posttoday
ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (ตอน ๑๓)

ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (ตอน ๑๓)

29 ธันวาคม 2554

ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์

ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์

โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส

ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข

จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ

ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิสัชนา : จากสิกขาบทดังกล่าว จะเห็นได้ว่า ทรงอ้างอิงอำนาจแห่งธรรมเป็นใหญ่ ซึ่งมีนัยละเอียดประณีตกว่าหลักครุธรรม หรือศีลธรรมขั้นพื้นฐาน เป็นการกล่าวอ้างถึงอำนาจคุณธรรมขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นตัว อริยสัจ ที่เป็นตัวธรรมแท้ขั้นสูงสุด นี่คือความบริสุทธิ์สวยงามของพระธรรมวินัยซึ่งให้ความยุติธรรมอย่างแท้จริง อันนำไปสู่ “วิสุทธิธรรม” เป็นที่สุด ลึกซึ้งละเอียดประณีตยิ่งกว่าหลักธรรมในเบื้องต้นและท่ามกลาง... ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติในด้านพระวินัยของพระพุทธศาสนา จึงมุ่งสู่ความจริงขั้นสูงสุดที่เรียกว่า “อริยสัจ” ซึ่งความจริงใดๆ ไม่ว่าโดยสมมติแห่งความจริง หรือสภาวะสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ต้องไม่ขัดแย้งกับความจริงขั้นอริยสัจ จึงอนุโลมเป็นไปตามธรรม... สมควรแก่ธรรมได้ สรุปคือ ต้องไม่ขัดข้องแปลกแยกไปจากตัวธรรมเป็นสำคัญ

หากพิจารณาต่อในสิกขาบทที่ ๒ ของหมวดปาราชิก ๔ เรื่อง ที่ทรงมีพระบัญญัติถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้ เป็นปาราชิก โดยปฐมเหตุเกิดจาก พระธนิยะ กุมภการบุตร ซึ่งจำพรรษาอยู่เชิงภูเขาอิสิคิลิในพระนครราชคฤห์ ได้มีเจตนาคือ เอาไม้ของหลวงที่เขาไม่ได้ให้ไปเป็นของๆ ตน แม้ว่าพระเจ้าพิมพิสารจะทรงพระราชทานอภัยโทษในความผิดดังกล่าว ด้วยเห็นแก่ความเป็นสมณเพศ โดยงดเว้นการลงโทษในทุกกรณี ไม่ประหาร ไม่จองจำ ไม่เนรเทศ แต่ในพระพุทธศาสนานั้น ทรงยกธรรมเป็นธงชัย ธรรมเป็นตราชู ทรงปกครองโดยธรรมาธิปไตย จึงทรงประชุมสงฆ์เพื่อพิจารณาสอบสวนเรื่องดังกล่าว และทรงติเตียนพระธนิยะฯ เป็นอันมาก เมื่อจะทรงบัญญัติสิกขาบทดังกล่าว ได้ทรงตรัสถามถึงหลักกฎหมายของบ้านเมืองจากภิกษุผู้เคยเป็นผู้พิพากษาเก่า ว่า

“ดูก่อนภิกษุ พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชจับโจรได้แล้ว ประหารชีวิตเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง เพราะทรัพย์ประมาณเท่าไรหนอ?”

พระภิกษุ (อดีตผู้พิพากษา) กราบทูลว่า “เพราะทรัพย์บาทหนึ่งบ้าง เพราะของควรค่าบาทหนึ่งบ้าง เกินบาทหนึ่งบ้าง พระพุทธเจ้าข้า” (สมัยนั้นทรัพย์ ๕ มาสกในราชคฤห์เท่ากับหนึ่งบาท)

จึงทรงบัญญัติว่า “หากถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของมิได้ให้มูลค่า ๕ มาสก (หนึ่งบาท) ขึ้นไป เป็นปาราชิก”

ต่อมา ทรงมีอนุบัญญัติขึ้น เพราะมีพระสงฆ์บางคณะเริ่มมีความคิดเฉโกเลี่ยงบาลี ทราบว่าทรงบัญญัติเฉพาะทรัพย์ในเขตบ้าน มิได้ทรงบัญญัติในเขตป่า จึงไปลักห่อผ้าของช่างย้อมผ้าที่ลานตากผ้าของช่างย้อมผ้า แล้วนำมาแบ่งปันกัน โดยทรงบัญญัติเพิ่มเติมว่า... ถือเอาทรัพย์เจ้าของมิได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี... เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้

จากสิกขาบทดังกล่าว จะเห็นข้อปฏิบัติที่มีธรรมเป็นธงชัย แต่ไม่ได้ขัดแย้งกับกฎหมาย จารีตประเพณีที่เป็นไปตามครรลองแห่งธรรม จึงสานสัมพันธ์กันไปเพื่อมุ่งสู่ประโยชน์โดยธรรม เพื่อการสร้างค่าความสำนึกที่ถูกต้องเป็นสำคัญของผู้ถือปฏิบัติตามสิกขาบท ดังที่เห็นการมุ่งเทียบเคียงกับกฎหมายทางโลก เพื่อให้กฎวินัย (กฎศาสนา) เป็นไปอย่างไม่แตกต่างกันในเบื้องต้น ดังที่กล่าวมา ที่สำคัญการให้มองถึงเจตนาเป็นหลักแห่งการพิจารณาเพื่อกำหนดโทษหนักเบา หรือการไม่มีโทษ (อนาบัติ) แม้ปรากฏความผิดแต่ขาดองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนา อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงกรรม เป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาอันเป็นไปตามสิกขาบทในพระพุทธศาสนา...

แม้ในสิกขาบทที่ ๓ หรือที่ ๔ ในหมวดปาราชิก ได้แก่ การพรากกายมนุษย์จากชีวิต โดยการทำเอง ฆ่าเอง หรือให้ผู้อื่นทำ สั่งผู้อื่นฆ่า ถ้าสมเจตนาก็ต้องปาราชิก... การกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่จริง เป็นปาราชิก (อุตตริมนุสสธรรม หมายถึง ธรรมอันยิ่งยวดของมนุษย์ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสนะ มรรคภาวนา การทำให้แจ้งซึ่งผล การละกิเลส การเปิดจิตฯ) จากสิกขาบททั้ง ๓ และ ๔ จะเห็นว่า ทรงบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎสังคม โดยมุ่งประโยชน์สู่ธรรมเป็นที่สุด ซึ่งเรียกว่ากฎศาสนา จึงมิได้ขัดแย้งและยังสานสัมพันธ์กันไปอย่างเหมาะควร เพื่อการยอมรับของชาวโลก มิได้ขัดแย้งกับโลก แต่ก็มิได้เกี่ยวข้องกับโลก จึงให้เห็นเส้นทางของกฎศาสนาที่มุ่งทะลุผ่านโลก เพื่อไปให้ถึงธงธรรมที่เป็นอริยสัจ อันเป็นความจริงที่นำไปสู่ความรู้แจ้งในความจริงนั้น เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์เป็นเป้าหมาย

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้
 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท