
เผยเคล็ดเป็น CHRO ที่ CEO ใฝ่หา
ผู้เขียนมีประสบการณ์สอนหนังสือในหลักสูตร HRM มาเป็นปีที่ 21
ผู้เขียนมีประสบการณ์สอนหนังสือในหลักสูตร HRM มาเป็นปีที่ 21
โดย.. รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้เขียนมีประสบการณ์สอนหนังสือในหลักสูตร HRM มาเป็นปีที่ 21 แล้ว ได้เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงในตัวนิสิตผู้เรียนในหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 20 ปีที่แล้วนิสิตกว่า 90% เป็นเพศหญิง และกว่า 90% มีพื้นฐานการศึกษาสำเร็จปริญญาตรีทางสายสังคมศาสตร์ แต่เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีนิสิตชายเข้าศึกษามากขึ้นเป็นตัวเลขประมาณ 3040% และมีพื้นฐานการศึกษาจากสายวิชาอื่นมากขึ้น เช่น การเงิน บัญชี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ส่วนเมื่อ 23 ปีที่ผ่านมานี้สัดส่วนของนิสิตชายได้เพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าจำนวนนิสิตหญิง นอกจากนี้คนที่เรียนด้าน HR ก็เป็นคนที่มีพื้นฐานการศึกษาหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่คนจบการศึกษาสายศิลป์หรือสายสังคมศาสตร์เท่านั้น
ผู้ที่เรียนมาแต่ละสายวิชาล้วนมีข้อเด่นและข้อด้อยด้วยกันทั้งสิ้น โดยทั่วไปผู้ที่จบสายศิลป์มักจะไม่ถนัดเรื่องตัวเลข สถิติและการคำนวณซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการทำงาน HR ในยุคปัจจุบันและอนาคตให้มีประสิทธิภาพ เพราะยิ่งวันธุรกิจก็ยิ่งต้องพบกับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ธุรกิจต้องแข่งกันในทุกๆ ด้านทั้งยอดขายและการแย่งส่วนแบ่งการตลาด การบริการลูกค้า การผลิต การลดต้นทุน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ล้วนมีเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จเป็นตัวเลขทั้งนั้น งาน HR ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีการวัดประสิทธิภาพของงาน วัดต้นทุน วัดความคุ้มทุนในการจัดจ้างและพัฒนาบุคลากรออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นชัดๆ
ในขณะเดียวกันผู้ที่จบทางสายวิทย์ ก็มักจะอ่อนด้อยเรื่องทักษะในการสื่อสารและจิตวิทยาในการจูงใจคน ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งในการบริหาร HR เพราะบุคลากรในองค์กรล้วนมีค่านิยม ความต้องการ และแรงจูงใจที่แตกต่างกัน ลำพังจะใช้เพียงแต่ตัวเลขและข้อมูลต่างๆ มาบริหารพวกเขานั้นไม่เพียงพอ ต้องมีแม่ไม้ศิลปะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน รู้จักสร้างเครือข่าย และรู้จักเล่ห์กลชั้นเชิงของชาวองค์กรที่ชอบเล่นการเมืองด้วยกัน ซึ่งชั้นเชิงต่างๆ นี้พวกเรียนสายศิลป์จะเชี่ยวชาญมากกว่า
หายากมากค่ะที่คนเราจะพร้อมทั้งสองด้าน แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เรา (หมายถึงศศินทร์) ถึงต้องมีการพัฒนาความรู้และทักษะของมืออาชีพด้าน HR อย่างรอบด้าน กล่าวคือปูความรู้พื้นฐานด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การบริหารการตลาด การเงินและบัญชี นอกเหนือไปจากองค์ความรู้และทักษะในงาน HR ที่ต้องศึกษากันแบบลงรากลึก และต้องผนึกเสริมแรงครั้งสุดท้ายด้วยทักษะการวิจัย
และเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนได้อ่านพบงานวิจัยที่จัดทำร่วมกัน โดยศาสตราจารย์ปีเตอร์ คัปเปลลี (Peter Capelli) แห่งมหาวิทยาลัยรัฐเพนซิลเวเนีย (University Of Pennsylvania) กับยาง ยาง (Yang Yang) นักวิจัยระดับปริญญาเอก ทั้งคู่ได้ค้นพบว่า 1 ใน 3 ของผู้บริหาร HR ระดับสูงของบริษัทที่ติดอันดับ 100 บริษัทยอดเยี่ยมของฟอร์จูน (Fortune 100 ) นั้น มีปูมหลังเคยทำงานในแผนกอื่นของบริษัทนั้นๆ มาก่อน ส่วนอีก 1 ใน 3 นั้นเป็นบุคคลที่จัดจ้างมาจากบริษัทอื่น
ส่วนอีกฝั่งหนึ่งทางแคลิฟอร์เนีย ศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ด อี. ลอว์เลอร์ ที่ 3 (Edward E. Lawler III) ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มประสิทธิผลองค์กร (Center for Effective Organizations) ได้ออกมาเปิดเผยผลวิจัยที่ทางศูนย์ฯ ได้จัดทำการสำรวจบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่จำนวน 106 แห่ง ว่า 25% ของผู้บริหาร HR ระดับสูงของบริษัทเหล่านี้ ไม่เคยมีประสบการณ์งาน HR มาก่อนเลย ส่วนที่เหลือ 75% นั้นเป็นคนที่เติบโตมาจากสาย HR แท้ๆ ซึ่งศาสตราจารย์เอ็ดเวิร์ดได้ให้ความเห็นว่า บุคคลทั้งสองประเภทนี้ไม่ใช่บุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้บริหาร HR ระดับสูง แต่คนที่เหมาะสมที่สุดคือ ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ที่มีประสบการณ์การทำงานในแผนกอื่นด้วย
ทั้งนี้ เอเดรียน ฟอกช์ (Adrienne Fox) ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ฝนสหรัฐ ได้ประมวลผลวิจัยจาก 2 สถาบันดังกล่าว ร่วมกับการสอบถามความเห็นผู้เชี่ยวชาญงาน HR อีกหลายท่านจนหาข้อสรุปได้ว่า CEO ของบริษัทชั้นนำในปัจจุบันนี้เห็นความสำคัญของงาน HR ที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จของธุรกิจมากขึ้น และพวก CEO กำลังจ้องมองหา CHRO (Chief HR Officer) ที่เก่งกาจรู้จริงเรื่อง HR แต่มีข้อแม้ว่าต้องเคยผ่านประสบการณ์การทำงานในแผนกอื่นมาแล้ว โดยเฉพาะแผนกปฏิบัติการ (Operations) ซึ่งจะทำให้ HR เข้าใจวิธีคิด ความต้องการและกระบวนการทำงานของพวกเขา ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนธุรกิจ
ข้อมูลใหม่นี้น่าจะเป็นกุญแจไขเคล็ดลับหนทางสู่การเป็น CHRO ให้ HR ชาวไทยกันได้เป็นอย่างดีนะคะ







