posttoday
กฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ บทสุดท้ายของชีวิตต้องแฮปปี้เอนดิง

กฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ บทสุดท้ายของชีวิตต้องแฮปปี้เอนดิง

20 ธันวาคม 2554

ผมคิดว่าตอนจบของชีวิตคนเราต้องแฮปปี้เอนดิง ถ้ามันจะไม่แฮปปี้เอนดิง แสดงว่ามันยังไม่จบ

ผมคิดว่าตอนจบของชีวิตคนเราต้องแฮปปี้เอนดิง ถ้ามันจะไม่แฮปปี้เอนดิง แสดงว่ามันยังไม่จบ

โดย..พุสดี สิริวัชระเมตตา

“ผมคิดว่าตอนจบของชีวิตคนเราต้องแฮปปี้เอนดิง ถ้ามันจะไม่แฮปปี้เอนดิง แสดงว่ามันยังไม่จบ ผมเชื่อว่าชีวิตคนเรายังไงก็ต้องจบด้วยความสุขสมหวัง ถ้าตอนนี้ชีวิตเรายังรู้สึกเศร้า ไม่สมหวัง แสดงว่าชีวิตเรายังไม่จบ ยังอยู่ระหว่างการเดินทาง เพราะฉะนั้นมันต้องมีวันที่เราจะมีความสุข”

ด้วยความเชื่อเช่นนี้เองทำให้ทุกวันของผู้บริหารหนุ่ม คริสกฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ มีแต่วันสุข และปัจจุบันแม้ว่าตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดดูแลกลุ่มประเทศในภูมิภาคอินโดจีนของบริษัท เดลล์ จะทำให้หนุ่มคริสวัย 32 ปี ต้องเดินทางไปประเทศนั้นประเทศนี้ไม่ได้ขาด แต่หนุ่มคริสก็ไม่หวั่น แถมยังค้นพบความจริงในชีวิตว่าคนเราไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนหนูถีบจักร เพราะนอกจากงานแล้ว ครอบครัวก็เป็นอีกหนึ่งสมบัติล้ำค่าที่ไม่ควรมองข้าม

คริส ย้อนอดีตสมัยเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ภาคภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ ว่า เรียกว่าเป็นโชคชะตาก็ว่าได้ เพราะไม่ตรงกับความฝันที่วาดไว้ที่อยากจะเป็นหมอ นักวิทยาศาสตร์ หรือสถาปนิกเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะไปซื้อใบสมัครที่แม่เพื่อนซื้อเหลือมาแล้วลองไปสอบ ปรากฏว่าสอบติดตั้งแต่อยู่ ม.5 เลยตัดสินใจเรียน

กฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ บทสุดท้ายของชีวิตต้องแฮปปี้เอนดิง

“ตอนเรียน ม.ปลาย เราก็อยากเป็นหมอนะ เพราะที่บ้านเปิดโรงพยาบาลอยู่ที่บุรีรัมย์ ก็เลยคิดว่าอย่างน้อยเรียนมาแล้วจะได้มาช่วยที่บ้าน บวกกับเด็กๆ คุณพ่อก็ปลูกฝังว่าเรียนอะไรก็ได้ที่ง่ายๆ แล้วทำให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องเรียนหนักมาก เพราะไม่ว่าเรียนยากหรือง่าย สุดท้ายการใช้ชีวิตก็ไม่ต่างกัน ได้เงินเท่ากัน อย่างพ่อผมเป็นวิศวะ ก็จะบอกว่าอย่าเรียนวิศวะเลย เรียนหนัก ทำงานหนัก สุดท้ายก็เงินเดือนเท่ากัน”

ทุกวันนี้ หนุ่มคริส บอกว่าการเรียนเศรษฐศาสตร์นั้นให้อะไรมากกว่าที่คิด เพราะแม้จะไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นศาสตร์ที่สอนให้รู้จักใช้ชีวิตแบบมีต้นทุน เพราะในชีวิตเรามีค่าเสียโอกาสทุกอย่าง แม้แต่เราจะข้ามถนน ติดไฟแดง หรือกระทั่งการทำความดี เพราะถ้าถามว่าเราทำความดีเราหวังผลมั้ย เราทุกคนหวังผลนะ แต่เราไม่ได้บอกว่าต้องการได้ผลตอนนี้ แต่เราเชื่อว่าถ้าเราทำดี ผลดีนั้นจะส่งผลให้เรา ซึ่งนั่นก็คือการหวังผล หรือถ้าเราทำดี เราช่วยเหลือคนอื่นในวันนี้ ครั้งหน้าถ้าเรามีปัญหาก็อาจจะมีคนดีๆ มาช่วยเหลือเราก็ได้ นั่นก็คือการหวังผล หรือสิ่งที่เรียกว่ามีต้นทุน

เช่นเดียวกันกับการตัดสินใจรับทุนซัมซุงไปเรียนต่อเป็นเวลา 2 ปี หนุ่มคริส บอกว่าตอนแรกเกือบจะทิ้งโอกาส แต่เพราะคำพูดของคุณพ่อที่ว่าโอกาสในชีวิตคนเรามีแค่ครั้งเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะฉวยโอกาสนั้น หรือปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดไป หนุ่มคริส เลยตัดสินใจลัดฟ้าไปคว้าโอกาสทองอย่างไม่ลังเล และทำงานอยู่ที่นั่นเบ็ดเสร็จรวม 4 ปีครึ่ง

หนุ่มคริส ยังเล่าถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตว่า เกิดขึ้นตอนที่ตัดสินใจจะลาออกจากงานที่เกาหลีใต้กลับมาเมืองไทย ซึ่งตอนนั้นชีวิตก็เริ่มลงตัว ทั้งเรื่องเพื่อน การงาน และความรัก แต่เพราะจู่ๆ อาม่าเกิดป่วยกะทันหัน เลยต้องบินด่วนกลับมาเมืองไทย จึงทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สุดท้าย “เงิน” ก็ไม่สามารถซื้อชีวิตหรือความสุขทั้งครอบครัวได้

“ตอนนั้นเราก็คิดนะว่า ทำไมเราไม่กลับมาดูแลพ่อแม่เราตอนที่เขายังแข็งแรงอยู่ หรือเราจะรอพาเขาไปเที่ยวตอนนั่งรถเข็น พาไปกินอาหารตอนใส่ฟันปลอม จุดนี้เองเลยทำให้ตัดสินใจไม่เอาแล้ว จากที่เด็กๆ เราคิดว่าเรียนหนังสือเก่งๆ ได้ทำงานดีๆ บริษัทดังๆ อยู่ต่างประเทศ แต่พอมาถึงจุดนั้นแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ ชีวิตคนเรามันไม่จำเป็นต้องเหมือนหนูปั่นจักร เหมือนอย่างที่เดลล์ ตอนแรกทางบริษัทก็เสนอให้ย้ายไปสิงคโปร์ได้ เพราะด้วยงานที่ต้องดูส่วนภูมิภาคอยู่แล้ว แต่ผมชัดเจนเลยว่าถ้าให้ไปสิงคโปร์ผมลาออกดีกว่า เพราะผมคิดว่าผมพร้อมจะเดินทาง แต่ยังไม่พร้อมที่จะไปปักหลัก ยังอยากอยู่กับพ่อแม่”

กฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ บทสุดท้ายของชีวิตต้องแฮปปี้เอนดิง

สำหรับหลักการทำงานประจำตัวผู้บริหารหนุ่มนั้น คริส ถือคติทำให้ดีที่สุดในทุกขณะที่ทำ คนเราต้องเตรียมความพร้อมอยู่ทุกวัน ต้องเพิ่มทักษะเพื่อเตรียมความพร้อมกับความท้าทายต่างๆ ที่จะเข้ามา และเมื่อความท้าทายนั้นมาก็อย่ากลัวที่จะสู้กับมัน

ก่อนจบบทสนทนาวันนี้ หนุ่มคริส ยังบอกว่าไอดอลก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “คุณพ่อ” โดยคำสอนของท่านที่ตราตรึงใจ คือ คนเราทำผิดได้แต่อย่าผิดซ้ำสอง คนเราต้องรู้จักพอ การได้เงินเยอะแต่ชีวิตไม่มีความสุขก็ไม่มีความหมาย หรือมีอำนาจแต่ลูกน้องไม่รักก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน

5 ชิ้นคู่กายหนุ่มคิดบวก

1.อะแดปเตอร์แบบยูนิเวอร์แซล เพราะว่าต้องเดินทางบ่อย เลยต้องพกติดตัวตลอด

2.กล้องถ่ายรูป ตัวนี้เป็นได้ทั้ง MP3 และวิดีโอด้วย โดดเด่นด้วยขนาดเท่าบัตรเครดิต เลยพกติดตัวเอาไว้ถ่ายภาพสิ่งรอบตัว ซึ่งอาจกลายเป็นแรงบันดาลใจ หรือไอเดียในการทำงาน

3.สมุดโน้ต ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องรู้จักการเขียน เพราะการเขียนคือการถ่ายทอดความคิด อีกเหตุผลหนึ่งคือ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งสอนผมว่า เวลาคิดอะไรให้เขียนไว้ แล้วพอโตขึ้นกลับมาดูว่าความคิดเราเปลี่ยนมั้ย ซึ่งพอกลับมาดูเราจะเห็นว่าความคิดเราเปลี่ยนจริงๆ

4.หนังสือ ปกติผมชอบอ่านแนวสารคดี ไม่อ่านพวกนิยายเลย อย่างที่เลือกมากผมคิดว่าเป็นเล่มที่เรียกว่าเปลี่ยนมุมมองชีวิต และเป็นแรงบันดาลใจได้ดี

5.มือถือ ผมพก 2 เครื่อง ใช้ทั้งเพื่อติดต่อสื่อสารและสร้างความบันเทิง โดยส่วนตัวผมคิดว่ามือถือเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งในโลกปัจจุบัน ทำให้เราไม่ห่างไกลกับเพื่อน


 

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย