน้ำสะอาดเท่านั้น) หนูดีชอบไปเห็นตามตลาดต่างจังหวัด และเอามาผัดกับหมูสับหรือเจียวกับไป หรือ “ไก” ที่นำมาทำ “ไกยี” ที่ จ.น่าน สาหร่ายพวกนี้ ถ้าน้ำเสียเขาก็ไม่อยู่กับเราแล้วค่ะ น่าเสียดาย ส่วนสาหร่ายในขวด ใครชอบแบบไหน เลือกรับประทานให้เหมาะกับตัวเองที่สุด ถึงจะคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป เพราะพอบรรจุขวดแล้วแพงไม่ใช่เล่น ก่อนซื้อมาทานควรศึกษาสรรพคุณและสายพันธุ์โดยละเอียดค่ะ

 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท