posttoday
บอลไทย...ต้องฟื้นฟูทั้งกายและใจ

บอลไทย...ต้องฟื้นฟูทั้งกายและใจ

04 มกราคม 2555

ปี2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยกับฟุตบอลไทยอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน คือ ต่างประสบภัยพิบัติรุนแรง

ปี2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยกับฟุตบอลไทยอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน คือ ต่างประสบภัยพิบัติรุนแรง

ในขณะที่ประเทศไทยโดนมหาอุทกภัยถาโถมเข้าใส่ ทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี สร้างผลงานได้ห่วย... เหนือคำบรรยาย

ตกรอบแรกซีเกมส์ครั้งที่ 2 ติดต่อกัน

ทว่า ฟุตบอลไทยพอจะมีเรื่องที่ให้ชื่นใจอยู่บ้าง นั่นคือผลงานของทีมชาติไทยชุดใหญ่มีสิทธิผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก รอบ 10 ทีมสุดท้าย โซนเอเชีย หาก “ช้างศึก” บุกชนะโอมานถึงถิ่น วันที่ 29 ก.พ.นี้ และลุ้นให้ ซาอุดีอาระเบีย แพ้ ออสเตรเลีย

เครดิตทั้งหลายทั้งมวลต้องยกให้ “วินนี” วินฟรีด เชเฟอร์ กุนซือชาวเยอรมัน ซึ่งเป็นคนเปลี่ยนทีมชาติไทยให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฝึกซ้อม การคัดเลือกตัวผู้เล่น

และแท็กติกการเล่นของทีม ซึ่งจากการเปลี่ยนแปลงการบริหารตัวทีมชาติ ทำให้กระแสฟุตบอลไทยกลับมาอีกครั้ง

บอลไทย...ต้องฟื้นฟูทั้งกายและใจ

ปี 2555 รัฐบาลมีแผนฟื้นฟูประเทศ ส่วนสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่มี “บังยี” วรวีร์ มะกูดี นั่นแท่นบริหาร ก็มีแผนปฏิรูปและปรับโครงสร้างฟุตบอลไทยทั้งระบบ

หลังจากที่ทีมไทยกลับมาจากซีเกมส์ด้วยความบอบช้ำ สมาคมฟุตบอลฯ ก็เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารทีมฟุตบอลทีมชาติไทย

ความล้มเหลวของทีมชาติไทยในซีเกมส์ ทำให้สมาคมฟุตบอลฯ ได้ข้อสรุปว่า

ต้องมีการอบรมโค้ช มีโค้ชทีมชาติทุกชุดแบบทำงานเต็มเวลา มีการพัฒนาผู้ตัดสิน มีการหาข้อมูลที่ดี และนักฟุตบอลต้องมีระเบียบวินัย

ถ้าทำได้จริงตามที่พูด ฟุตบอลไทยคงจะก้าวไกล แต่สิ่งที่กังวล คือ มีแผนดี แต่จะมีการดำเนินการอย่างจริงจังหรือไม่???

ลองมาดูทรรศนะของบรรดานักเตะไทย รวมถึงโค้ชคนไทย อยากให้ฟุตบอลไทยเป็นอย่างไรบ้างใน พ.ศ.นี้

“โค้ชแต๊ก” อรรถพล บุษปาคม กุนซือบุรีรัมย์ พีอีเอ แชมป์ฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลล่าสุด ซึ่งเคยทำหน้าที่สตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทยมาแล้ว ยอมรับว่าฟุตบอลไทยสมัยนี้พัฒนาไปมากหากเทียบกับแต่ก่อน

“บอกตามตรงฟุตบอลสมัยนี้พัฒนาไปมาก แตกต่างกว่าสมัยก่อน โดยเฉพาะลีกไทยแข็งแกร่งขึ้น นั่นหมายถึงนิมิตหมายที่ดีสำหรับทีมชาติ ก็มีตัวเลือกมากขึ้น ทำให้ได้นักเตะดีๆไปต่อยอด แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการฟุตบอลต้องใส่ใจรายละเอียด และทำงานให้จริงจังมากกว่านี้ เชื่อว่าบอลไทยจะมีทิศทางที่ดีขึ้น”

“โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ กำลังจะเป็นอดีตมือขวาของ “วินนี” ปัจจุบันเป็นกุนซือทีม “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส

“ยอมรับว่าสมาคมฟุตบอลเป็นหัวเรือใหญ่ที่จะกำหนดทิศทางของฟุตบอลไทย เพราะฉะนั้นต้องมีการวางแผนจัดการที่ดี และพัฒนาให้เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด พร้อมทั้งโค้ชทีมชาติต้องทำงานแบบเต็มเวลา และต้องพัฒนากันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่กระแส ส่วนตัวนักเตะเองสำคัญมาก ต้องคิดว่าเล่นเพื่อชาติ และมีจิตใจฮึกเหิม”

“ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักเตะดรีมทีม ปัจจุบันเป็นกุนซือทีมบีบีซียู รู้ถึงปัญหาและเข้าใจนักเตะไทยเป็นอย่างดี

“ภาพรวมที่ผ่านมาบอลไทยพัฒนาไปในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงขีดสุด หากเราตั้งเป้าหมายไว้สูง ข้อมูลต้องชัดเจน และที่สำคัญอยากให้นักฟุตบอลไทยมีระเบียบวินัยที่มากขึ้นด้วย สิ่งนี้จำเป็นต้องปลูกฝังให้นักเตะรุ่นใหม่ เชื่อว่าเป้าหมายของเราคงอยู่ไม่ไกลเกินจริง”

“โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เฮดโค้ชทีมชลบุรี เอฟซี และอดีตนักเตะทีมชาติไทย

“ต้องการให้วงการฟุตบอลไทยพัฒนา โดยเริ่มจากรากฐานเยาวชน ทุกวันนี้ผู้เล่นระดับเยาวชนไทยมีทักษะและพัฒนาการที่ดีกว่าในอดีต แต่สังเกตได้ว่าผู้เล่นยุคหลังๆ จะมีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ”

นักเตะไทยหลายคนมีโอกาสไปเล่นกับสโมสรในต่างประเทศ แต่อยู่ได้ไม่นาน สุดท้ายต้องเก็บกระเป๋ากลับบ้าน เพราะจิตใจไม่แข็งแกร่งมั่นคง ดังนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะพัฒนาทั้งฝีเท้าและจิตใจควบคู่กันไป ทุกวันนี้เราใช้นักจิตวิทยากันหรือยัง ผมยังสงสัยอยู่ เรายังคงเป็นประเทศโลกที่สาม มีการพัฒนาแต่ทีมฟุตบอลอย่างเดียว ไม่ได้พัฒนาทั้งองค์กรและโครงสร้างอย่างจริงจัง มาตรฐานผู้ตัดสินหรือทีมฟุตบอลต่างต้องเรียนรู้และพัฒนาไปด้วยกัน” โค้ชเฮง กล่าว

“เจ้ามุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทยและเมืองทองฯ ยูไนเต็ด

“อยากให้ฟุตบอลไทยพัฒนาไปเรื่อยๆ สำหรับนักเตะอยากให้เคารพการตัดสินของกรรมการ เพราะจะส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ยั่งยืนของฟุตบอลไทยต่อไป”

เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดเห็น...!!!

เชื่อว่าหากนำความคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในวงการฟุตบอลบ้านเรา

ฟุตบอลไทยจะพัฒนาขึ้น เพราะได้รับการบำบัดทั้งระบบ!!!


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท