posttoday
อยุธยาถึงจะเก่าแต่มีชีวิตชีวา

อยุธยาถึงจะเก่าแต่มีชีวิตชีวา

26 กุมภาพันธ์ 2553

เรื่อง / ภาพ สุธน สุขพิศิษฐ์

 

ผมเป็นโรคประหลาดรักษาไม่หาย ที่พอวันเสาร์แล้วร้อนรุ่มอยากไปต่างจังหวัด เสาร์ที่ผ่านมาเลยเวลาไปถึงตอนบ่ายๆ แล้วยังคิดไม่ออกว่าจะไปไหน อยุธยาน่าจะดีที่สุด เพราะลงทางด่วนที่บางปะอิน เข้าเส้นบางปะอิน–บางปะหัน เดี๋ยวเดียวก็ถึงอยุธยาแล้ว เลยตัดสินใจไปอยุธยา แต่จะมีเรื่องใหญ่คือจะกินอยู่ที่ไหน ลำพังเรื่องกินคงไม่ยาก ไปวนๆ หรือถามไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้เรื่องเอง แต่ที่อยู่นั้นถึงรู้ว่ามีโรงแรมใหญ่ๆ ริมแม่น้ำหลายแห่งและคงจะว่าง แต่เรื่องอะไรที่ไปเมืองโบราณสถาน มีชุมชนริมแม่น้ำ แล้วไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม มันต้องอยู่ให้เข้ากับบรรยากาศ แต่พอตัดการอยู่โรงแรมออกไปก็มึนตึ้บว่าจะอยู่ที่ไหน โดยที่ไม่รู้อะไรเลย

ดูในเว็บไซต์ที่พักที่อยุธยามีไม่กี่แห่ง ไปเจอแห่งหนึ่งเป็นรีสอร์ตอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่นอกตัวเมือง ดูสวยทั้งวิวแม่น้ำและหน้าตาที่พัก แถมมีร้านอาหารริมน้ำด้วย โทรศัพท์ไปถามทันทีก็ได้เรื่องว่ามีบังกะโลว่าง แถมลดราคาจากเกือบ 2,000 เหลือไม่ถึงพัน เอาเลยสบายแล้วหมดปัญหาเรื่องที่อยู่ รีสอร์ตที่ว่านี้อยู่ข้างอนุสาวรีย์พระศรีสุริโยทัย แต่ชักเริ่มเอะใจแล้วว่าป้ายชี้ทางเข้าทำไมรุ่งริ่ง พอเมื่อเจอแล้วมันคนละเรื่องกับที่ดูในเว็บไซต์ บังกะโลทั้งหมดนั้นอยู่ใต้ต้นไทร มีใบไม้เกลื่อนไปหมด ในห้องเตียงยังไม่ปูผ้า เพดานมีหยากไย่ ห้องน้ำฝุ่นหนาเตอะ อ่างล้างหน้ามีคราบสนิมน้ำ ป้าที่มาเปิดห้องให้ดูนั้นประมาณอายุสัก 70 กว่า บอกว่าถ้าจะพักเดี๋ยวป้าจะมาทำความสะอาดให้ แล้วคืนนั้นมีคนเช็กอินแล้ว 1 หลัง ถ้ามีผมด้วยก็จะเป็น 2 คนเท่านั้นทั้งรีสอร์ต ไปดีกว่า ไม่อยากเป็นคืนวังเวงหรรษาหรือคืนขนหัวสะท้าน

เลยเข้าเมือง ตอนนั้นก็บ่ายแก่มากแล้ว มาแถวสถานีรถไฟ เพราะเคยรู้ว่ามีเกสต์เฮาส์สำหรับฝรั่งแบ็กแพ็กอยู่แถวนั้น จอดรถแล้วเดินไปที่ท่าน้ำ ที่ปลายท่าน้ำมีศาลเจ้าปึงเถ้ากง และเป็นท่าเรือที่ข้ามไปยังฝั่งเกาะเมืองตรงใกล้ๆ ตลาดเจ้าพรหม ผมเคยมีอดีตที่ถูกด่าฟรีก็ที่นี่แหละ คือเมื่อหลายสิบปีก่อนผมไปอยุธยาโดยนั่งรถไฟไปคนเดียว จำได้ว่ามีสาวญี่ปุ่นอีกคนหนึ่งเท่านั้นที่จะข้ามเรือ มีคนขับรถตุ๊กตุ๊กเดินตามเซ้าซี้ถามว่า แวยูโก แล้วพยายามเอาแผนที่อยุธยาโชว์ ผมไม่อยากพูดด้วย พยายามรีบเดินไปเร็วๆ แต่พอไปถึงศาลเจ้า ความที่มีรูปเขียนเป็นรูปพระถังซำจั๋งกับเห้งเจียและตือโป๊ยก่ายสวยดี ก็เลยเอากล้องขึ้นมาถ่าย คนขับรถตุ๊กตุ๊กที่เดินตามนั้นบอกกับลูกสมุนที่เดินตามมาด้วยว่า เฮ้ย มึงไปเอารูปโปสต์การ์ดมาให้ไอ้หน้าลิงมันดู มันชอบถ่ายรูป

ผมเลยรีบลงเรือข้ามฟากไป ไม่อยากต่อล้อต่อคำด้วย แล้วยังนึกว่าหน้าเราตรงจมูกหรือปากที่เหมือนลิงตามที่เขาว่า

ครั้งนี้ไปเจอเกสต์เฮาส์ชื่อบ้านอากง เป็นบ้านเก่าริมน้ำ น่าอยู่เหมือนกัน มีระเบียงริมน้ำ มีที่นั่งเล่นและที่กินอาหารเช้า ผมรู้ว่ากลางคืนวิวแม่น้ำต้องสวยแน่ เพราะฝั่งตรงข้ามเป็นชุมชนริมน้ำนั้นพอมืดแล้วจะมีแสงสะท้อนของไฟฟ้าในน้ำระยิบระยับ อันนี้เป็นประสบการณ์การเลือกวิวริมน้ำอย่างหนึ่ง ถ้าฝั่งตรงข้ามมีแต่ธรรมชาติ มีแต่ต้นไม้แล้ว กลางวันจะดูดี แต่กลางคืนไม่ได้เรื่อง

สำหรับเกสต์เฮาส์อากงดูน่าอยู่ก็จริง แต่ผมคงอยู่ไม่ไหวเพราะพื้นมีขั้นต่างระดับมาก ขาผมไม่ดี ไม่อยากหกล้มแขนขาหัก และอีกอย่างหนึ่งไม่มีที่จอดรถ

ตัดสินใจว่าหาอะไรกินแล้วกลับกรุงเทพฯ โทรศัพท์ถามคุณอนุสสรณ์ ทวีสิน อดีตบก.อาวุโสที่บางกอกโพสต์ นักกินเที่ยวระดับแชมป์เหรียญทอง บอกว่ามีครัวแตนอยู่ตรงปางช้างข้างวัดมเหยงค์ พอไปถึงร้านปิดเงียบ นี่ก็ฟาวล์อีกแล้ว ไม่ได้อยู่แล้วยังต้องกลับมากินที่กรุงเทพฯ ด้วย แต่เผอิญเมื่อตอนเลี้ยวผ่านเจดีย์นักเลงโตที่อยู่กลางขวางถนนที่จะเลี้ยวเข้าทางมาร้านแตนทางวัดมเหยงค์นั้น เมื่อข้ามสะพานมานิดเดียวมีซอย ปากซอยมีป้ายเขียนว่า Baan Thai House Ayutthaya น่าสนใจดี บ้านไทยเฮาส์นี้อยู่ภายในหมู่บ้าน เนื้อที่ใหญ่มาก มีที่จอดรถแล้วต้องเดินเข้าไป เห็นการจัด Layout บริเวณสวย เรือนพักนั้นเป็นหลังๆ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนปลูกระดับพื้น มีปั้นลมกับจั่วเป็นทรงไทย Function และเฟอร์นิเจอร์ภายในนั้นสะดวกและเท่ดี แถมเหลืออยู่หลังเดียว นับว่าโชคดีก็เอาที่นี่แหละ คุณสุภาพสตรีเจ้าของยังแนะนำร้านอาหารมื้อเย็นให้ด้วย ต้องออกมาตรงวงเวียนเจดีย์นักเลงโตแล้วไปทางวัดใหญ่ชัยมงคล ผ่านวัดพนัญเชิง ผ่านหมู่บ้านญี่ปุ่น แล้วจึงจะถึงร้านที่แนะนำชื่อร้านชายน้ำ ซึ่งแถวนั้นจะมีร้านอาหารเยอะมาก เพราะทำเลอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านทั้งหลายนั้นมีชื่อเช่น ริมน้ำ ระเบียงน้ำ วิวน้ำ มีชายน้ำที่มีเลข เช่น ชายน้ำ 2 ชายน้ำ 9 อะไรทำนองนั้น ผมว่าร้านพวกนี้หน้าน้ำหลากคงใช้ชื่อเดียวกันหมดว่า “จมน้ำ” สำหรับร้านที่ผมมาตามคำแนะนำนั้นชื่อชายน้ำเฉยๆ ไม่มีเลขกำกับ วิวริมแม่น้ำสวยมากครับ ตอนที่ผมไปถึงนั้นดวงอาทิตย์เลิกแสดงไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่แสงแดงๆ จับท้องฟ้า อาหารใช้ได้ ที่สั่งก็มีต้มยำปลาเค้า ห่อหมก และไก่รวนกะทิใส่ปลาร้า นี่เพิ่งกินครั้งแรก

กินเสร็จมาวนๆ แถวกลางอุทยานประวัติศาสตร์หน่อย ดูไฟส่องโบราณสถานแล้วกลับไปนอน ตื่นแต่เช้าไปนั่งกินอาหารเช้าที่โถงล่างของเรือนไทย นั่งสบายมาก เพื่อนร่วมกินอาหารเช้ามีแต่ฝรั่ง ซึ่งเกือบ 100% เป็นฝรั่งชาวยุโรป ฝรั่งทั้งหลายนี้จองมาทางอินเทอร์เน็ต แสดงว่าที่นี่เป็นที่รู้จักพอสมควร ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดมา 6 เดือนเท่านั้น

ที่นี่น่าอยู่มาก ถึงจะไม่มีวิวแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็มีกลุ่มเรือนไทยร่วมสมัยกับเรือนไทยโบราณอยู่ริมสระน้ำ ก็ได้บรรยากาศไทยๆ แบบอยุธยาเหมือนกัน แถมร่มรื่นเย็นสบาย

ก่อนกลับก็มากินที่ร้านครัวแตน อร่อยสมกับที่มือโปรแนะนำ ผมสั่งแสร้งว่า หรือยำกุ้งสดแบบโบราณ ฉู่ฉี่ปลาเค้า สายบัวผัดกุ้งที่เขาใส่ปลาหมึกแห้งด้วย ผมชอบร้านครัวแตนอีกอย่างตรงที่มีทางลาดสำหรับคนนั่งรถเข็นหรือคนขึ้นบันไดลำบากอย่างผม

ผมกลับกรุงเทพฯ เส้นทางที่กินอาหารแถวร้านชายน้ำเมื่อคืนก่อน ซึ่งเส้นที่ว่านี้จะมาถึงบางปะอินได้ แล้วก็ขึ้นทางด่วนกลับกรุงเทพฯ ได้สะดวก ตรงแถบหมู่บ้านญี่ปุ่นมีร้านขายของเก่าเครื่องไม้เยอะโดยเฉพาะเรือไม้ ผมเสียดายชาวอยุธยาหรือชาวน้ำแถบนี้ที่ขายเรือไม้หมด พวกร้านขายของเก่านี่จะเอารถปิกอัพออกไปกว้านซื้อเรือจากชาวบ้าน หรือไม่ก็มีพ่อค้าคนกลางไปซื้อแล้วเอามาขายให้ร้านอีกที เรือไม้มีทุกประเภท เช่น เรือม้า เรือหมู เรือมาด เรือสำปั้น เรือบด เรืออีแปะ เรือเข็ม

ไม่รู้ว่าทำไมถึงขายของจำเป็นอย่างนี้หมด ปทุมธานี อยุธยา อ่างทอง ยังจำเป็นต้องใช้เรือแน่ๆ ครับ เพราะพื้นที่แถบนี้ผมจะเรียกว่าเป็นพื้นที่รับเคราะห์ เพราะถ้าเมื่อไหร่มีน้ำเหนือไหลหลากลงจะท่วมกรุงเทพฯ ต้องมีการใช้เนื้อที่แถบอยุธยา อ่างทอง ปทุมธานี รับน้ำท่วมหรือรับเคราะห์แทน โดยให้น้ำกระจายไปทั่วท้องทุ่ง ลำคลอง ชาวบ้านต้องใช้เรือแน่ๆ แต่เมื่อขายเรือไม้ไปแล้วก็ต้องไปซื้อเรือไฟเบอร์มาแทน ไม่คุ้มเพราะอาจจะแพงกว่า แถมโคลงเคลงสู้เรือไม้ไม่ได้

ผมแถมนิดหนึ่งว่าคุณค่าของเรือในอดีตนั้นเป็นตัวบอกวัฒนธรรมการเดินทางโดยใช้เรืออย่างหนึ่ง ที่มีเรือหลายประเภทเพราะลักษณะการใช้งานไม่เหมือนกัน และแต่ละบ้านมักจะมีเรือหลายลำ เหมือนสมัยนี้ที่มีรถหลายคัน เรือทุกลำนั้นใช้แรงงานคนเป็นเครื่องจักร หรือใช้พายนั่นเอง เรือที่ขนข้าวเปลือกไปโรงสีก็ใช้เรือใหญ่หน่อยมีหลักแจว และแจวกันทั้งหน้าและหลัง เช่น เรือหมู เรือม้า แต่ถ้าไปธุระปะปัง ไปเยี่ยมญาติ ไปวัด ก็ใช้เรือมาดหรืออีแปะแล้วแต่จำนวนคนนั่ง ถ้าไปคนเดียวก็จะเป็นเรือเข็มหรือขนาดเล็กสุดทำนองรถสปอร์ตนั่นเอง

เรือพวกนี้ถูกนำไปกองที่ร้านของเก่าแบบไม่เห็นคุณค่า คนซื้อเอาไปประดับสวนปลูกต้นไม้ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเอาไปใส่ในร้าน อีกหน่อยจะหาตัวอย่างแยกประเภทของเรือคงยากเข้า น่าเสียดายครับ นี่ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เป็นการเที่ยวอยุธยาแบบลุ้นที่อยู่ที่กิน แต่ก็มีชีวิตชีวาครับ

โทรศัพท์ Baan Thai House Ayutthaya : www.baanthaihouse.com Email : [email protected] โทรศัพท์ 035245555, 0804374555

ร้านครัวแตน ขายเฉพาะกลางวัน เลิกบ่าย 3 โมง โทรศัพท์ 035881677, 0819428057

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี