
พลังธรรมชาติ ที่ใครๆ ก็มีได้
ช่วงเวลาปีใหม่ เป็นเวลาที่คนเราใช้ไปต่างๆ นานา วิธีการใช้ “ปีใหม่ในฝัน”
โดย...หนูดี-วนิษา เรซ
ช่วงเวลาปีใหม่ เป็นเวลาที่คนเราใช้ไปต่างๆ นานา วิธีการใช้ “ปีใหม่ในฝัน” ของคนแต่ละคนแทบไม่เหมือนกันเลยนะคะ บางคนชอบไปปาร์ตี้ บางคนชอบอยู่กับครอบครัว บางคนชอบใช้เวลาสงบๆ อยู่กับตัวเอง หรือไปปฏิบัติธรรมอย่างมีความสุข ในที่ที่ห่างไกลชุมชนใหญ่ ส่วนบางคนก็อยู่บ้านเงียบๆ คนเดียว ใครจะใช้วิธีไหนก็ได้ ตามแต่จริต หนูดีก็หวังว่าวิธีที่ทุกคนได้เลือกไปแล้ว จะนำพาพลังงานดีๆ เข้ามาในร่างกายและจิตใจของเรา ให้เราพร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไปในปี พ.ศ. 2555 นี้ต่อไปอย่างมีความสุขและเป็นสิริมงคล
ส่วนวันปีใหม่ของหนูดี แน่นอนว่าเป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำทุกปี นั่นก็คือ การหยุดพักทุกอย่าง แล้วให้รางวัลตัวเองด้วยการไปปฏิบัติธรรมในแนวเต๋า ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของศาสนาพุทธ หลายๆ ท่านที่เป็นแฟนคอลัมน์ของหนูดีได้เคยไปที่นี่มาแล้วตามคำชวนในคอลัมน์นี้
การปฏิบัติในแนวเต๋า ต่างกับพุทธ ใครที่ไปครั้งแรก ต้องปรับตัวปรับใจนิดหน่อย แต่ไม่มากเกินไป เพราะเต๋าและพุทธมีความเป็นวิทยาศาสตร์สูงมาก จึงทำให้คนที่เป็นนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ หรือคนรุ่นใหม่ เปิดใจรับได้ไม่ยากเลย โดยเฉพาะเต๋านั้น จะพูดเรื่องจักรวาล การเหวี่ยงตัว การหมุน การเวียนของพลังงาน การย้อนกลับของพลังงาน เยอะมาก จนตอนแรกหนูดีงงๆ ว่าจะพูดถึงสิ่งเหล่านี้ไปทำไม แต่พอศึกษาลงลึกไปเรื่อยๆ จึงเริ่มเห็นความสำคัญ เพราะเราเป็นมนุษย์เดินดิน วันๆ เราอยู่กับบ้าน กับรถ กับห้าง กับห้อง กับดินน้อยครั้งจะเงยหน้าขึ้นมองฟ้า มองดาว จึงทำให้ลืมเลือนไปว่า เราอาศัยอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล และทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ในจักรวาล รวมทั้งพลังงานต่างๆ ที่ถ่ายเทไปมาตลอดเวลานั้น ส่งผลกระทบถึงเราตลอด ความเจ็บไข้ได้ป่วยความมีสุขภาพดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับเราใช้ชีวิตอย่างน้อมเข้าใกล้วิถีจักรวาล หรือใช้ชีวิตแบบลืมไปว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลหรือไม่
ทุกครั้งที่มาที่ศูนย์เต๋าเต๋อ ที่บ่อพลอย กาญจนบุรี นั้น หนูดีเองมาฝึกฝนศึกษาวิธีการใช้พลังงานธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในร่างกาย เพื่อเชื่อมต่อกับพลังงานธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในจักรวาล อาจารย์ที่นี่สอนว่า พลังงานทั้งสองส่วนนี้ เขามีอยู่แล้ว ดำรงอยู่แล้ว แต่เพราะวิถีชีวิตประจำวันของเรา มันเป็น “จังหวะเมือง” ไม่ใช่จังหวะของจักรวาล จึงทำให้การเชื่อมต่อไม่เกิดขึ้น และนั่นเองคือที่มาของการเจ็บป่วยต่างๆ นานา ทั้งการเจ็บป่วยทางกาย เช่นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มะเร็ง ไมเกรน ฯลฯ และอาการเจ็บป่วยทางใจ เช่น อาการซึมเศร้า อาการนอนไม่หลับในยามกลางคืน ฯลฯ วิธีการเชื่อมต่อก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ส่วนใหญ่ก็เป็นการฝึกการรำมวยจีน การนั่งสมาธิ และการท่องถ้อยคำสื่อ เป็นภาษาจีน 10 คำสั้นๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นเหมือนกุญแจไขเข้าไปรับพลังงาน
