
เมื่อ"นักโทษประหาร"จับปากกาเขียนหนังสือ
คงไม่มีวันใดที่จะทำให้พวกเขาภาคภูมิใจได้มากเท่าวันที่พ็อกเกตบุ๊กที่เขาเขียนออกสู่สายตาสาธารณชน
คงไม่มีวันใดที่จะทำให้พวกเขาภาคภูมิใจได้มากเท่าวันที่พ็อกเกตบุ๊กที่เขาเขียนออกสู่สายตาสาธารณชน
โดย..อินทรชัย พาณิชกุล
คงไม่มีวันใดที่จะทำให้พวกเขาภาคภูมิใจได้มากเท่าวันนี้อีกแล้ววันที่พ็อกเกตบุ๊กชื่อ “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด 13 นักโทษประหาร” ออกสายตาสู่สาธารณชนในโลกกว้าง
หนังสือเล่มนี้เป็นผลงานการประพันธ์ของเหล่านักโทษประหารแห่งเรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี จากโครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับเครือข่ายพุทธิกา เรือนจำกลางบางขวางและกระทรวงยุติธรรม
เรื่องราวหลังกำแพงคุกของกลุ่มคนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นอาชญากรตัวร้ายที่ได้รับโทษสูงสุดนั่นคือ ประหารชีวิต นำเสนอด้านมืดหม่น ทว่าสว่างไสวของนักโทษประหารที่ใช้ชีวิตอยู่รอวันตายอย่างสิ้นหวัง แต่ขณะเดียวกันยังเผยให้เห็นถึงแง่มุมงดงามของความรัก ความฝัน ความหวังที่จะได้ออกไปสู่โลกกว้างข้างนอก
จุดเริ่มต้นของโครงการเรื่องเล่าจากแดนประหาร เกิดขึ้นจากความเชื่อและความหวังว่าการเขียนจะเป็นเครื่องมือให้ผู้ต้องขังแดนประหารได้ทบทวนตัวเอง อันจะนำไปสู่การพัฒนา เยียวยาคุณค่าในตัวเอง อีกทั้งเมื่อเรื่องราวเหล่านั้นได้รับการเผยแพร่ออกไป สามารถเป็นอุทาหรณ์สอนใจไม่ให้คนอื่นต้องก้าวพลาด และยังเป็นสื่อที่จะเชื่อมประสานให้เกิดความเข้าใจกับโลกภายนอกให้มองเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น
โดยเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังที่สนใจส่งใบสมัครพร้อมตัวอย่างงานตัวเองหนึ่งชิ้น มีผู้ผ่านการคัดเลือก 30 คน ใช้ห้องเรียนของแดนการศึกษาภายในเรือนจำกลางบางขวางเป็นห้องเรียน สอนสัปดาห์ละหนึ่งวันต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 4 เดือน (พ.ย. 2553-ก.พ. 2554) เน้นฝึกทักษะการเขียนตั้งแต่หลักทฤษฎี เทคนิควิธีการ และการฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง ซึ่งได้นักเขียนสารคดีแนวหน้าของประเทศอย่าง อรสม สุทธิสาคร วิวัฒน์พันธวุฒิยานนท์ และวีรศักดิ์ จันทร์ส่งแสงทำหน้าที่ครูผู้สอน
“ประสบการณ์ชีวิตโชกโชนของพวกเขานั่นแหละ เป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเขียน จะมีอะไรน่าตื่นเต้น ดึงดูดใจได้เท่ากับเรื่องราวหลังกำแพงของเหล่านักโทษประหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้” อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีชื่อดังเชื่อเช่นนั้น
อรสม บอกว่า เวลาพูดถึงนักโทษประหารหรือคุกบางขวาง คนภายนอกมักจะนึกถึงแต่ภาพนักโทษผู้โหดเหี้ยม ใบหน้าเศร้าหมองขาสองข้างถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน ใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานในห้องขังแคบๆ รอคอยวันตายที่จะมาถึงอย่างหดหู่สิ้นหวัง ไร้อนาคต ไม่มีคุณค่าความหมายใดๆ ต่อสังคมอีกต่อไป
“ความทุกข์นี่เองที่เปรียบเสมือนวัตถุดิบชั้นดี ประสบการณ์ชีวิตเข้มข้น ผ่านเรื่องราวหนักๆ มามากมาย ความคิดที่ตกผลึก วิธีการมองโลกในแบบของพวกเขา จะเป็นบทเรียนล้ำค่าที่จะเตือนสติผู้อื่นไม่ให้พลาดพลั้ง อีกทั้งจะช่วยให้สังคมได้เข้าอกเข้าใจในคุณค่าความเป็นมนุษย์ หากได้รับรู้ที่มาที่ไปว่าเพราะเหตุใด พวกเขาถึงได้มาตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันในฐานะนักโทษประหาร ความชั่วหรือด้านมืดก็ให้ประโยชน์สอนใจได้เช่นกัน”
ผู้ต้องขังทั้ง 30 คน ที่ได้เข้ารับการอบรม มีทั้งอดีตชาวนา ชาวสวน ชาวเขาจากบนดอย มุสลิมจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตำรวจ ทหาร นายแพทย์ผู้มีชื่อเสียง นักศึกษาแพทย์หัวกะทิ นักข่าว มหาเปรียญ 9 ประโยค ฯลฯ แต่เมื่อเข้ามาอยู่บางขวางทุกคนล้วนมีฐานะเดียวกันคือ นช. หรือนักโทษชาย
พวกเขาบางคนอยู่เรียนแต่ไม่ทันจบหลักสูตร เพราะได้รับการปล่อยตัวเมื่อศาลฎีกายกฟ้อง ขณะอีกหลายคนเหมือนได้รับชีวิตใหม่ เมื่อมีอภัยโทษตกมาว่าให้ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ตลอดระยะเวลากว่าสิบสัปดาห์ในห้องเรียนเป็นไปแบบใกล้ชิด อบอุ่นด้วยมิตรภาพระหว่างครูนักเขียนและเหล่าลูกศิษย์หลังกำแพง
ภายในเล่มเต็มไปด้วยเนื้อหาหลากหลายรสชาติ ทั้งโศกเศร้าหดหู่ ตื่นเต้นระทึกขวัญ งดงามน่าประทับใจ จนถึงตลกขำขัน ผลงานของนักเขียนจากแดนประหารทั้ง 13 คน ที่ได้รับคัดเลือก มีตั้งแต่บอกเล่าชีวิตประจำวันของนักโทษประหารที่คนนอกไม่เคยรู้มาก่อน เทคนิคการเอาตัวรอดในโลกหลังกำแพง บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวในห้องขังในวันที่จะมีการยิงเป้า ย้อนอดีตไปถึงชีวิตก่อนเข้ามาอยู่ในคุกบางขวาง เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเรื่องสนุกๆ ของเหล่านักโทษ ความรู้สึกนึกคิด ความฝัน ความหวังถึงวันที่จะถูกปล่อยเป็นอิสระไปสู่โลกกว้าง
หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ถูกเขียนออกมาจากหัวใจและฝีมือของพวกเขาเอง
แม้เหล่านักโทษประหารจะยังถูกจองจำในห้องขังแคบๆ หลังกำแพงคุกบางขวาง โดยไม่รู้ว่ากี่ปีจะได้รับการปล่อยตัว หากแต่วันนี้พวกเขาได้ปลดปล่อยอิสรภาพด้วยตัวเองแล้ว ผ่านเส้นสายลายอักษรในหนังสือที่ชื่อ “อิสรภาพบนเส้นบรรทัด 13 นักโทษประหาร” สำนักพิมพ์สารคดี
แล้วจะรู้ว่าท่ามกลางความมืดมิด หนังสือยังคงส่องแสง







