
'เฉือน จมูก ปาก หู 'แฉชีวิตหญิงสุดระทม...เมื่อชายเป็นใหญ่
“ผมตัดนิ้วภรรยาผม เพราะไม่ต้องการให้เธอไปเรียนหนังสือต่อ”“เพราะหล่อนใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ของตัวเองมากเกินไป
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
“ผมตัดนิ้วภรรยาผม เพราะไม่ต้องการให้เธอไปเรียนหนังสือต่อ”“เพราะหล่อนใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ของตัวเองมากเกินไป ผมเลยหลอกเธอไปในห้องและใช้มีดโกนเฉือนปาก จมูก และหูของเธอทิ้งซะ”
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า นี่คือสิ่งที่ออกจากปากผู้ชาย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “สามี” สารภาพออกมาถึงเหตุผลของการทำร้ายร่างกายภรรยาของตนเองอย่างทารุณกรรม
เหตุความรุนแรงภายในครอบครัวที่ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมของทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขแล้ว นับวันวิธีการทารุณกรรมของ “สามี” ต่อ “ภรรยา” ยังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
และ ซัลมา บีบี สาวชาวปากีสถาน วัย 17 ปี และ ฮาวา อัตเตอร์ ซูอี นักศึกษาสาวชาวบังกลาเทศ วัย 21 ปี ก็กลายเป็นเหยื่อความรุนแรงของสามีที่ชอบแสดงความรักด้วยลำแข้งคู่ล่าสุด ที่เรื่องราวชีวิตของทั้งสองกลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ที่จุดประเด็นปัญหาความรุนแรงและการละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้หญิงทางโลกออนไลน์ทั่วโลกขึ้นมาอีกครั้ง
ซัลมา บีบี สาวชาวปากีสถาน เล่าย้อนอดีตเมื่อครั้ง กูแลม กาดีร์ สามีสุดโหด วัย 22 ปี ผู้ซึ่งเป็นชายที่ ซัลมา คิดว่าเป็น “คนที่ใช่” ทว่าหลังจากการแต่งงานไม่นาน ซัลมา ต้องขอกลับคำพูดของตัวเอง เพราะ “คนที่ใช่” กลับกลายมาเป็น “คนที่ชั่ว” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“เขาตบหน้าฉันหลายต่อหลายครั้ง ก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องนอน เพื่อหยิบมีดโกนอันแหลมคมติดมือออกมาด้วย” ซัลมา เริ่มต้นเล่าเหตุการณ์วันแห่งความโหดร้ายที่สุดในชีวิตของเธออย่างช้าๆ
“หลังจากนั้นเขาก็ลากฉันไปที่มุมห้อง ก่อนที่จะมัดมือมัดเท้าของฉันและใช้มีดโกนเฉือนปากและจมูกของฉันอย่างเลือดเย็น”
“ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามกรีดร้องขอความช่วยเหลือและร้องขอชีวิตจากเขา แต่เขาไม่มีทีท่าลังเลสักนิด ก่อนที่จะลงมือทำร้ายฉัน”
โดยหลังจากวีรกรรมเชือดสด กูแลม ผู้เป็นสามีก็เดินออกจากห้องไปอย่างหน้าตาเฉย และทิ้งให้ ซัลมา ภรรยาของตนเองนอนจมกองเลือด ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ลุงของซัลมาจะเข้ามาเห็นเหตุการณ์ และรีบพาซัลมาไปโรงพยาบาลในทันที
นาดีร์ คาน เจ้าหน้าที่ทางการในจังหวัดบาลูจิสถานของปากีสถาน กล่าวว่า ซัลมาและกูแลมมักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ่อยครั้ง เหตุเพราะฝ่ายหญิงมักใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ของตนเอง
ขณะเดียวกัน แม้จะอยู่ห่างไกลคนละประเทศ ทว่า ฮาวา อัตเตอร์ ซูอี นักศึกษาสาวชาวบังกลาเทศ วัย 21 ปี ก็ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับ ซัลมา อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ทว่า สิ่งที่อัตเตอร์พบเจอ อาจเรียกได้ว่าทรมานทรกรรมแบบคูณสอง ก็เพราะสาเหตุที่ ราฟิกัล อิสลาม สามีของอัตเตอร์ วัย 25 ปี ทำร้ายร่างกายเธออย่างสาหัส เพียงเพราะไม่ต้องการให้อัตเตอร์ไปเรียนหนังสือต่อ เพราะกลัวว่าอัตเตอร์จะมีการศึกษาสูงกว่าตน!
