
ถึงคราวเฟซบุ๊กหลุดกระแส เหตุล้วงลับเกิน-ทำสัใพนธ์จริงย่ำแย่
เชื่อว่า ณ นาทีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของสหรัฐที่มีชี่อว่า “เฟซบุ๊ก”
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เชื่อว่า ณ นาทีนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของสหรัฐที่มีชี่อว่า “เฟซบุ๊ก” อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะเดินไปไหน เราก็สามารถเห็นผู้คนทุกเพศทุกวัยนั่งจ้องสมาร์ตโฟนสุดหรูของตนเอง พร้อมกับจิ้ม พิมพ์ สไลด์ อัพโหลด ดาวน์โหลดสารพัดข้อมูลกันตลอดเวลา
เฟซบุ๊ก คือ สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังของสหรัฐที่ทำให้ผู้ใช้สามารถพูดคุย ติดต่อสื่อสาร แบ่งปันเรื่องราวต่างๆ ทั้งที่ผ่านเข้ามาและผ่านไปในชีวิตให้ปรากฏออกสู่สายตาประชาคมโลก
หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นช่องทางการรายงานข่าวคราวชีวิตของตนเองแบบอัพเดตนาทีต่อนาทีให้กับทั้งเพื่อนสนิท เพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่คนแปลกหน้า สามารถรับรู้เรื่องราวของเราได้ ราวกับว่า ได้มีโอกาสใช้ชีวิตแบบตัวติดกันอย่างไรอย่างนั้น
โดยนับตั้งแต่ที่เฟซบุ๊กเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 มีผู้สมัครใจอัพเดตเรื่องราวชีวิตตนเองผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ จนในขณะนี้จำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้นทะลุ 800 ล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็น 2 ใน 3 ของจำนวนประชากรโลกเลยทีเดียว
จนกลายเป็นปรากฏการณ์ในสังคม ว่าใครไม่มีเฟซบุ๊กถือว่าเชยสุดๆ!
ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2555 เฟซบุ๊ก สื่อสังคมออนไลน์ที่ทุกคนติดหนึบ เริ่มส่งสัญญาณเสื่อมมนต์ขลังลง ดังที่เห็นได้จากในขณะนี้เริ่มมีกลุ่มคนเล็กๆ ในสหรัฐ ซึ่งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ออกมาสร้างกระแสครั้งใหม่ที่มีชื่อว่า “Cool Kids Quit Facebook” หรือ “เด็กแนวเลิกเล่นเฟซบุ๊กกันหมดแล้ว”
โดยเว็บไซต์คอมสกอร์ ซึ่งสำรวจจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ต่างๆ ของสหรัฐเปิดเผยสถิติข้อมูลของชาวสหรัฐที่เล่นเฟซบุ๊กในปี 2554 ว่า มีเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งลดลงอย่างมากจากเมื่อปี 2553 ที่มีชาวสหรัฐเล่นเฟซบุ๊กมาถึง 56%
เช่นเดียวกับที่เว็บไซต์เดอะนิวยอร์กไทมส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์กลุ่มวัยรุ่นสหรัฐจำนวนมาก ที่ประกาศตัวดังๆ ว่า ขอ “เซย์โนทูเฟซบุ๊ก”
ไทสัน บัลคอม นักศึกษาเตรียมแพทย์ในรัฐโอเรกอน บอกเล่าประสบการณ์ตรง ซึ่งกลายเป็นจุดหักเหทำให้ บัลคอม ขอลั่นเลยว่าขอเลิกเล่นเฟซบุ๊กดีกว่า
เมื่อบัลคอมบังเอิญเดินไปเจอผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งในลิฟต์ของมหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าบัลคอมจะไม่เคยได้ทำความรู้จักพูดคุยกับผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลยในชีวิต ทว่าบัลคอมกลับรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้เกิดที่เกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้ชายฝั่งรัฐวอชิงตัน เธอเพิ่งไปเที่ยวหอคอยสเปซ นีดเดิล ที่เมืองซีแอตเติล และเธอมีพี่ชายหนึ่งคน
ยิ่งไปกว่านั้น บัลคอม ยังรู้อีกว่า พี่ชายของผู้หญิงคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไรอีกด้วย
“ผมรู้เรื่องราวในชีวิตของผู้หญิงคนนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอหรือพูดคุยกับเธอเลย ผมคิดว่าเรื่องนี้มันแปลกเกินไป” บัลคอม กล่าว
เช่นเดียวกับ แอชลีย์ เอลเซอร์ นักศึกษาในเมืองชาร์ลอตส์วิลล์ของมลรัฐเวอร์จิเนีย กล่าวว่า แม้ว่าหากมองเผินๆ จะคิดว่า เฟซบุ๊กช่วยทำให้คนเราสามารถใกล้ชิดกันมากขึ้น ทว่าคนเราอาจไม่รู้ตัวเลยว่า แท้จริงแล้วเฟซบุ๊กก็ทำให้คนเรารู้สึกโดดเดี่ยวไกลกันได้เช่นเดียวกัน
“ฉันไม่ได้โทรศัพท์หาเพื่อนๆ ของฉันอีกเลย เพราะหลังจากที่ได้เห็นข้อความอัพเดตหรือรูปต่างๆ ที่พวกเขาโพสต์ ก็มีความรู้สึกว่า เหมือนได้รับรู้เรื่องราวของพวกเขาและคิดไปเองว่าแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว” เอลเซอร์ กล่าว
ในขณะที่ เอริกา เกเบิล พีอาร์สาววัย 29 ปีในบรูกลิน กล่าวว่า ไม่เคยเข้าใจว่าทำไมการเล่นเฟซบุ๊กกลายเป็นเรื่องจำเป็นของชีวิต
“การโพสต์เรื่องราวยิบย่อยต่างๆ ในชีวิต ตั้งแต่วันที่ผมไม่อยู่ทรง รูปอาหารเย็น หรือรูปของทริปกับครอบครัวของตนเองให้คนอื่นๆ รู้ตลอดเวลา เป็นเรื่องแปลกและน่าขนลุก” เกเบิล กล่าว
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจล่าสุดของสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายด้านการหย่าร้างในอังกฤษเปิดเผยอีกว่า “เฟซบุ๊ก” กลายเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คู่สามีภรรยาแดนผู้ดีฟ้องหย่ากันมากที่สุดในปี 2554 อีกด้วย
ผลสำรวจระบุว่า จากการสอบถามผู้ที่เข้ามาใช้บริการฟ้องหย่าคู่ของตนเองผ่านทางสำนักงานกฎหมายแห่งนี้ 5,000 คนเห็นพ้องตรงกันว่า เฟซบุ๊ก เป็นสาเหตุของการหย่าร้างด้วยเหตุผล 3 ประการ ไล่กันไปตั้งแต่การที่สามีหรือภรรยาแอบดอดเข้าไปส่งข้อความหวานซึ้งในเชิงชู้สาวให้กับเพศตรงข้ามผ่านทางเฟซบุ๊ก การโพสต์ข้อความดูถูกดูแคลนและเมาท์ถึงอดีตคนเคยรักในทางเสียหาย ไปจนถึงการแฉพฤติกรรมของคู่ตนเองให้โลกออนไลน์รู้กันทั่วหน้า
มาร์ก คีแนน กรรมการผู้จัดการเว็บไซต์ดิวอสออนไลน์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านการหย่าร้าง กล่าวว่า ผู้คนติดต่อกับอดีตคนรักได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นผ่านทางเฟซบุ๊ก
“การพูดคุยกันในช่วงแรกๆ พวกเขาอาจไม่ได้คิดอะไร แต่พอนานๆ ไป ความสัมพันธ์และความคุ้นเคยจะเริ่มสร้างปัญหามาให้” คีแนน กล่าว
คีแนนกล่าวอีกว่า ข้อความต่างๆ ที่ถูกโพสต์ออกไป สามารถใช้เป็นหลักฐานอย่างดีในการยื่นฟ้องหย่า
ยกตัวอย่างเช่น หากภรรยาต้องการเลิกกับสามี ทว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ซีเรียสมากพอ ภรรยาก็สามารถอ้างได้ว่า สามีมีปัญหาเรื่องติดเหล้า ซึ่งหากสามีเคยโพสต์ข้อความใดๆ ว่ากำลังไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยงกับเพื่อน สิ่งนี้ก็สามารถกลายเป็นหลักฐานต่อศาล ที่สามีต้องยอมจำนนอย่างดิ้นไม่หลุดเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เฟซบุ๊กยังกลายเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุที่ทำให้เด็กที่เป็นลูกบุญธรรม ใช้เป็นช่องทางการตามหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดอีกด้วย
ตามสถิติระบุว่า ภายหลังจากการตามหาพ่อแม่ที่แท้จริง ส่งผลให้เด็กๆ เหล่านั้นหนีออกจากบ้านของพ่อแม่บุญธรรม เพื่อไปอยู่กับพ่อแม่ที่แท้จริง โดยที่ไม่ติดต่อกลับพ่อแม่บุญธรรมซึ่งเลี้ยงดูประคบประหงมตนเองมาตั้งแต่วัยแบเบาะอีกเลย
โดยบางรายอาจได้รับการกระทบจิตใจอย่างร้ายแรงจน “เสียคน” กลายเป็นเด็กที่ออกนอกลู่นอกทางไปเลย ภายหลังจากที่รู้ว่า พ่อแม่ที่แท้จริงทอดทิ้งด้วยสาเหตุอะไร
โจนาธาน เพียส ซีอีโอศูนย์อำนวยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมของอังกฤษ กล่าวว่า การค้นพบพ่อแม่ที่แท้จริงโดยที่ไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า กลายเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก
ช้าก่อน...เฟซบุ๊กก็มีข้อดี
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ผู้คนเริ่มกล่าวขานถึงเฟซบุ๊กในแง่ลบกันมากขึ้น ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เฟซบุ๊กอาจกลายเป็นพื้นที่ที่เราสามารถช่วยชีวิตคนเลยก็เป็นได้
สำนักข่าวเอพีเปิดเผยว่า นอกจาก เฟซบุ๊กจะเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ผู้คนใช้พูดคุยสื่อสารกับเพื่อนๆ หรือหาเพื่อนใหม่แล้ว เฟซบุ๊กยังกลายเป็นช่องทางสำคัญในการค้นหา “อวัยวะ” อีกด้วย
เดมอน บราวน์ ชาวเมืองซีแอตเติล วัย 38 ปีได้เปิดแฟนเพจที่มีชื่อว่า “ไตของเดมอน” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของบราวน์ ที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการเจ็บป่วยโรคไตวายมาเป็นระยะเวลาหลายปี และบราวน์อาจมีชีวิตอยู่อีกไม่นาน หากไม่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไต เพื่อให้เพื่อนๆ และคนใกล้ชิดรับรู้เรื่องราวของเขา
ทว่า เรื่องราวของบราวน์ถูกส่งต่อผ่านทางเว็บไซต์เฟซบุ๊ก และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทั้งข้อความให้กำลังใจ ข้อคิดการใช้ชีวิต และข้อมูลด้านการฟื้นฟูสุขภาพต่างๆ มากมาย
และในที่สุด ก็มีผู้ใจบุญเสนอ “ไต” ให้กับ บราวน์
แจคเกอรีน ไรอัล ชาวสหรัฐวัย 45 ปี คือนางฟ้าผู้ใจบุญคนนั้น ซึ่งตัดสินใจมอบไตอีกข้างของเธอทันทีที่ได้เห็นโพสต์ของบราวน์
“การให้ไตในครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อ บราวน์ แต่เพื่อลูกๆ ทั้งสามคนของบราวน์ เพราะพวกเขาสมควรที่จะมีพ่ออยู่ข้างๆ” ไรอัล กล่าว
ไรอัล กล่าวอีกว่า เฟซบุ๊กได้เปิดโลกให้รู้ว่า การบริจาคไตสามารถมาจากผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้วอย่างที่คนทั่วไปทราบเท่านั้น
ทั้งนี้ เครือข่ายการจัดสรรอวัยวะปลูกถ่ายของสหรัฐเปิดเผยว่า ในขณะนี้มีผู้ป่วยที่ลงชื่อรออวัยวะในสหรัฐมากถึง 9 หมื่นคน โดยที่มีผู้ป่วยที่กำลังรออวัยวะเสียชีวิตสูงถึง 13 คนในทุกๆ วัน
อย่างไรก็แล้วแต่ เฟซบุ๊กก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งผู้ใช้ควรเป็นผู้ตัดสินใจเลือกที่จะเล่น
เพราะหากเล่นแบบไม่รู้ลิมิตแล้ว เราอาจกลายเป็นคนที่ “เฮฮาในโลกออนไลน์แต่เดียวดายในโลกความเป็นจริง” โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้







