
174 ปีในโลกพลังงานของชไนเดอร์ อิเล็กทริก
เรื่อง โยธิน อยู่จงดี / ภาพ ชไนเดอร์
หากนับจำนวนบริษัทที่มีอายุยาวนานเกิน 150 ปี ในโลกกลมๆ ซึ่งไม่มีอะไรแน่นอนเหมือนผลฟุตบอล นั้นคงมีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกที่สามารถปรับตัวไปตามกระแสเทรนด์ของโลก ตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมหนัก ในปี ค.ศ. 1836 และผันตัวเข้าสู่โลกกระแสไฟฟ้าหรือในพลังงานที่ขับเคลื่อนโลกในช่วงปี ค.ศ. 1981 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลากว่า 174 ปี ชไนเดอร์ จึงกลายเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้ามากที่สุดบริษัทหนึ่งของโลก ถูกจัดอันดับบริษัทชั้นนำของโลกอยู่ที่ 330 จากนิตยสารฟอร์จูน มีสาขาทั่วโลก 100 กว่าประเทศ และพนักงาน 1 แสนกว่าคน
เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
แน่นอนว่าเมื่อโลกทั้งใบต้องการประหยัดพลังงานและแสวงเส้นทางพลังงานใหม่ๆ ชไนเดอร์ ก็มีคำตอบให้เช่นกัน มานิช พั้นท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยลาว บริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) บอกว่า ต้องการช่วยให้คนใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อมองเทรนด์การใช้พลังงาน เราจะเห็นได้ว่าโลกมีแนวโน้มการใช้พลังงานที่สูงขึ้นทุกปี และมีแนวโน้มว่าในปี 2050 เราจะใช้พลังงานเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 2 เท่า
แต่ก่อนเราคิดว่าเศรษฐกิจในยุคดิจิตอลการใช้อินเทอร์เน็ตจะมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน แต่ที่จริงแล้วเรากำลังสร้างภาวะโลกร้อนในส่วนของดาตาเบสมีความต้องการพลังงานจาก 4 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2008 จะเพิ่มเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2030
ทั้งที่ประชากรโลก 1,600 ล้านคน ยังไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้า และ 8 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนนี้ อยู่ในประเทศอินเดีย เราตั้งเป้าไว้ว่าเราจะต้องมีส่วนช่วยให้คน 1 ล้านครัวเรือน สามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าจากการประหยัดพลังงานของเรา
หากเราประหยัดพลังงานลงได้อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เทคโนโลยีของชไนเดอร์ที่ช่วยประหยัดไฟ เทียบเป็นตัวเลขการประหยัดพลังงานทั้งหมดต่อปีจะเท่ากับ 1,392 เทราวัตต์ มากกว่าการใช้พลังงานในฝรั่งเศสทั้งประเทศ 2 เท่า และพลังงานที่ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์นี้เองจะไปชดเชยความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นในอนาคตข้างหน้า และทำให้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงการใช้ไฟฟ้ามีโอกาสที่สูงขึ้น
1 ต่อ 3 ทักษะและเทคโนโลยี
เชื่อไหมว่าหากเราประหยัดพลังงานได้เพียง 1 วัตต์ นั้นสามารถลดสูญเสียพลังงานในภาคการผลิตได้ถึง 3 วัตต์ ถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในกระบวนการผลิตพลังงานตั้งแต่การนำน้ำมัน ถ่านหิน มาผลิตกระแสไฟฟ้า เราจะสูญเสียพลังงานในระหว่างการผลิตไป 1 ส่วน และเมื่อถึงโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่เสียพลังงานไปในส่วนอื่นๆ ระหว่างการผลิต เช่น ความร้อน
จากนั้นคือการใช้พลังงานไฟฟ้าในกลุ่มต่างๆ เช่น อาคาร โรงงานอุตสาหกรรม และครัวเรือน จึงเห็นได้ว่าหากเราประหยัดพลังงานเพียง 1 วัตต์ จะช่วยลดได้ถึง 3 วัตต์ในภาคการผลิต
มานิช บอกกับเราว่า ชไนเดอร์อยู่ตรงกลางระหว่างภาคผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ สิ่งที่ชไนเดอร์กำลังทำอยู่ทุกวันนี้คือการใช้ทักษะ ความรู้ เทคโนโลยี พัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น ปลั๊กไฟ สวิตช์ เซอร์กิตเบรกเกอร์ เครื่องสำรองไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ และโปรแกรมบริหารจัดการพลังงานทั้งหมดให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม การที่เราสามารถประหยัดพลังงานได้นั้น จะต้องมีเรื่องพฤติกรรมการใช้งาน และการเลือกใช้เทคโนโลยี บุคคลจะต้องมีการเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งนำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับความต้องการ
เราต้องพัฒนาทักษะในการใช้พลังงานอย่างถูกต้อง ต้องมีเรื่องของความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ ให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยประหยัดพลังงาน
ในส่วนการประหยัดพลังงานของสำนักงานชไนเดอร์เอง ในปี 2009 สามารถประหยัดไฟได้มากกว่าปีก่อนถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการนำข้อมูลการใช้ในส่วนต่างๆ มาบริหารจัดการใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพในต้นทุนต่ำ จนประสบความสำเร็จ แต่เราคงไม่หยุดเพียงแค่นี้
ลงทุนเพื่อคืนทุนให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
“
การลงทุนระบบไฟฟ้าเพื่อการประหยัดพลังงานนั้น ดูเป็นการลงทุนในระยะยาวที่คืนผลกำไรช้า แต่ที่จริงแล้วเราใช้เวลาคืนทุนเพียง 2 ปีเท่านั้น ที่เหลือจากนี้คือกำไรนอกจากนี้ เราอาจหาแนวทางประหยัดพลังงานใหม่ๆ ให้ประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น ด้วยวิธีการที่เหมาะสมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีกว่า
” มานิช เผยเคล็ดลับการประหยัดพลังงานในแบบของชไนเดอร์ ซึ่งนำข้อมูลในส่วนต่างๆ มาประมวลความต้องการเพื่อจัดการอย่างเหมาะสมชไนเดอร์ ยังร่วมมือกับมูลนิธิพระดาบส จัดโครงการอบรมการประกอบอาชีพเสริมความรู้ช่างไฟฟ้าให้สามารถวางระบบไฟฟ้าให้ประหยัดพลังงาน รวมทั้งระบบมอเตอร์ต่างๆ จากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญไฟฟ้าของชไนเดอร์ รวมทั้งเปิดเว็บไซต์ www.myenergyuniversity.com เพื่อเป็นแหล่งความรู้เรื่องระบบไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อต่อยอดความรู้ความคิด เหมือนที่ชไนเดอร์ประสบความสำเร็จในการช่วยโลกประหยัดพลังงานในผลิตภัณฑ์และออฟฟิศของเขาเอง จนสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 3 หมื่นตันต่อปี