อัตเตอร์ ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยของรัฐในเมืองนาร์ซิงดี ชั้นปีที่ 2 เล่าว่า อิสลาม ผู้ซึ่งเป็นสามีสุดที่รัก ได้กล่าวข่มขู่อัตเตอร์อยู่หลายต่อหลายครั้งว่า ถ้าอัตเตอร์ยังคงยืนกรานที่จะเรียนต่อไป อาจต้องเจอกับผลร้ายที่ตามมาก็เป็นได้
ทว่า ด้วยความรักการเรียนรู้ และมองว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต อัตเตอร์ จึงทำตามความฝันและตั้งใจเรียนหนังสือต่อไป
และในทันทีที่ อิสลาม ซึ่งเดินทางกลับมาจากการทำงานที่ต่างประเทศ และได้ทราบเรื่องว่า ภรรยาของตนขัดคำสั่งประกาศิตของตนและยังคงเรียนหนังสืออยู่เช่นเดิม
ด้วยความแค้น อิสลาม จึงออกอุบายหลอกอัตเตอร์ว่า มีของขวัญจะเซอร์ไพรส์ จึงนัดแนะให้อัตเตอร์มาหาที่บ้านพ่อแม่ของตน
และเมื่ออัตเตอร์เดินทางมาถึง อิสลาม ก็นำผ้ามาปิดตาและพาขึ้นไปบนห้อง และในขณะที่อัตเตอร์กำลังยื่นมือรอของขวัญจากสามีอยู่นั้น
ทันใดนั้นเอง อิสลาม ก็ตะโกนดังลั่นว่า “ฉันจะทำให้เธอไม่ได้เรียนอีกตลอดชีวิต!” ก่อนที่จะยกมีดอีโต้ขนาดใหญ่ขึ้นมาฟันนิ้วมือข้างขวาของภรรยาของตนเองจนขาดกระจุยไปคนละทิศคนละทาง
โชคยังดีที่ญาติของอัตเตอร์ สามารถพังประตูเข้ามาช่วยเหลืออัตเตอร์ไว้ได้ทัน ถ้าไม่เช่นนั้นอัตเตอร์อาจต้องสูญเสียนิ้วมืออีกข้างหนึ่งก็เป็นได้
ถึงแม้ว่าอัตเตอร์จะถูกส่งถึงมือหมอได้อย่างทันท่วงที ทว่าแพทย์ไม่สามารถต่อนิ้วมือของอัตเตอร์ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ เนื่องจาก อิสลาม สามีใจโหดนำนิ้วมือของอัตเตอร์ไปทิ้งถังขยะ และไม่ยอมนำส่งให้แพทย์ ทำให้เซลล์นิ้วมือของอัตเตอร์ตายจนไม่สามารถนำไปต่อได้ทัน
ถึงแม้ว่าสิ่งที่ อัตเตอร์ กับ ซัลมา ต้องเผชิญกับปัญหาการทารุณกรรมจากบุคคลใกล้ชิดที่สุด ทว่าสองสาวผู้ซึ่งต่างสัญชาติ ต่างภาษา ต่างที่อยู่ กลับมีความคิดที่เหมือนกันคือ จะไม่ยอมให้ “ความเป็นผู้หญิง” ต้องหมายถึง “การอ่อนข้อ” ให้อีกต่อไป
ดังนั้น เมื่อรู้ว่าคดีของตนเองต้องตกเป็นหนึ่งในหลายๆ คดีที่ “ตั้งใจถูกลืม” ซัลมา จึงคิดหาทางปลดแอกด้วยการออกสื่อในทันที ภายหลังจากที่นอนรักษาตัวจนอาการดีขึ้น
“ฉันต้องการความยุติธรรม และถ้าเขายังไม่ถูกลงโทษในสิ่งเลวร้ายที่เขาทำไว้ ฉันจะเผาตัวตายด้านหน้าศาลฎีกาเพื่อประท้วงให้โลกได้รู้กัน”
“ฉันจะไม่นั่งอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้เขาลอยนวลไปได้” ซัลมา กล่าว
เช่นเดียวกับ อัตเตอร์ ซึ่งกล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ต้องการให้สามีได้รับโทษอย่างหนักจากสิ่งชั่วร้ายที่ได้ทำไว้
นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าอัตเตอร์ต้องผ่านเหตุการณ์ร้ายๆ เช่นนี้ อัตเตอร์ยังคงยืนกรานที่จะเรียนหนังสือต่อไป
“แม้ว่านิ้วมือข้างขวาของฉันจะถูกตัดออกเกือบหมด แต่ฉันยังคงสามารถใช้มืออีกข้างได้” อัตเตอร์ กล่าวทิ้งท้าย
แม้ว่าความตั้งใจของ ซัลมา และอัตเตอร์ ที่จะเอาผิดสามีสุดแสบให้รับโทษให้จงได้ อาจกลายเป็นความฝันอันเลื่อนลอย
แต่ความตั้งใจของหญิงสาวทั้งสอง นับว่าเป็นสัญญาณการเริ่มต้นที่ดี ที่เปิดทางให้ผู้ชายรู้ไว้ว่า ผู้หญิงสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าแค่คำว่า “อดทน”







