
วิกฤตอาหาร ภัยคุกคาม (โลก) ตัวจริง
วิกฤตอาหารเป็นประเด็นที่ชาวโลกกลับมาสนใจอีกครั้ง หลังจากเกิดปัญหาใหญ่ครั้งหลังสุดในปี 2551
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
วิกฤตอาหารเป็นประเด็นที่ชาวโลกกลับมาสนใจอีกครั้ง หลังจากเกิดปัญหาใหญ่ครั้งหลังสุดในปี 2551 โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ธนาคารโลก (World Bank) ต่างออกมาเตือนว่า ราคาอาหารโลกวันนี้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าราคาในช่วงปี 2551 เรียกว่าได้เข้าสู่ระดับที่เป็นอันตราย ซึ่งนอกจากราคาจะพุ่งขึ้นเรื่อยๆ แข่งกับราคาน้ำมันแล้ว อนาคตก็มีแนวโน้มที่จะขาดแคลน!!
สำหรับประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ทว่าเมื่อเจอวิกฤตการณ์น้ำท่วมในปี 2554 นี้ก็ยังเกิดวิกฤตอาหารขนาดย่อมขึ้นกลางเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัด เมื่อประชาชนเกิดกักตุนอาหารและน้ำดื่มทุกหัวระแหง ไม่เพียงเท่านั้น สินค้าอุปโภคบริโภคตลอดจนราคาพืชผักก็ดีดตัวสูงขึ้นตาม
ภัยคุกคามที่ไม่เคยหลับไหล
ใครจะคิดว่าพริกชี้ฟ้าที่อินโดนีเซีย ปกติกิโลกรัมละ 70 บาท จะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท จากวิกฤตราคาอาหารโลกที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ถึงแม้ทุกวันนี้ราคาอาหารโลกจะลดลงจากสมัยที่เกิดวิกฤต 2551 แต่ทว่าทิศทางราคาก็ยังแพงขึ้นได้เรื่อยๆ ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง นั่นจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยตลอดว่า วิกฤตอาหารจะต้องกลับมาเยือนชาวโลกอีกครั้ง และครั้งนี้อาจจะยิ่งกว่าปี 2551 หลายเท่าก็ได้
ภราดา ดร.บัญชา แสงหิรัญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) กล่าวว่า จากราคาอาหารที่แพงขึ้นเป็นประวัติการณ์ทั่วโลกในปี 2551 นั้น ซึ่งทางสหประชาชาติเรียกว่า “Perfect Storm of Conditions” ทำให้บางประเทศเริ่มขาดแคลนอาหารหลัก ต้องนำเข้าอาหารเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันหลายประเทศถึงกับวางมาตรการห้ามส่งออกและมีการเรียกเก็บภาษีส่งออกทั้งข้าวและอาหาร เช่น อินเดีย ยูเครน รัสเซีย คาซัคสถาน รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย และกัมพูชา เป็นต้น รวมถึงฟิลิปปินส์ก็ประสบปัญหาภาวะขาดแคลนข้าวอย่างหนัก
ทั้งนี้ วิกฤตอาหารที่สะท้อนให้เห็นชัดเจนที่สุด ได้แก่ การเกิดเหตุการณ์จลาจลอย่างรุนแรงขึ้นในประเทศเฮติ เนื่องจากขาดแคลนอาหารและราคาอาหารที่แพงลิ่ว จนก่อให้เกิดการประท้วงเพื่อโค่นล้มรัฐบาลเฮติ ถึงขั้นต้องปรับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นอกจากนี้ยังมีเหตุจลาจลที่เกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาและประเทศอื่นๆ อีกตามมาหลายประเทศ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤตอาหาร
ดร.บัญชา กล่าวว่า ปกติมนุษย์เราจะแสวงหาอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก แต่ทุกวันนี้อาหารราคาแพงมากจากปัจจัยต่างๆ อาทิ การผลิตที่ต้องใช้ทุนสูงขึ้น รวมถึงการผลิตที่ลดลง นอกจากนี้ก็มีภัยธรรมชาติและปัญหาโลกร้อนที่ทั่วโลกเผชิญเข้ามาเสริม
“ทุกวันนี้ต้องยอมรับอาหารแพงขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่ามีแต่ขึ้นกับขึ้น แม้กระทั่งข้าว จนทำให้คนธรรมดาหรือระดับตกขอบหากินไม่ได้ อีกอย่างตอนนี้โลกเรามีคนประมาณ 600 ล้านคน ที่ต้องอดข้าว ไม่มีอะไรจะกิน จนยูเอ็นตั้งเป้าว่าปี ค.ศ. 2015 จะทำให้คนในโลกมีอาหารกินพอเพียง แต่คงเป็นไม่ได้แน่นอน เพราะในปี ค.ศ. 2015 นั้น คน 600 ล้านคนจะยังอดอาหาร”
อธิการบดีเอแบค กล่าวต่อว่า ที่เป็นไปไม่ได้นั้น เพราะมีปัจจัยบางอย่างเป็นปัญหา นั่นก็คือ การเพิ่มขึ้นของประชากรมีทุกวัน ซึ่งตอนนี้ประชากรโลกอยู่ที่ 6,000 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 7,000 ล้านคน ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จึงเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่ประชากรโลกจะมีอาหารกินเพียงพอ เพราะเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นความต้องการในเรื่องที่อยู่อาศัยก็มากขึ้นตาม และส่วนใหญ่จะนึกถึงความจำเป็นในเรื่องของที่อยู่อาศัยจนลืมคิดถึงที่ทำกิน บางคนจึงไปตั้งบ้านเรือนขวางทางน้ำไหล พอฝนตกลงมาดินอ่อนตัวก็เกิดการพังทลายลงจนเกิดความสูญเสียและเกิดปัญหาในการผลิตอาหาร
“ต้องยอมรับแหล่งอาหารก็มีอยู่ในบางแห่ง บางแห่งมีแต่ไม่สามารถผลิตได้ บางแห่งเพราะสภาพดินฟ้าอากาศไม่อำนวย ทำให้ผลิตไม่ได้ผลตามที่ต้องการ บางแห่งเกิดจากภัยธรรมชาติและภาวะโลกร้อน เช่น ในทะเลจะพบว่าพื้นที่บางส่วนจะมีปลาเพียงน้อยนิดจากเดิมที่มีอยู่มาก เพราะได้อพยพไปที่อื่นอันเนื่องจากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ปะการังที่เคยอยู่ในน้ำ แต่พอเจออุณหภูมิร้อนมากขึ้นก็เปลี่ยนสี กลายเป็นปะการังฟอกขาว บางชนิดทนร้อนไม่ได้ก็ตายไป นี่คือปัญหา”
อธิการบดีเอแบค กล่าวต่อว่า นอกจากนี้วิกฤตอาหารยังมาจากปัญหาภาคการเกษตรที่ถูกปรับเปลี่ยนจากการเพาะปลูกเพื่อการส่งออกมาแทนการเพาะปลูกเพื่อการบริโภคภายในประเทศ การเปลี่ยนมาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวต้องสิ้นเปลืองปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และแหล่งน้ำ เป็นการเบียดเบียนวิถีเกษตรเพื่อชุมชนสู่ภาคธุรกิจการเกษตรอย่างไร้เหตุผล
เศรษฐกิจพอเพียงช่วยแก้วิกฤตอาหาร
อย่างไรก็ตาม อธิการบดีเอแบค ยอมรับว่า ประเทศไทยขณะนี้ยังถือว่าอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของอาหาร ในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่ถ้าต่อไปไม่ระวังสถานการณ์อาจกลับตาลปัตร สักวันหนึ่งในน้ำจะไม่มีปลา ในนาจะไม่มีข้าวกิน และเกิดการขาดแคลนอาหาร
