
มวลทุกข์แล้งน้ำใจ
เปลวแดดเดือน ต.ค.ร้อนระอุ ผิวหนังแห้งเกรียม แดดโลมเลียเหงื่ออย่างไม่รู้จักอิ่ม
เปลวแดดเดือน ต.ค.ร้อนระอุ ผิวหนังแห้งเกรียม แดดโลมเลียเหงื่ออย่างไม่รู้จักอิ่ม
เจ็ดชั่วโมงกว่าในการเดินทางไปกลับ ช่างเป็นเวลารวดเร็วเหลือเกิน เหมือนได้ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งแค่ได้ถ่ายรูปแล้วก็กลับ
การโบกรถเพื่อไปหาทางลงจากทางด่วน ทางที่รถเคยใช้ความเร็วสูง ช่วงเดือนนี้กลับอืดอาดยืดยาดด้วยขอบทางมีรถจอดหนีน้ำเป็นแนวยาว สภาพเขลอะขละบ่งบอกถึงระยะเวลาการถูกทอดทิ้ง การใช้ชีวิตบนทางด่วน พ.ศ.นี้ต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกที่รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างสามารถไปตั้งวินให้บริการลูกค้า เป็นครั้งแรกที่มีอาชีพใหม่ผุดขึ้นบนทางด่วนแห่งนี้มากมาย
ในยามมหาวิปโยคมาเยือนหันไปทางไหนเห็นแต่ผู้คนระทมทุกข์ แต่ยังใจชื้นได้บ้างที่ยังพอมี “น้ำใจ” คอยสอดคั่นอารมณ์ไม่ให้หดหู่จนเกินไป เป็นต้นว่าการที่คนไม่รู้จักกันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันและกัน ภาพคนจำนวนมากแห่กันไปช่วยบรรจุกระสอบทรายทางราชการอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กลุ่มอาสาออกแรงช่วยผลิตอุปกรณ์โน่นนี่แจกผู้ประสบภัย ฯลฯ
ถึงทาง (เดิน) ลง ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นทางด่วนถูกแปลงสภาพเป็นท่าเรือชั่วคราว เสียงตะโกนเรียกลูกค้าโหวกเหวกมาแต่ไกล พวกเขาหนีน้ำมาจากจังหวัดภาคกลางเพื่อหารายได้งามๆ สาวรุ่นใหญ่บอกราคาแบบเหมา 7 คน 700 บาทขาดตัว หลังลูกค้าละล้าละลังแจ้งความประสงค์จะเดินทางเข้าบ้านในระยะไม่เกิน 5 กม. ขณะที่พ่อค้าแม่ขายริมถนนสายเล็กๆ ที่ถูกถมให้พ้นน้ำ นำเสนอชุดกันน้ำ ยันดอกไม้ ธูป เทียน
แม้จะถูกโขกราคาการเดินทาง แต่ผู้ใช้บริการสายน้ำรังสิตประยูรศักดิ์เป็นทางสัญจรยังส่งยิ้มให้กันและกันเมื่อเรืออีกฝั่งสวนทางมา บ้างทักทายกันอย่างเป็นกันเอง ทั้งที่ไม่เคยเจาะเจอกันมาก่อน เสียงเรือยนต์แผดดังเป็นระยะ เรือพายขนาดเล็กกว่าโบกไม้โบกมือให้ผู้ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าหาชะลอความเร็ว
เรือวิ่งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เรือพายก็จ้วงเอาจ้วงเอาตลอดวัน ต่างมุ่งหน้าไปตามจุดหมาย คนไม่ค่อยเดินทางด้วยเรืออาจรู้สึกเกรงและเครียด ด้วยระดับน้ำคลองสายนี้สูงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เสียงทักทายจากเพื่อนร่วมชะตากรรม พอจะทำให้รู้สึกผ่อนคลายลงได้บ้าง
หนึ่งวันผ่านพ้นไปความมืดเข้าแทนที่มืดจนแทบไม่น่าเชื่อว่า จะวังเวงได้ถึงเพียงนี้ เสียงเรือยนต์ค่อยๆ เลือนหาย สายน้ำยังคงเอ่อล้น ไหลบ่าไปอย่างช้าๆ อย่างใจเย็น ทางด่วนขามาเป็นเส้นทางเดียวที่มีให้เข้าเมืองอีกครั้งในค่ำคืนนั้น
“คุณคิดยังไงกับน้ำท่วมคราวนี้” เพื่อนร่วมทางถามคนขับแท็กซี่ “ผมให้รัฐบาลสอบผ่าน 60% ความผิดพลาดทั้งหมดอยู่ที่กรมชลประทาน”
ก่อนนอนคืนนั้น...ได้แต่นึกในใจ วิบากกรรมของผู้คนทั้งหลายในอุทกภัยคราวนี้ เราต่างช่วยกันสร้างมันขึ้นมา หรือเป็นเพราะคนอื่นสร้างขึ้น เราถึงต้องมาเผชิญชะตากรรมร่วมกัน?
แน่นอน...คือ มันเป็นความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก โลกที่เราช่วยกันย่ำยีมันทุกวัน
แต่เมื่อภัยมาเยือน เราก็ได้แต่โยนความผิดให้คนอื่น! โดยหารู้ไม่ว่าเราก็มีส่วนไม่แพ้กัน
หลายวันต่อมา...คิดไปคิดมา เกิดคำถามขึ้นในใจ ทำไมเราต้องเข้าไปดูบ้าน บ้านก็คือบ้าน บ้านไม่มีหัวใจ บ้านเป็นแค่อาคารก่อรูปไว้สำหรับพักอาศัย เมื่อไม่มีคนอยู่มันก็ไม่ได้เดียวดาย ว้าเหว่ โอดครวญถึงกับต้องฆ่าตัวตาย ด้วยทนพิษความเหงาไม่ไหว
หลายคืนผ่านพ้น...ภาวะหลับใหลทำให้ได้สติใคร่ครวญ คิดคำนึงถึงสภาพบ้านจมน้ำ ทั้งเน่า ทั้งเหม็น ทั้งอบอ้าวไปทั่วทุ่งมหานคร เมื่อตัดใจทิ้งมันมาแล้ว เหตุใดเราต้องฝ่าน้ำเข้าบ้านไปให้เหนื่อย ยิ่งไปเห็นสภาพเน่าเฟะ เละเทะ ยิ่งทำให้หดหู่ เศร้าหมอง
ทุกข์อยู่ในใจ เมื่อใจเราปล่อยวางได้ เราก็หมดทุกข์
บ้านเป็นเพียงอาคารก่อรูปใช้สำหรับพักอาศัย จะอบอุ่น น่าอยู่ ไม่น่าอยู่ ขึ้นอยู่กับคนอาศัย ว่าจะทำให้คนภายในบ้านมีความสุขหรือเปล่า ถ้าใจเราเป็นทุกข์ต่อให้บ้านไม่ถูกน้ำท่วมมันก็เป็นทุกข์อยู่ดี
ช่วงสองเดือนกว่าของมหาอุทกภัยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ดูช่างเป็นช่วงเวลาที่สิ้นหวัง ไม่ต่างจากสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่อยู่ทาง ลูกอยู่ทาง สามีภรรยาก็ต้องแยกกันอยู่ แต่เราต่างก็ต้องดำรงอยู่ด้วยภาระหน้าที่ที่มี คนที่จำต้องอพยพไปพักอาศัยอยู่ต่างจังหวัดชั่วคราวก็มีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัว คนที่ต้องย้ายที่พักเพื่อให้สามารถทำงานในกรุงเทพฯ ได้สะดวกก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป
ทุกคนอยู่...ไม่ว่าจะที่ไหน ก็เพราะต่างมีหน้าที่
แน่นอนที่สุด...ในสภาพเช่นนี้ ทุกคนต่างแบกทุกข์ในระดับแตกต่างกันไป จะมากน้อยอยู่ที่ว่าเรามองเห็นตัวตนของความทุกข์หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าต้นตอที่ทำให้เกิดทุกข์มาจากเรา หรือมาจากสภาพปัจจัยภายนอก
ในแต่ละวัน...ได้ยินแต่เสียงคนบ่นถึงทุกข์ของตัวเอง เป็นทุกข์ที่ยิ่งใหญ่กว่าอะไรเป็นไหนๆ ใครพูดแทรกคั่น มีอันต้องเริ่มต้นอธิบายใหม่ เพื่อตอกย้ำว่า...เขามีทุกข์มากกว่า
ถ้าเงี่ยหูฟัง...เอาเข้าจริงทุกหย่อมน้ำสุดลูกหูลูกตา คงได้ยินแต่ซุ่มเสียงของความทุกข์ดังระงมไปตามแรงกระเพื่อมของสายน้ำ
ในอีกด้านของความทุกข์...ผู้คนจำนวนมากมีจิตใจเอื้ออารี อาสาตัวไปช่วยเหลือคนอื่น บางคนอยู่สุขสบาย แต่เลือกแบ่งใจไปเผื่อแผ่คนลำบากกว่า บางคนบ้านถูกน้ำท่วมไม่ต่างกัน แต่ไม่พร่ำบ่นให้ทุกข์ท่วม สละเวลาไปช่วยเหลือคนที่ทุกข์กว่า เผื่อมวลความทุกข์ที่แล้งน้ำใจ ไม่ปรานีต่อนามสกุลใด จะได้ลดๆ ลงบ้าง
การช่วยเหลือคนอื่นอาจทำให้พวกเขามีความสุข หรืออาจบางทีช่วยให้ตัวเขาผ่อนคลายความทุกข์ที่ตัวเองมีให้เบาบางลง
คนเราคิดต่างกัน...ในสถานการณ์ภัยพิบัติของประเทศเราในปี พ.ศ.นี้ สะท้อนคนออกมาได้หลายอย่าง ประเภทหนึ่ง คิดว่าตัวเองทุกข์ที่สุดอยู่คนเดียว จึงดึงฉวยทุกสิ่งทุกอย่างมาเป็นของตัว อีกพวกเลือกที่จะให้ ให้คนอื่นพ้นทุกข์ ให้เพื่อให้คนอื่นมีทุกข์น้อยลง
วันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา รุ่นน้องเข้ามาแสดงความยินดีในเฟซบุ๊กหลังเห็นสภาพบ้านน้ำแห้งแล้ว “วิกฤตใหญ่ผ่านพ้นแล้ว” เขาใช้คำนี้ ผมไม่ตอบรับ นึกในใจว่า เป็นคำเสียดเย้ยให้ชวนคิดหรือเปล่า เพราะไม่เชื่อว่า “วิกฤตอุทกภัย” จะพ้นผ่านประเทศนี้ไปแล้ว บ้านผมอาจจะแห้งแล้ว แต่มีคนอีกนับไม่ถ้วนยังนอนจมน้ำอย่างไร้ความหวัง
ภาพกวาดถูทำความสะอาดถนนที่สรรหาคำมาเรียกว่า “บิ๊กคลีนนิง” หรือจะ “ลิตเติลคลีนนิง” ก็ตามที มันเป็นแค่ฉากสวยงามที่นักการเมืองสร้างขึ้นมาปกปิดความสกปรก โสมม ที่ทิ้งกลิ่นเน่าคลุ้งอยู่เบื้องหลัง
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ความทุกข์ที่มากับน้ำอาจไม่ได้สร้างบทเรียนให้ใคร ไม่ว่าบทเรียนสำหรับผู้คน บทเรียนของครอบครัว ชุมชน หมู่บ้าน จังหวัด หรือบทเรียนของคนในประเทศนี้
ในวันที่มวลทุกข์มากับมวลน้ำ หากมีบทเรียนไว้คอยตั้งรับ...อาจพอสู้ได้ บทเรียนของ “ผู้ให้” อาจมีทุกข์มากกว่า “ผู้รับ” อย่างน้อยผู้ให้ได้เข้าใจ “ความทุกข์” ที่คนอื่นมี ผู้ที่รับมันร่ำไป ภัยมาทุกครั้งก็ได้แต่คอยแต่คนอื่นมาช่วยเหลือ
ยิ่งขาดความรู้ ยิ่งร้ายใหญ่ เพราะไม่รู้ทั้งการให้และการรับ
เสียงเรือหายไปกับสายน้ำ ชายร่างกำยำกลุ่มหนึ่งยังคงปักหลักเรียกลูกค้าอยู่บนทางด่วน พวกเขาคงหลงใหลและปลาบปลื้มที่มีโอกาสได้บิดส่งลูกค้านับเดือนบนทางยกระดับมูลค่าหมื่นล้าน
มวลน้ำก้อนใหญ่ผ่านไปแล้ว...แต่เราได้เรียนรู้อะไรจากมัน







