
SPCG จากอุตสาหกรรมเหล็ก สู่ธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน
Best Value–Best DesignHighest Output” ทุกอย่างเริ่มต้นจากการมีแนวคิดเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุด
Best Value–Best DesignHighest Output” ทุกอย่างเริ่มต้นจากการมีแนวคิดเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุด
นับแต่การออกแบบอย่างละเอียดลออในทุกขั้นตอน ส่งผลให้เวลานี้ บริษัท เอสพีซีจี กลายเป็นบริษัทที่สร้างมูลค่าสูงสุดอันเป็นผลจากการออกแบบที่ดี และเวลานี้ได้ขยายจากธุรกิจหลังคาเหล็กเข้าสู่วงการพลังงานหมุนเวียนพัฒนาโซลาร์ฟาร์ม เพื่อขายให้กับการไฟฟ้าด้วยแล้วนั้นทำให้เอสพีซีจีกลายเป็นบริษัทที่กล้าลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มตัว
เอสพีซีจี เป็นผู้ผลิต จำหน่ายและให้บริการติดตั้งหลังคาเหล็กรีดลอน (Metal Sheet Rooftop) ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Rollform’’ ซึ่งแผ่นหลังคาเหล็กเคลือบขึ้นลอนแบบต่างๆ ที่ใช้ในโรงงาน และธุรกิจเกี่ยวกับหลังคาเหล็กมากมาย แต่แล้ววันหนึ่งเกิดความสนใจในธุรกิจด้านพลังงานขึ้นมาอย่างจริงจัง โดยพุ่งเป้าไปที่พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งที่ในแง่ของการทำธุรกิจพวกเขามีทางเลือกมากมายที่ได้สามารถคืนทุนและสร้างกำไรได้ในเวลาอันรวดเร็ว
วันดี กุญชรยาคง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสพีซีจี เล่าที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่าต้องการสร้างโรงงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีอนาคตที่สดใสกว่าแม้ว่าเวลานี้สัดส่วนการใช้พลังงานของประเทศจะมีส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ก็ตามที แต่หากมองในแง่การลงทุนแล้ว แผงโซลาร์เซลล์ 1 แผง มีอายุใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี มีค่าบำรุงรักษาต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าอื่นๆ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่ามูลค่าการลงทุนจะสูงเป็นหมื่นล้านบาทก็ตาม
เอสพีซีจีจึงได้เริ่มการโครงการโซลาร์ฟาร์มในรูปแบบเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทย และยังถือว่าเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ทั้งในด้านการออกแบบและเทคโนโลยี จากแผนพัฒนาโซลาร์ฟาร์มทั้ง 34 โครงการ มีจำนวนการผลิตรวมกว่า 200 เมกะวัตต์ และยังมีศูนย์การเรียนรู้โซลาร์ฟาร์ม เพื่อเป็นสถานที่ให้หน่วยงาน โรงเรียน องค์กรต่างๆ ที่สนใจพลังงานแสงอาทิตย์เข้ารับความรู้ในสถานที่จริงๆ อีกด้วย
“ในประเทศไทยยังไม่มีใครทำธุรกิจในลักษณะเพื่อการพาณิชย์มาก่อน อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เข้าร่วมส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน จึงทำให้บริษัทมุ่งมั่นที่จะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ มีศักยภาพสูง และมีความมั่นคง” วันดี เผยวิสัยทัศน์สิ่งแวดล้อมของเอสพีซีจีให้ฟัง
อย่างไรก็ตาม โซลาร์ฟาร์มเป็นธุรกิจที่ลงทุนสูงในระยะเริ่มต้น หลังจากนั้นเป็นช่วงระยะเวลาของการเก็บเกี่ยวดอกผลที่เกิดขึ้น ดังนั้นเทคโนโลยีที่เลือกใช้ต้องเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความยั่งยืนของระบบนวัตกรรมเกิดจากการใช้ปัญญาสรรค์สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ
เราต้องมองให้ทะลุในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ต้องสามารถที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ในรูปแบบที่เรามีความเชื่อมั่น แม้ในปัจจุบันการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ยังมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงแต่ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญในธุรกิจพลังงานทดแทนที่เราควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทยและสิ่งแวดล้อม







