
เยือนราชพฤกษ์ 54
อากาศหนาวๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายต่อหลายท่านหรือจะทุกท่านหว่า
โดย...นิธิ ท้วมประถม
อากาศหนาวๆ อย่างนี้ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายต่อหลายท่านหรือจะทุกท่านหว่า คงกำลังวางแผนเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปเที่ยวรับลมหนาวกันทั้งนั้นแน่ๆ ใช่มั้ยครับ ใครจะปล่อยให้เสื้อหนาวที่ซื้อมาฝุ่นจับอยู่ในตู้ให้เสียอารมณ์
ผมเองหนาวๆ อย่างนี้ก็เกิดอาการ “คัน” ไม่น้อยต้องหาทาง “แก้คัน” เสียหน่อย โชคดีที่มีงานต้องขึ้นเหนือถึง 2 ทริป ซ้อนๆ ในเวลาเพียงสัปดาห์เดียวก็เลยถือโอกาสเอามาเล่ากล่าวให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันเสียหน่อย
เริ่มจากทริปแรก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เชิญไปชมงานพืชสวนโลก หรือถ้าเราจะเรียกอย่างเป็นทางการก็คือ งานมหกรรมพืชสวนโลกเฉลิมพระเกียรติฯ ราชพฤกษ์ 2554 ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนเปิดงานอย่างไม่เป็นทางการเพียง 1 วันเท่านั้น เพราะโตโยต้าเองก็ได้เข้าร่วมงาน โดยมี โตโยต้า พาวิลเลี่ยน ไว้กับเขาด้วย
เมื่อมีงานมาแบบนี้ ผมเลยถือโอกาสพ่วงคอลัมน์นี้ไปด้วยเลย จะได้ไม่เสียเที่ยวหุหุ
งานพืชสวนโลกปีนี้นั้นต้องบอกว่า จัดงานได้ยิ่งใหญ่ไม่น้อยทีเดียวครับ นับจากเมื่อการจัดงานครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เพราะการจัดงานปีนี้ถือเป็นการเฉลิมฉลองใน 3 วโรกาสมหามงคลของปวงชนชาวไทยถึง 3 งานทีเดียว ประกอบด้วย การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา เฉลิมฉลองในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2555 และเฉลิมฉลองในโอกาสที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จะทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา
คิดดูสิครับว่าเป็นงานมหามงคลแค่ไหน สำหรับปวงชนชาวไทย
ผมเองนั้นมีโอกาสไปงานพืชสวนโลกเพียงครั้งเดียวคือ ครั้งแรกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และก็ไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนอุทยานหลวงราชพฤกษ์ที่ จ.เชียงใหม่ อีกเลย
แต่ในปีนี้พลาดไม่ได้ครับต้องไปเห็นกับตาให้ได้ว่า งานราชพฤกษ์ 2554 นี้จะยิ่งใหญ่อลังการมากแค่ไหน
แต่บอกไว้ก่อนนะครับ ว่าใครที่จะไปเที่ยวงานนี้ละก็ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม เพราะเนื้อที่ 400 กว่าไร่ในอุทยานนี้ ไม่ใช่แค่มาชะโงกหน้าแล้วไปที่อื่นต่อนะ ต้องเดิน เดิน และเดิน ให้ทั่วจะได้รู้ว่างานนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน
เสื้อผ้า หน้าผม ร่ม แว่น ครีมกันแดด หมวก รองเท้าหุ้มส้น จัดมาให้พร้อมพรั่ง เพราะแดดร้อนเหลือเกิน แม้ว่าจะมีลมเย็นๆ พัดอยู่ตลอดแต่ความร้อนแรงของแดดหน้าหนาวที่แสนจะแสบผิวนั้นทำหน้าที่ได้ดีอย่างไม่มีที่ติ
ถ้าเตรียมตัวไม่ดี หน้าดำ ตัวคล้ำ มีให้เห็นแน่ๆ
อ้อ อ้อ อีกอย่างที่อยากจะบอกให้เตรียมคือ เมมโมรี การ์ด ของกล้อง หรือของโทรศัพท์มือถือนั้นเตรียมไปให้เต็มแม็กจะ 4GB หรือ 8GB ก็ได้เตรียมไว้ครับ มีมุมให้ถ่ายภาพมากมายเหลือเกิน ยิ่งสาวๆ ที่ชอบโพสท่าละก็คราวนี้ได้โพสท่าชู 2 นิ้ว ทำแก้มโป่งกันนิ้วค้าง หน้าเสียทรงกันแน่ๆ
งานนี้เขามีรถรางให้บริการด้วยครับ จากที่ถามเจ้าหน้าที่เขาบอกว่า คิดค่าบริการคนละ 30 บาท นอกเหนือจากค่าเข้าชมคนละ 400 บาท ซึ่งรถรางที่ให้บริการนั้นยังจัดการได้ไม่ดีนัก เพราะยังไม่ได้กำหนดจุดขึ้นลงให้ชัดเจนว่าจุดไหน นักท่องเที่ยวควรจะลงเดินดู หรือจุดไหนนักท่องเที่ยวจะรอขึ้นได้ยังมั่วๆ อยู่ รวมถึงไกด์ประจำรถก็ยังอธิบายรายละเอียดยังไม่ได้เท่าไหร่ ก็หวังว่าเมื่อเปิดให้บริการนานขึ้น บริการเหล่านี้น่าจะได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นนะครับ
นั่งรถรางเข้ามาในอุทยานรู้สึกได้เลยว่าร่มรื่นขึ้นมาก เมื่อเทียบกับเมื่อ 4 ปีที่แล้ว น่าจะเป็นเพราะต้นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่หลายต้นที่ปลูกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เริ่มโตแผ่กิ่งก้านสาขามาบ้างแล้วก็ถือเป็นเรื่องดีครับแต่ก็ยังร้อนอยู่ดี
จุดแรกที่ผมมุ่งไปคือ หอคำหลวงครับ เพราะภาพหอคำหลวงเมื่อครั้งไปเยือนเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ยังคงติดตาตรึงใจในความสวยงาม และความเข้มขรึมอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย และในปีนี้ความงดงามของหอคำหลวงก็ยังคงความประทับใจไว้เหมือนเดิม กับสถาปัตยกรรมล้านนาที่หาดูได้ยากเหลือเกิน
ผมเองยืนมองหอคำหลวงในวันที่ยังไร้นักท่องเที่ยวอยู่นานทีเดียว เพราะสวยเหลือเกินครับ ยิ่งเมื่อมีแสงแดดยามเย็นส่องมากระทบหอคำหลวงแล้วละก็ บอกได้คำเดียวว่าอยากให้ท่านผู้อ่านไปเห็นกับตาดีกว่าว่าสวยแค่ไหน
ในวันที่ผมเข้าไปในงานพืชสวนโลกต้องบอกเลยว่า การจัดงานยังไม่พร้อมเท่าไหร่นัก ยังมีการก่อสร้างกันอยู่ภายในงานค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสวนนานาชาติที่มี 30 ประเทศเข้าร่วมนั้น สวนของบางประเทศยังเพิ่งเริ่มเอาต้นไม้ดอกไม้มาลงกันอยู่เลย แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ผมว่าตอนนี้สวนของทั้ง 30 ประเทศน่าจะเที่ยวชมและให้ถ่ายรูปได้แล้ว
สวนที่เท่น่าถ่ายรูปเห็นทีจะหนีไม่พ้น สวนของประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีกังหันลมตั้งเด่นเป็นสง่า แถมด้วยดอกลิลีสีส้มปลูกเรียงรายอยู่เต็มด้านหน้า ที่น่าจะเป็นจุดที่สาวๆ ต้องเอาหน้าไปแนบถ่ายรูปด้วยแน่ๆ
และสวนของเบลเยียมที่มีกรวยดอกไม้ ซึ่งตกแต่งด้วยสับปะรดสีก็โดดเด่นเหลือเกิน และเชื่อว่าท่านผู้อ่านต้องหมดเมโมรี การ์ด กับสวนของที่นี่เยอะแน่ๆ
แต่ที่ผมชอบที่สุดคือ สวนของสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย (ในนามประเทศไทย) ที่สร้างสวนป่าหิมพานต์ขึ้นมาในงานนี้เลย แถมมีหลังคาเสียด้วยเรียกได้ว่าพอเดินเข้ามาในสวนนี้ก็หนาวขึ้นมาทันที เพราะร่มรื่นมากครับ แถมเต็มไปด้วยดอกกล้วยไม้ดอกเบ้อเริ่มๆ และดอกไม้แสนสวยอีกหลายร้อยชนิดที่แข่งกันอวดช่ออวดดอกกันอย่างเต็มที่ และยังมีการจำลองน้ำตกและลำธารในสวนนี้อีกด้วยชุ่มชื้นมาก
พอมาเดินที่นี่แล้วแทบจะไม่อยากออกไปเดินในอื่นแล้ว แต่ไม่ได้ครับมาแล้วต้องไปหาไฮไลต์ของงานอีกหนึ่งอย่างคือ กระเช้าราชพฤกษ์ลอยฟ้าที่น่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ชิ้นใหม่ของงานพืชสวนโลกครั้งนี้อย่างแน่นอน เค้าว่ากันว่าถ้าได้ขึ้นไปบนกระเช้านี้จะเห็นวิวของอุทยานทั้งหมดเลยทีเดียว ก็น่าสนใจไม่น้อยเหมือนกัน
ผมเองเดินไปแหงนหน้ามองกระเช้านี้แล้ว ก็มั่นใจว่าทุกคนต้องมาถ่ายรูปคู่กับเจ้ากระเช้านี้แน่ๆ ส่วนใครจะมีโอกาสได้ขึ้นหรือไม่ ก็คงต้องแล้วแต่ความพยายามครับ เพราะต้องซื้อบัตรขึ้นกระเช้า ซึ่งผมเองก็ลืมถามว่าเท่าไหร่เหมือนกัน แต่คิวคงยาวเหยียดไม่น้อย ใครที่มีความพยายามที่จะยืนคอยคิวที่น่าจะเป็นชั่วโมงๆ หากเป็นช่วงวันหยุดก็ตามสบายครับ แต่ผมขอบายดีกว่า
นอกกระเช้าราชพฤกษ์แล้วยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่างนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ตามรอยพ่อ เกษตร คือวิถีชีวิตที่ยั่งยืน” ที่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็น “กษัตริย์เกษตร” นักพัฒนาและนักคิดค้นที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อประชาชนของพระองค์ด้วยโครงการพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการทั่วประเทศ ไปดูให้เห็นกับตาครับว่าเรามีพระเจ้าอยู่หัวที่ประเสริฐอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว
หากใครมีโอกาสได้มาเที่ยวงานพืชสวนโลกในปีนี้ เผื่อเวลาไว้หน่อยก็ดีนะครับ อย่างน้อยๆ ก็ต้องครึ่งวันและควรเป็นครึ่งวันบ่ายที่แดดจะค่อยๆ อ่อนลงๆ ทำให้เดินได้สบายมากขึ้นและยังมีโอกาสได้ชมสวนแสงแห่งจินตนาการ ทันทีที่ฟ้ามืดและแน่นอนครับต้องเปลืองเมโมรี การ์ด กล้องอีกเยอะแน่
อากาศดีๆ อย่างนี้ ถ้ามีโอกาสก็ขึ้นมาเที่ยวงานพืชสวนโลกที่ จ.เชียงใหม่ กันเถอะครับ สวยจริงๆ แถมยังจัดถึงเดือน มี.ค.ปีหน้าโน่นครับ ให้เลยปีใหม่ไปก่อนแล้วค่อยไปเที่ยวก็ไม่ผิดกติกาอะไร แถมนักท่องเที่ยวก็น่าจะน้อยลงไปหน่อยด้วย
เสร็จจากงานพืชสวนโลกแล้วอีกไม่กี่วัน ผมก็ต้องไป จ.น่าน ต่อครับ แต่ครั้งนี้ไปแบบหรูนิดๆ คือนั่งเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ไป ต้องบอกไว้ก่อนเลยครับ ว่าเป็นครั้งแรกของผมที่นั่งเครื่องบินมา จ.น่าน เพราะทุกครั้งที่มาที่นี่ผมจะขับรถมาครับ เส้นทางกรุงเทพฯ-น่าน เป็นอีกเส้นทางที่ผมชอบขับรถครับ เพราะเป็นเส้นทางที่สวยทีเดียวนับตั้งแต่ จ.อุตรดิตถ์ ที่ต้องผ่านคดโค้งขึ้นเขาเรื่อยมาจนถึง จ.แพร่ จนมาสุดปลายทางที่ จ.น่าน นั้นเป็นเส้นทางที่เพลินตาดีครับ
มา จ.น่าน ครั้งนี้จุดหมายคือ อ.บ่อเกลือ ซึ่งอยู่เลย อ.ปัว ไปไม่มากนัก ผมขับรถจากสนามบิน จ.น่าน ซึ่งเป็นสนามบินเล็กๆ น่ารัก พนักงานที่สนามบินขับรถมาขนกระเป๋าที่โหลดขึ้นเครื่อง แล้วไปวางที่เคาน์เตอร์ในสนามบินของใครเป็นของใครก็ไปเลือกกันเอง
ผมขับรถจากสนามบิน จ.น่าน มุ่งไป อ.ปัว ก่อน เพราะท้องเริ่มร้องเสียแล้วใช้เวลาไม่นานครับประมาณ 1 ชม.ก็มาถึง อ.ปัว แล้ว ที่นี่มีผ้าทอลายล้านนาสวยๆ ให้เลือกเยอะครับ ใครชอบผ้าทอพื้นบ้านไม่น่าผิดหวัง
แต่คราวนี้ผมไม่ได้แลตาดูผ้าทอเลย แต่มุ่งหน้าหาข้าวใส่กระเพาะเสียก่อน แล้วก็ต้องประทับใจกับอาหารที่ร้านอาหารพื้นบ้านริมถนนที่ อ.ปัว ที่ชื่อร้านเรณูครับ สังเกตง่ายๆ ร้านนี้อยู่ตรงข้ามปั๊มเชลล์พอดี
ส้มตำปลาทอด แกงส้มปลาคัง มะระผัดวุ้นเส้น คือเมนูที่ผมจัดการอย่างรวดเร็วแบบนอนสต็อป เพราะอร่อยจริงๆ โดยเฉพาะส้มตำปลาทอดขอแนะนำครับอร่อยมากกก...
หลังจากหนังท้องตึงก็เริ่มสังเกตอากาศรอบตัว อูย...หนาวเหมือนกันแห่ะ ช่วงเช้าๆ ของที่ อ.ปัว ก็อยู่ประมาณ 15 องศาเซลเซียสครับ แต่นี่ขนาดเวลากลางวัน พอนั่งในที่ร่มแถมด้วยลมที่พัดมาก็เล่นเอาขนลุกเหมือนกัน
มาระยะ 3-4 ปีมานี้ จ.น่าน เริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะครับ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากนักท่องเที่ยวเริ่มเบื่อ จ.เชียงใหม่ เชียงราย กันแล้ว ก็เลยหาเมืองหนาวๆ แห่งใหม่ๆ ก็พอดิบพอดีที่ จ.น่าน มีตำนานของตัวเองทั้งในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม วัดวาอาราม วิถีชีวิต คนท้องถิ่น ก็เลยทำให้ จ.น่าน เริ่มกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ใครหลายคนอยากจะมา
ผมเองมา จ.น่าน หลายครั้งมาก ไปมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อนก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของ จ.น่าน มากขึ้นเรื่อยๆ จ.น่าน เริ่มมีโรงแรมระดับ 3 ดาว เข้ามาตั้งแต่ก็ยังจำกัดอยู่ที่ตัวเมือง ยังไม่ได้ขยายออกไปยัง อ.ท่องเที่ยวทั้งหลาย
ร้านเหล้าเริ่มมากขึ้น ทั้งจากที่ตัวเมืองและ อ.ท่องเที่ยวอย่างที่ อ.ปัว จากเดิมที่แค่ช่วงเย็นๆ บรรยากาศที่นี่ก็จะเงียบสงบ ชาวบ้านกลับเข้าบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ตก แต่เดี๋ยวนี้มีร้านเหล้าเปิดให้เห็นอยู่หลายร้านเหมือนกัน
ขึ้น อ.บ่อเกลือ ครั้งนี้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของที่นี่อยู่พอสมควร จากเมื่อปีก่อนที่ขึ้นมาที่นี่มีที่พักอยู่ไม่เกิน 3 แห่ง แต่ตอนนี้มีเพียบ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้ครับ เพราะที่พักยังเป็นที่พักขนาดเล็ก และสร้างได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ดีพอสมควร
ขับรถไม่ยากหรอกครับเส้นทางที่ จ.น่าน แต่ต้องใช้ความระมัดระวังมากหน่อยเท่านั้น ไม่มีปัญหาขับถึง อ.บ่อเกลือ ก็ได้สัมผัสกับอากาศหนาวทั้งที่ยังเป็นช่วงบ่ายๆ เลยรู้ชะตากรรมแล้วว่าคืนนี้หนาวแน่
อ.บ่อเกลือ วันนี้เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงแล้วครับ แน่นอนว่ามีความเจริญขึ้น ผมเห็นมีร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักๆ อยู่ร้านหนึ่งที่บ่อเกลือและชัวร์ว่าต้องกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กของบ่อเกลือแน่ๆ
แต่สิ่งที่น่าชื่นใจคือ การจัดการของคนบ่อเกลือที่ยังทำให้บ่อเกลือน่าเดินเที่ยวมากขึ้น จากเดิมที่เราจะแวะเฉพาะดูบ่อเกลือเท่านั้น แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่า อบต.หรือผู้ใหญ่บ้าน หรือใครเป็นต้นคิดให้ทุกบ้านที่บ่อเกลือปลูกต้นสตรอเบอร์รีเป็นแนวตลอดหน้าบ้าน
บ้านใครก็ดูแลต้นสตรอเบอร์รีกันไปน่ารักมากครับ ทำให้ผมอยากเห็นว่าช่วงปลายเดือน ม.ค.ปีหน้า สตรอเบอร์รีที่ปลูกหน้าบ้านนั้นเวลาออกดอกออกลูกเป็นสตรอเบอร์รี เรียงรายกันเต็มริมถนนนั้นจะสวยงามและน่ารักขนาดไหน
แถมร้านรวงต่างๆ ที่เริ่มเปิดขายของที่ระลึกก็ดูดี และกลมกลืนไปกับลักษณะบ้านเดิมๆ ของคนท้องถิ่นแจ่มครับ
ผมเชื่อเลยว่าอีกไม่นาน อ.บ่อเกลือ จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเหมือนกับ อ.ปาย แห่ง จ.เชียงใหม่ ที่ได้รับความนิยม ที่ อ.ปายมีแม่น้ำไหลผ่าน อ.บ่อเกลือก็มี ปายมีอากาศหนาว บ่อเกลือท่าจะหนาวกว่า ปายมีรีสอร์ตน่ารักๆ บ่อเกลือก็มี แม้ไม่หรูเท่า แต่มีเสน่ห์มากกว่า
เฮ้อ...ไม่อยากบอกเลยว่า บ๊าย...บาย ปาย สวัสดี บ่อเกลือ...