หนูดีเองไม่ว่าไปที่ไหน ก็ถอดหมวกนักวิทยาศาสตร์ไม่ออก แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่ได้อยากทำตัวเป็นน้ำล้นแก้ว จนไม่ยอมเปิดรับว่า ปาฏิหาริย์มีจริง สิ่งที่เราพิสูจน์ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันไม่ได้นั้น ก็มีอยู่จริง เพราะจะว่าไปแล้วเมื่อก่อนเรายังคิดว่าโลกแบนอยู่เลยใช่ไหมคะ อย่างไรก็ตาม มาว่ากันถึงเรื่อง “พลังงานธรรมชาติ” กันนิดหนึ่งนะคะ เพราะถ้าใครมาที่นี่ ก็ไม่วายต้องสัมผัสกันได้แทบทุกคน พอสัมผัสได้ ก็จะนำมาพูดคุยว่า “อะไรกันน่ะ” แต่คนที่มาเก่าๆ ก็ไม่มีใครตกอกตกใจกันแล้ว
นั่นก็คือ เมื่อเราเริ่มรำมวยจีน หรือฝึกกายบริหารไปสัก 4-5 ท่า โดยเฉพาะ 3 ท่าสุดท้าย เราจะสามารถรู้สึกได้เลยถึงพลังงานยิบๆ ที่จะไต่อยู่ตามแขน ขา ฝ่ามือ คล้ายๆ อาการขนลุก แต่เมื่อเพ่งดู ขนก็ไม่ลุก หรือเมื่อมีการนั่งสมาธิ ฟังเพลงสมาธิ ก็จะเกิดอาการเดียวกัน คือ ยิบๆ ที่ฝ่ามือ แล้วลามเหมือนมีพลังงานไฟฟ้าไหลจากมือไปสู่ในลำแขน ไหลเข้าสู่ร่างกาย และท่ารำมวยท่าสุดท้าย ซึ่งเป็นท่าดึงพลังขึ้นจากพื้นดิน หงายมือขึ้นรับพลังจากฟ้า แล้วคว่ำมือกดลงบนศีรษะ หนูดีจะรู้สึกเหมือนมีพลังไฟฟ้ารุนแรงเป็นพิเศษกว่าทุกท่าทุกครั้ง โดยอธิบายไม่ได้ว่าทำไม อันนี้เมื่อถามอาจารย์ก็ได้คำตอบว่า เป็นพลังเต๋าธรรมชาติ ที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์ทุกคน แต่ในอดีตที่หนูดีสัมผัสไม่ได้เพราะไม่ได้มีการฝึกฝน ไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับธรรมชาติรอบตัว
เต๋าเชื่อว่าจักรวาลมีขนาดใหญ่ และจะคอยป้อนพลังงานให้จักรวาลขนาดเล็กคือร่างกายมนุษย์ หรือ “จุลจักรวาล” นั่นเอง หนูดีพยายามหาคำอธิบายที่เป็นวิทยาศาสตร์กว่านั้นให้ตัวเอง ก็พอได้คำตอบว่า อาจเป็นเพราะท่าทางเคลื่อนไหว ทำให้เส้นเลือดของเรามีการบีบรัด และคลาย ในจังหวะต่างๆ ส่งผลให้เรารู้สึกคล้ายถูกไฟดูด หรือมีไฟฟ้าไหลผ่านตัว ก็น่าจะเป็นอีกสมมติฐานหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากเพื่อนหนูดีบางคนที่มาเพราะคำชวนของหนูดี ถือว่าลองมาหาประสบการณ์ชีวิต แม้ปกติไม่ใช่คนเชื่อถือในสิ่งที่เป็นศาสนาอะไรมากนัก แต่ก็ถือว่าเหมือนมาพักร้อนก็แล้วกัน ปรากฏว่าเพื่อน “รับพลังงานบำบัด” นี้ได้ โดยเฉพาะไปรับได้ในจุดที่อาจารย์บอกว่า ใต้ดินมีอัญมณีสีม่วงมากมาย ซึ่งทำให้เกิดพลังสนามแม่เหล็กที่ดี พลังงานสูง เมื่อเพื่อนไปยืน ก็เกิดอาการซ่านไปทั่วตัว ยิบๆ คล้ายมดเดินผ่าน ปรากฏว่าเพื่อนทำในสิ่งที่ทำให้หนูดีหัวเราะไม่หยุดเลยค่ะ คือเขาเดินไปมุดๆ ตามพุ่มไม้เพื่อหา “สายไฟเปลือย” เพราะเขามั่นใจว่าอาจารย์ของหนูดีต้องแอบเอาสายไฟมาวางไว้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นพลังงานเหล่านี้จะมาจากไหน
การมาฝึกฝนร่างกายและจิตใจในแนวปรัชญาเต๋าในช่วงปีใหม่ และหลายๆ ครั้งในช่วงปี ทำให้หนูดีได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ในร่างกายของเราเอง ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน ไม่ว่าจะไปเรียนที่ไหนในโลก ทั้งๆ ที่ก็อยู่กับร่างกายนี้มาทั้งชีวิต ช่วงสามวันในปีใหม่ที่ผ่านมา จึงเป็นสามวันที่หนูดีได้เติมพลังชีวิตให้ตัวเองอย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ สัปดาห์หน้าจะมาเล่าเรื่องการฝังดินที่นี่ให้ฟัง ส่วนใครที่พลาดไปในช่วงปีใหม่ ไม่เป็นไร เขายังมีคอร์สดีๆ ในเดือน ม.ค. อีกเช่นกัน โทร.ถามได้ค่ะที่ 02-204-1531-4 ค่ะ







