
บทเรียนจากกรีซ
มีคนกรีก คนอิตาเลียน และคนสเปน เดินเข้าไปในบาร์และสั่งเบียร์มาคนละแก้ว
มีคนกรีก คนอิตาเลียน และคนสเปน เดินเข้าไปในบาร์และสั่งเบียร์มาคนละแก้ว
โดย..ธีระ ภู่ตระกูล
ลองทายดูสิว่าใครจะเป็นคนจ่ายค่าเครื่องดื่มดังกล่าว คำตอบคือ คนเยอรมัน ในปีที่ผ่านมา ประเทศกรีซกลายเป็นตัวตลก โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นเศรษฐกิจที่ไม่สามารถจะแข่งขันกับคนอื่นได้ และมีรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยเกินกว่าเงินที่มีอยู่ เพื่อความยุติธรรมข้อสังเกตดังกล่าวไม่ถูกต้องนักเกี่ยวกับภาคเอกชนของกรีซ แรงงานกรีซ ทำงานหนักพอๆ กับแรงงานชาวเยอรมันในด้านของชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์ ปัญหาจะอยู่ที่ภาครัฐ ภายหลังจากที่เข้าร่วมกลุ่มสหภาพยุโรป ประชาชนและภาครัฐของกรีซก็เคยชินกับสภาพชีวิตที่ดีด้วยระบบสวัสดิการที่ยอดเยี่ยม ตัวอย่างคือ เกษียณอายุการทำงานเมื่อมีอายุเพียง 55 ปี และได้รับการสงเคราะห์ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการศึกษาจากรัฐ เป็นต้น และนี่ก็คือเหตุผลที่คนเยอรมันไม่สามารถยอมรับแนวคิดที่จะต้องมีการช่วยกู้ประเทศที่ไม่ควรจะได้รับเชิญให้เข้าร่วมกลุ่มสหภาพยุโรปตั้งแต่ต้น
สถานการณ์ข้างต้นจะเป็นบทเรียนสำหรับประเทศไทยหรือไม่ แน่นอนครับ ถึงแม้ว่าหนี้สาธารณะของประเทศไทยยังน้อยกว่ากรีซเป็นจำนวนมาก และเงินสำรองระหว่างประเทศของประเทศไทยมีมากกว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของฝรั่งเศสก็ตาม ทำให้เราสามารถเห็นได้จากความแตกต่างจากผลตอบแทนอ้างอิงของพันธบัตรรัฐบาลกรีซ อายุ 10 ปี ที่มีผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 33 ในเวลาเดียวกับที่พันธบัตรรัฐบาลของไทย อายุ 10 ปี มีผลตอบแทนเพียงร้อยละ 3.3 เท่านั้น
อย่างไรก็ตามบางส่วนของเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่หากเราจะหลีกเลี่ยงปัญหาเดียวกับกรีซ เราพอทราบกันดีอยู่ว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ไกลจากความจริงเท่าไรว่า ภาครัฐของไทยมีประสิทธิภาพที่แย่พอๆ กับภาครัฐของกรีซ โดยมีระบบสวัสดิการต่างๆ ที่รัฐบาลไม่สามารถแบกภาระทางการเงินดังกล่าวได้ในระยะยาว โดยเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของข้าราชการพลเรือน และคุณทราบหรือไม่ว่าปัจจุบันมีคนไทยเพียง 2 ล้านกว่าคน ที่จ่ายภาษีเงินได้ส่วนบุคคลจากจำนวนประชากรทั้งหมด 65 ล้านคน และในนั้นมีแค่ 3.5 หมื่นคน ที่อยู่ในกลุ่มภาษีสูงสุด การที่มีโครงสร้างประชากรที่มีอายุสูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีฐานภาษีที่แคบมาก จึงทำให้สถานะของงบประมาณรายจ่ายสาธารณะของประเทศตกอยู่ในอันตราย
อีกปัญหาหนึ่ง คือ การฉ้อโกง การทุจริต หรือคอร์รัปชันอย่างเป็นระบบ (Institutionalized Corruption) คงไม่มีใครตกใจหรือแปลกใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว แต่สิ่งที่ต้องกังวล คือ ระดับของการทุจริตในภาครัฐกำลังแย่ลง ไม่ใช่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าในประเทศไทยได้มีการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการราชการ (ป.ป.ป.) ตั้งแต่ปี 2518 ก็ตาม ผมคิดว่ารากฐานของปัญหาดังกล่าวในประเทศไทย คือ การอาศัยอยู่ในโครงสร้างสังคมแบบอุปถัมภ์ กล่าวคือ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวงการธุรกิจที่มีการยอมรับทั่วไปว่า “วัดครึ่ง กรรมการครึ่ง” เมื่อทุกคนตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมา มีส่วนได้ส่วนเสียในการกระทำทุจริตดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลที่ใช้ในการอ้างว่า ถ้ามีการกินมาตั้งแต่ต้นน้ำ คนที่อยู่ที่ปลายน้ำจะกินด้วยก็ไม่ถือว่าผิด คดีสอบสวนล่าสุดเกี่ยวกับปลัดกระทรวงบางท่าน แสดงให้เห็นว่าคอร์รัปชันหรือทุจริตอย่างเป็นระบบมีมากและลึกแค่ไหน
ถึงแม้ว่าภายใต้กฎหมายไทยทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะถูกพิสูจน์ว่าทำผิดจริง แต่ในกรณีนี้ ผมมองว่าสังคมได้ตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว ผลคือในมุมมองของต่างชาติ ภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้เสื่อมเสียลงไปด้วย จากรายงานขององค์การ Transparency International ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 80 จากทั้งหมด 183 ประเทศ ในการจัดดัชนีมุมมองด้านการทุจริต (Corruption Perceptions Index – CPI) โดยได้รับคะแนน 3.4 คะแนนดังกล่าว เป็นมุมมองจากนักธุรกิจและนักวิเคราะห์ประเทศเกี่ยวกับระดับของการทุจริตในแต่ละประเทศ ซึ่งจะอยู่ระหว่าง 10 (ถือว่าโปร่งใสที่สุด) จนถึง 0 (ถือว่าทุจริตที่สุด)
ผมหวังว่า อุทกภัยของปี 2554 จะเป็นสัญญาณเตือนสำหรับเราทุกคน หลังจากที่มีการปกครองอย่างผิดพลาดมาเป็นเวลาหลายปี เราคงจะไม่แปลกใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน ในปีนี้เราต้องประสบกับวิกฤตอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดเท่าที่จำได้ ซึ่งวิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น เราจึงไม่มีความจำเป็นต้องตำหนิผู้อื่นนอกจากตัวเราเอง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ เมื่อปีที่แล้ว ทำให้มีคนเสียชีวิต 91 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน ประเทศไทยยังคงดิ้นรนเพื่อให้ไปสู่สภาวะปกติตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2549 หวังว่าพวกเราจะได้บทเรียนบางอย่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรีซในปีนี้ และพยายามแก้ไขและช่วยกันพัฒนาประเทศของเราก่อนที่จะสายเกินไป ในที่สุดคนที่แข็งแรงที่สุดจะเป็นผู้อยู่รอด ในกรณีของประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องเดินไปข้างหน้า เราควรจะมีอนาคตที่สดใสขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการของคนไทยทุกคน







