
ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (ตอน ๑๕)
ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมาย
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข
จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : หากจิตสำนึกของบุคคลในสังคมถูกต้อง ชอบโดยธรรมก็ย่อมตอกย้ำเจตนารมณ์ทางสังคมที่จะแสดงพลังการขับเคลื่อนไปตามทิศทางแห่งเจตนารมณ์นั้นๆ สืบไป...และเจตนารมณ์ที่สะท้อนออกมาทางสังคมนั้น จะเป็นเครื่องวัดคุณค่าจิตสำนึกของสังคมโดยรวมนั้น ซึ่งหากภาคจิตสำนึกของสังคมไม่มุ่งตรงไปสู่ธรรมหรือห่างไกลธรรม ก็ย่อมแสดงถึงความวิบัติแห่งจิตสำนึกของภาคสังคมนั้น ซึ่งไม่สามารถยับยั้งความเคลื่อนไหวอย่างไร้ทิศทางของสังคมวิบัติในลักษณะนั้นได้ เพียงแค่การใช้กฎหมายปกครองคนตามหลักการปรัชญาตะวันตก หากตราบใดภาคจิตสำนึกของสังคมเสื่อมไปจากธรรม การที่จะให้สมาชิกในสังคมยอมรับกติกาหรือกฎระเบียบ ในขณะที่ตนเองหรือหมู่คณะไม่มีโอกาสได้เปรียบ หรือประสบภาวะปัญหาสูญเสียฐานะและโอกาสในด้านต่างๆ ก็คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก...ทั้งนี้ เพราะจิตสำนึกที่ไม่ถึงธรรมเป็นปัจจัยสำคัญ
ฉะนั้น ในการสร้างคุณค่าความสำนึกของมนุษย์นั้น จึงสำคัญอยู่ที่การออกแบบภาคความคิดเพื่อผลิความเห็นอันชอบและตรงโดยธรรม สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อันเป็นไปตามแนวทางมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลางในการถือปฏิบัติแห่งชีวิต เพื่อมุ่งสู่ความสุข สงบ อันเกิดจากความสะอาด ความสว่าง นั่นหมายถึง การมีปัญญารู้แจ้งเข้าใจในความจริงที่ปรากฏมีอยู่ในธรรมชาติ ตามหลักนิยาม ๕ ที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะไปสู่การสรุปการคิดออกแบบ ไม่ว่าในเรื่องใดๆ จะต้องไม่ผิดไปจากหลักความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งควบคุมอยู่ด้วยกฎแห่งธรรมชาติ หรือธรรมนิยาม เป็นสำคัญที่สุด เพื่อการไม่ถือปฏิบัติไปสู่ความวิบัติในทุกด้าน และเพื่อไม่แปรรูปความคิดของบุคคลและสังคมไปสู่มิจฉาทิฏฐิ ซึ่งนั่นหมายถึง การยับยั้งป้องกันมิให้เกิดความหายนะอันยิ่งใหญ่ต่อสังคมของมนุษยชาติและโลกนี้ จึงควรพิจารณาด้วยความรอบคอบอย่างเที่ยงธรรม เพื่อการสรรค์สร้างคุณค่าความนึกคิดของบุคคลและสังคมให้มีความเห็นชอบ หรือเกิดองค์ธรรมสัมมาทิฏฐิขึ้นในภาคสำนึก ก็คือ จิตวิญญาณ นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะนำไปสู่คำตอบว่า “แล้วจะทำอย่างไร จึงจะกระตุ้นภาคจิตสำนึกของบุคคลและสังคม เพื่อให้เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบโดยธรรม เกิดองค์ธรรมหิริโอตตัปปะ หมายถึง ความสะดุ้งกลัว ความเกรงกลัวต่อบาปในจิตสำนึกแห่งตน” ก็คงต้องย้อนกลับมาพิจารณาดูว่า “ธรรมอันใดนำไปสู่ หรือทำให้เกิดองค์คุณหิริโอตตัปปะ ซึ่งองค์ธรรมอุปการะโลกให้มีความสุข?” ซึ่งธรรมอันนั้นที่จะสร้างผลึกความคิดที่ถูกต้อง เพื่อการเกิดความสำนึกที่ชอบโดยธรรมในจิตวิญญาณ และความหมายแห่งธรรมอันนั้น ต้องนำไปสู่ความประเสริฐที่แท้จริง สามารถสร้างคนให้มั่งมีอย่างประเสริฐเลิศมงคล จนได้รับการยกย่องจากสังคมว่าเป็น เศรษฐี หรือ ผู้ประเสริฐ ดุจดังอนาถบิณฑิกเศรษฐีแห่งพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล ผู้สร้างวัดเชตวันมหาวิหารน้อมถวายพระผู้มีพระภาคและพระสงฆ์สาวก ซึ่งรู้จักประพฤติปฏิบัติตามธรรม อันอุดมมงคลด้วยความประเสริฐที่เรียกว่า พรหมวิหารธรรม และรู้จักสรรค์สร้างสังคมให้สดใสรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วย หลักสังคหวัตถุธรรม บนความมุ่งมั่นในการทำกิจการกุศลอย่างไม่ท้อถอย จนนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ รับผลแห่งคุณความดี ความประเสริฐนั้น ด้วยการประกอบตน ตั้งอยู่ใน อิทธิบาทธรรม ซึ่งองค์ธรรม ๓ ประการดังกล่าวเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ในรูปสามเหลี่ยมแห่งดุลยธรรม เพื่อการขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จ ที่ให้ความสะอาด สว่าง และสงบ เป็นที่สุด จึงเป็นธรรมดาของบุคคลที่เป็นเศรษฐี ซึ่งจะได้รับความสุข สันติ ทั้งในขณะดำรงชีวิตอยู่และในเบื้องหน้า
ทั้งนี้ เพราะการถือปฏิบัติมั่นคงอยู่ในองค์ธรรมที่จะนำชีวิตไปสู่ความประเสริฐ เจริญงอกงามขึ้นโดย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา อันเป็นองค์ธรรมที่นำไปสู่การพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงประโยชน์ เพื่อความประเสริฐที่แท้จริง คือ การเพิ่มพูนกำลังธรรมที่นำไปสู่การมีปัญญา นั่นเอง... หมายถึง ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปในธรรม
“ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปในธรรม” จึงเป็นหลักสำคัญแห่งการพัฒนาชีวิตไปสู่ประโยชน์สุข เพื่อความประเสริฐของมนุษยชาติ ที่มีฐานะอันควรตามวาสนาบารมีที่สั่งสมสืบมา ดัง “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” ผู้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปโดยธรรม ครบสมบูรณ์ตามองค์ธรรมแห่งการให้ องค์ธรรมแห่งการนำออก (สละ) องค์ธรรมแห่งการเกื้อกูล ถึงความประเสริฐด้วยพรหมวิหารธรรม ทั้งนี้ เพราะการพัฒนาชีวิตไปตามแบบแผนโดยมุ่งสู่ธรรมเป็นธงชัยชีวิต จึงสามารถสร้างความสุขให้กับตนถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแห่งสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างดียิ่ง แม้บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนก็เช่นเดียวกัน ย่อมอาศัยธรรม ย่อมนอบน้อมแด่ธรรมเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิต ผู้รู้ ผู้ประเสริฐ ที่ยึดถือสัมมาอาชีวะในด้านใด แม้ที่สุดแห่งบุคคล ได้แก่ พระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิบัติก็ย่อมดำเนินชีวิตโดยอาศัยธรรมที่ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองเป็นธงชัย จึงเห็นได้จากการจะทรงพุทธดำรัสใดๆ ไม่ว่าในเรื่องพระวินัย หรือในพระธรรม ก็จะต้องมี ธรรมเป็นตราชู... เป็นเนติฉบับ เพื่อการยุติธรรมอย่างแท้จริง สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า m
(อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้)