ทั้งนี้ เห็นได้ว่าเวลานี้มีการเลี้ยงปลาในกระชังมากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะการเลี้ยงในแม่น้ำลำคลองปลาไม่อาจสู้สารเคมีต่างๆ ที่ไหลสู่น้ำได้ ถ้าไม่ตายก็ต้องย้ายถิ่น แม้กระทั่งในทะเลก็เกิดอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน ฝูงปลาต้องอพยพย้ายถิ่นฐานทำให้พื้นที่ตรงนั้นไม่มีอาหาร รวมถึงการจับสัตว์น้ำก็เป็นปัญหาใหญ่ เพราะทุกวันนี้ไม่ได้เลือกปลาเล็กปลาใหญ่ จับอะไรได้เอาหมด เมื่อจับบ่อยๆ ปลาก็สูญพันธุ์
“ตรงนี้เองที่ไม่คิดกัน จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องเข้ามาควบคุม ดูแล วางกรอบ และจัดระเบียบให้ดี เป็นต้นว่าในทะเลควรวางระเบียบว่าพื้นที่ตรงนั้นตรงนี้อนุญาตให้เรือ แห อวน ขนาดไหน หรือจำนวนเรือกี่ลำเข้าไปจับปลา ไม่ปล่อยตามใจชอบ หรือใครมีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยแค่ไหนก็ขนมาหมด ซึ่งตรงนี้ต้องทำ ถ้าไม่ทำต่อไปจะเกิดปัญหาใหญ่แล้วกลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องมานั่งแก้ไปวันๆ ทั้งนี้การวางกรอบหรือระเบียบอะไรไว้นั้นก็ต้องดูประชากรเป็นเกณฑ์ว่าพวกเขามีอาหารที่เพียงพอไหม ถ้าไม่เพียงพอก็ต้องหาวิธีใหม่”
ดร.บัญชา กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยวิธีแก้วิกฤตทางด้านอาหารที่ดีที่สุดก็คือ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เริ่มพัฒนาจากระดับครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล ขึ้นไปถึงระดับจังหวัดให้มีความเข้มแข็ง โดยกลไกทุกอย่างต้องทำหน้าที่ในส่วนของตนให้ดีมีประสิทธิภาพ
“ระดับครอบครัว ถ้าคนที่มีบ้าน มีบ่อน้ำ ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ของตัวเองก็สามารถช่วยให้ดีขึ้นได้ แต่ในระดับหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านต้องเป็นหลัก ต้องรู้จักลูกบ้านหมด ปลูกฝังคนในชุมชนให้ช่วยกันดูแลและไม่ทำลายทรัพยากรต่างๆ ของชุมชน เช่น แหล่งน้ำ ป่าไม้ ภูเขา ซึ่งเมื่อหมู่บ้านเข้มแข็งก็พัฒนาระดับตำบลไปจนถึงระดับจังหวัด แต่ปัจจุบันจะเห็นว่าคนเรามักจะทิ้งสิ่งพวกนี้ไป ต้องการมาอยู่ในสังคมคอนกรีตเพื่อแสวงหาความร่ำรวย ที่บางครั้งบางทีการไม่อยู่กับความพอเพียงก็อาจทำให้เกิดหายนะอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ช้าก็เร็วได้”
ในเรื่องของวิกฤตอาหาร ดร.บัญชา เห็นว่า ถ้ามนุษย์คิดว่าสามารถช่วยเหลือตัวเองได้จะช่วยได้มาก แต่ทุกวันนี้การช่วยตัวเองอย่างเดียวไม่พอ มนุษย์ต้องมีมนุษยธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ โดยผู้ที่มี ผู้ที่ร่ำรวย หรือประเทศที่ร่ำรวย ก็ควรต้องหยิบยื่นให้กับคนยากจนหรือประเทศที่ยากจนด้วย







