
หมอกคู่ตะวัน
การเดินทางโดยที่ไม่ทราบว่าต้องเจอกับอะไรเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และยิ่งต้องเดินทางบนเส้นทางที่ไม่ปกติด้วยแล้ว
โดย...กาญจน์ อายุ
การเดินทางโดยที่ไม่ทราบว่าต้องเจอกับอะไรเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น และยิ่งต้องเดินทางบนเส้นทางที่ไม่ปกติด้วยแล้ว ความตื่นกลัวก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะในเมืองกรุงไม่มีพื้นป่าให้ฝึกเดิน ทำให้การเดินป่าขึ้นดอยเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา ดอยที่คนเมืองกรุงจะไปพิชิตคือ “ม่อนทูเลและม่อนคลุย” ทั้งสองม่อน (หรือดอย) อยู่ใน จ.ตาก ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลท่าสองยาง ยกเว้นม่อนคลุยที่ด้านหนึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ ต.แม่วะหลวง
เส้นทางขึ้นม่อนทูเลเป็นทางที่นักท่องเที่ยวขึ้นกันเป็นปกติอยู่แล้ว มีลักษณะเป็นทางขึ้นเขาตลอดระยะทาง 6 กิโลเมตร มีช่วงทางราบให้พักขาบ้างสั้นๆ เป็นระยะๆ ใช้เวลาขึ้นประมาณ 67 ชั่วโมง นี่คือข้อมูลทั้งหมดที่คนเมืองกรุงทราบก่อนขึ้น จึงคิดยิ้มเยาะในใจ “ภูสอยดาวขึ้นมาแล้ว ม่อนทูเลเด็กๆ” ด้วยความมั่นใจในความอึดของตนเอง ทำให้ก้าวแรกที่ย่างออกจากหมู่บ้านแม่จวางหมู่บ้านตีนเขาสู่ม่อนทูเลเป็นก้าวที่หนักแน่นและยาวเป็นพิเศษ
ด่านแรกที่เจอคือ ทุ่งหญ้าให้วัวกินหญ้า การเดินง่ายดายไม่ต่างจากเมืองกรุงที่จากมา แต่ด่านที่สองและถัดไปจนถึงด่านสุดท้ายคือ “ทางขึ้นเขา” ตามที่ข้อมูลเขียนไว้ ซึ่งด่านที่เหลือนี่แลที่ทำให้ความหนักแน่นและความยาวของก้าวมันลดลงเรื่อยๆ คิดตามง่ายๆ ว่า คุณกำลังขึ้นบันไดของสะพานลอยประมาณ 6 กิโลเมตร โดยที่ไม่มีราวจับ และความสูงแต่ละขั้นไม่เท่ากัน มันคือภาพจำลองเบาะๆ ที่เทียบได้แค่เสี้ยวเดียวของภาพจริง
ความคิดที่ว่าม่อนทูเลเด็กๆ มันหายวับไปเมื่อ 100 เมตรแรกที่ขึ้นเขา และแทนด้วยความคิดใหม่ “นี่มันพ่อภูสอยดาวชัดๆ” เพราะภูสอยดาวยังมีบันไดเหล็กและขั้นบันไดดินให้ไต่ แต่ม่อนทูเลไม่มีบันได แถมทางเดินยังเป็นหินกรวดที่สามารถลื่นไถลได้ตลอดเวลา
6 กิโลเมตร 6 ชั่วโมง คนเมืองกรุงทำเวลาได้ดีตามที่ข้อมูลบอกไว้ แต่ข้อมูลไม่ได้บอกด้วยว่าคนเมืองกรุงต้องใช้พลังในการเดินมากกว่าเดิม 6 เท่า พักกลางทางมากกว่า 16 ครั้ง เกือบหน้าคว่ำหกคะเมน และที่สำคัญข้อมูลไม่ได้บอกเลยว่าปลายทางของม่อนทูเลคือ “สวรรค์”
คนเมืองกรุงจากกรุงมาเพื่อขึ้นสวรรค์ที่นี่ เจ้าความลำบาก 6 ชั่วโมงที่ผ่านมามันได้สอนคนเมืองกรุงได้อย่างดีว่า ความสำเร็จที่สวยงามต้องฝ่าฟันอุปสรรค และเราจะเห็นความงามของมันด้วยความประณีตมากขึ้น ถ้าคนเมืองกรุงเดินสบายๆ ตลอด 6 ชั่วโมง มันจะต่างอะไรกับการดูวิวบนดาดฟ้าตึก แต่ที่คนเมืองกรุงเห็นม่อนทูเลเป็นสวรรค์นั่นเพราะใจที่เหน็ดเหนื่อยมันมองเป็นแบบนั้น
ม่อนทูเล เป็นภูเขาที่สูงที่สุดใน ต.ท่าสองยาง สูงจากระดับน้ำทะเล 1,330 เมตร ด้านบนจะเป็นทุ่งหญ้าสีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง แซมกันไป ยามพระอาทิตย์ตกดิน แสงอาทิตย์จะส่องทุ่งหญ้าเป็นสีทองอร่าม เมื่อถึงเวลาเช้า จะเห็นทะเลหมอกหนาลอยตัวอยู่เบื้องล่าง และแสงยามเช้าจะทำให้ทุ่งหญ้าเป็นสีทองอีกครั้ง เป็นวัฏจักรความงามของธรรมชาติที่มนุษย์โชคดีมีโอกาสได้อยู่กับมัน
บนม่อนทูเลจะมีลำธารธรรมชาติไว้เป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ โดยจะมีน้ำไหลประมาณเดือน พ.ย.ก.พ. แต่เมื่อย่างเข้าสู่เดือน มี.ค. น้ำจะแล้ง นักท่องเที่ยวต้องเตรียมน้ำมาเอง จุดกางเต็นท์แนะนำจุดพื้นราบริมลำธาร ไม่ควรกางบริเวณทุ่งหญ้าม่อนทูเล เพราะด้านบนจะมีลมพัดแรงตลอดคืน เสี่ยงต่ออันตราย
อีกเรื่องที่ต้องช่วยกันคือ เรื่องขยะ ขยะจำพวกเศษอาหารให้ขุดหลุมฝังได้เลย แต่จำพวกพลาสติกและโฟมต้องเก็บไปทิ้งด้านล่างทุกชิ้น เพื่อรักษาระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติ และรักษาชีวิตสัตว์ป่าที่มีอยู่ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมนุษย์ทางอ้อม
จากสวรรค์ม่อนทูเล คนเมืองกรุงต้องเดินเท้าต่อไปยัง ม่อนคลุย เส้นทางนี้เป็นการบุกเบิกใหม่ ชนิดที่ต้องตัดกิ่งไม้ไปเดินไป และมีผู้เคยเดินเส้นทางนี้เพียง 2 คน จากคนในคณะทั้งหมดประมาณ 30 ชีวิต นั่นจึงเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ “คนหลงป่า” ลงเขาผิดทาง ทำให้พลัดหลงจากคณะ แต่โชคดีที่สามารถหาทางกลับสู่เส้นทางม่อนคลุยได้ อีกทั้งระยะทางจากม่อนทูเลมาม่อนคลุยไกลกว่าวันแรก ทำให้บางกลุ่มถึงที่หมายหลังพระอาทิตย์ตกจำเป็นต้องเดินป่าเวลากลางคืน ซึ่งลำบากกว่าเดิม (จากที่ลำบากอยู่แล้ว) ใช้เวลาเดินประมาณ 1012 ชั่วโมง เส้นทางมีทั้งเดินดิ่งลงเขาและขึ้นเขาชันสลับกัน แต่ระหว่างทางจะเพลินกว่าวันแรก เพราะมีวิวให้ชื่นชมตลอดทาง
อันที่จริงแล้วม่อนคลุยรถโฟว์วีลเข้าถึงถ้ามาจากเส้นทางหลวงหมายเลข 105 แม่สอดแม่สะเรียง เดินทางจากทางหลวงเข้าไปอีก 7.5 กิโลเมตร จะถึงลานกางเต็นท์ม่อนคลุย บริเวณนี้มีห้องน้ำและห้องอาบน้ำให้ใช้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนอยากนอนเต็นท์ชมธรรมชาติ แต่ไม่ลำบากเกินไป
ด้านบนม่อนคลุยในตอนเช้าจะเห็นทะเลหมอกหนาคล้ายกับที่ม่อนทูเล แต่ที่นี่จะเห็นได้กว้างกว่า มีทุ่งหญ้าสีทองเช่นกัน แต่ความงามก็ต่างกันไป ม่อนคลุยสามารถชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ทั้งสองเวลา ส่วนทะเลหมอกสามารถชมได้นานถึงเกือบเที่ยง
ช่วงเดือนน่าเที่ยวเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย.ม.ค. อากาศจะเย็นสบาย และได้ชมทะเลหมอก ถ้ามาหน้าฝน เส้นทางรถจะลำบาก แต่จะได้เห็นดอกไม้ป่าผลิดอก
ก่อนลาจากม่อนคลุย ได้จังหวะพบกับชาวเขาที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น พวกเขาแบกระสอบสีขาวที่บรรจุหัวบุกไว้ด้านในเพื่อนำมาแลกกับของใช้และอาหารจากคนเมืองที่จะขับรถขึ้นมาแลก ระหว่างที่พวกเขากำลังรอคนเมือง ทางคณะได้แบ่งปันน้ำแข็งให้ชาวเขา น้ำแข็งธรรมดาที่เรากินทิ้งกินขว้างนี่แหละคือสิ่งที่ชาวเขาเห็นว่ามันคืออาหารพิเศษ ถ้าใครได้เห็นพวกเขากินแล้วจะรู้สึกว่ามันคือน้ำแข็งที่อร่อยที่สุดในโลก แต่ในความเป็นจริงคือ พวกเขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้สัมผัสและกัดกินน้ำแข็ง เพราะบ้านพวกเขาไม่มีตู้เย็น
ทั้งม่อนทูเลและม่อนคลุยต้องสละความเหนื่อยไม่แพ้กัน แต่อย่างไรคนเมืองกรุงก็ได้รับชมความงามที่ไม่แพ้กัน ทะเลหมอกทั้งสองที่ล้อคลื่นสวยประทับใจคนดู พระอาทิตย์ดวงเดียวกันก็ส่องประกายจับใจไม่มีแพ้ ไม่มีชนะ คนเมืองกรุงกำลังคิดถึงประโยค “สิ่งใดที่ได้มาง่ายๆ เรามักไม่เห็นความสำคัญ” ถ้าเป็นจริงดังนี้แล้ว ทั้งสองม่อนช่างมีความสำคัญกับคนเมืองกรุง “ท่านพ่อทั้งสองของภูสอยดาว”
“และพวกท่านยังเป็นอาจารย์สอนความอดทน”
บนทางหลวงหมายเลข 105 ทางมาม่อนคลุย ระหว่างทางจะมี “ถ้ำทีซอแม” เป็นถ้ำที่มีลำห้วยทีซอแมไหลผ่าน ทางเข้าไม่มีป้ายบอก ต้องสอบถามจากชาวบ้านแถบนั้น ถ้าบอกพิกัดโดยประมาณจะอยู่ริมทางหลวงหมายเลข 105 กิโลเมตรที่ 152+500 เมตร ทางซ้ายมือก่อนถึง อ.แม่สะเรียง ภายในถ้ำจะพบกับหินย้อยเป็นที่ยังมีน้ำหยด และเมื่อเดินทะลุถ้ำออกไปจะเจอกับลำห้วยสระว่ายน้ำของชาวบ้านบริเวณนั้น
คนเมืองกรุงผู้พิชิตสองม่อนออกเดินทางไปชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ต่อไปยังอุทยานแห่งชาติแม่เมย สถานที่ที่รถยนต์ทุกชนิดเข้าถึง สะดวกสบายด้วยห้องพัก และร้านอาหารที่เพียงแค่รออาหารมาเสิร์ฟ ชีวิตคนเมืองกรุงค่อยๆ กลับมาเป็นปกติกับเมืองที่จากมา
ที่อุทยานแห่งชาติแม่เมยมีจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก และทะเลหมอกหลายจุดอย่าง ม่อนกิ่วลม จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นจุดสุดท้ายของประเทศไทย และจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามในอุทยานฯ ม่อนครูบาใส และม่อนพูนสุดา ที่อยู่ใกล้กันเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม และตอนเช้าสามารถชมทะเลหมอกได้เช่นกัน หรือม่อนปุยหมอกที่ต้องเดินทางจากอุทยานฯ ขึ้นเขาไปประมาณ 3.5 กิโลเมตร ข้างบนสามารถกางเต็นท์ค้างแรมได้ และระหว่างทางริมถนนลาดยางทางที่ขึ้นมายังม่อนต่างๆ สามารถจอดชมความงามของน้ำตกแม่ระเมิง น้ำตกสายเล็กที่ไหลตกเป็นชั้นๆ สร้างความชื้นเย็นให้ผืนป่าข้างทาง และสร้างทัศนียภาพให้ไม่ลืมว่าถนนที่ขับรถอยู่คืออุทยานแห่งชาติ
อุทยานแห่งชาติแม่เมย ตั้งอยู่ในเขตเทือกเขาถนนธงชัย เป็นแหล่งต้นน้ำสาขาของแม่น้ำเมย แม่น้ำที่ไหลขึ้นทิศเหนือไปบรรจบกับแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำเมยเป็นเส้นแบ่งเขตแดนประเทศไทยและพม่า ทำให้เมื่อได้ล่องเรือแม่น้ำเมย จะเห็นวิถีชีวิตชาวพม่าและไทย และความสวยงามของน้ำตกน่อตะ ที่อยู่ริมแม่น้ำเมย น้ำตกนี้อยู่ฝั่งพม่า แต่คนไทยสามารถชมได้ไม่ผิดกฎหมาย น้ำตกจะแบ่งเป็นขั้นเล็กๆ ถี่ๆ ไหลลงสู่แม่น้ำเมย
คนเมืองกรุงเริ่มคิดถึงเมืองกรุงเทพมหานครที่จากมา แต่ไม่รู้ว่าสิ่งใดทำให้คนเมืองกรุงคิดถึงความยากลำบากที่ผ่านมามากกว่า และความลำบากนั้นมันทำให้คิดถึงม่อนทูเลและม่อนคลุยที่ทำให้คนเมืองกรุงเหมือนได้ขึ้นสู่สวรรค์ ที่สำคัญ คนเมืองกรุงรู้สึกแข็งแกร่งและพร้อมเผชิญกับเรื่องที่คาดไม่ถึงในภายหน้า ซึ่งมันทำให้ไม่กลัวอีกแล้วกับความลำบาก เพราะถ้าใจอยากชนะ จะไม่มีวันยอมแพ้
...และอีกสิ่งที่คนเมืองกรุงค้นพบคือ “ตากไม่ได้มีแค่ทีลอซู”







