posttoday
รับมือเด็กเครียด เมื่อต้องโหมเรียนหนัก

รับมือเด็กเครียด เมื่อต้องโหมเรียนหนัก

06 ธันวาคม 2554

รับมือเด็กเครียด เมื่อต้องโหมเรียนหนักปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

โดย...วรธาร ทัดแก้ว

รับมือเด็กเครียด เมื่อต้องโหมเรียนหนักปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นกับหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลกระทบทำให้โรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเลื่อนเปิดเทอม และทำการเรียนการสอนล่าช้าไปเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน ขณะที่มาตรฐานการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษายังคงถูกกำหนดด้วยระยะเวลาเรียนที่จะต้องเป็นไปตามกฎของกระทรวงศึกษาธิการ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โรงเรียนแต่ละแห่งจะต้องมีการปรับการเรียนการสอน มีการสอนชดเชย เพิ่มชั่วโมงเรียน หรือบางแห่งอาจมีการเรียนเพิ่มในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์

ช่วงแรกให้เวลานักเรียนปรับตัว

พญ.อังคณา อัญญมณี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ให้ความเห็นว่า การเลื่อนการเปิดเทอมเป็นเวลานานนั้น ทำให้บทเรียนต่างๆ ต้องอัดแน่นขึ้น ซึ่งแม้ว่าจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีการสอนเพิ่มเติม เพราะด้วยความจำเป็นที่แต่ละโรงเรียนที่จะต้องสอนให้ครบตามเนื้อหาตามหลักสูตรเพื่อรักษาคุณภาพ แต่การปรับการเรียนการสอนนั้นก็ควรจะต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของเด็กด้วย

พญ.อังคณา ระบุว่า ในช่วงเปิดเรียนแรกๆ เด็กบางส่วนจะรู้สึกขี้เกียจ เพราะว่ายิ่งหยุดนานก็จะต้องมีการปรับตัวมากขึ้น โรงเรียนควรให้เวลาปรับตัวสำหรับเด็กๆ ก่อนสัก 12 สัปดาห์ ไม่ใช่เปิดเทอมวันแรกก็เริ่มให้เด็กเรียนชดเชยไปจนถึง 6 โมงเย็น อาจทำให้เด็กเกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากเรียน และพากันโดดเรียนได้

รับมือเด็กเครียด เมื่อต้องโหมเรียนหนัก

“ทางโรงเรียนต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก และแจ้งให้เด็กทราบล่วงหน้าเพื่อจะได้เตรียมตัวและปรับตัวได้ รวมถึงการพูดคุยกับพ่อแม่ ซึ่งก็จะต้องมีการปรับเวลา ปรับการดำเนินชีวิตตามไปด้วย เช่น การรับส่ง หรือการทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับครอบครัว”

ครูต้องวางแผนการสอนให้ดี

พญ.อังคณา บอกว่า การวางแผนการเรียนการสอนที่แน่นและเร่งจนเกินไป เพื่อให้ทันกับทุกเนื้อหานั้นจะทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนเครียดจนเกินไป และจะไม่ช่วยให้การเรียนรู้ดีขึ้น การปรับตารางเรียนเพิ่มคุณครูควรวางแผนการสอนในแต่ละวิชาให้ดี ดังนี้

1.คงเนื้อหาหลักไว้แต่ควรลดงาน รายงาน หรืองานประดิษฐ์ลง จากปกติ 10 ชิ้น เทอมนี้อาจเหลือ 56 ชิ้น แต่ให้คะแนนรายชิ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งครูต้องเข้าใจสภาพว่าเด็กจะมีเวลาในช่วงเย็น หรือวันหยุดน้อยลงเพราะต้องไปเรียนชดเชย หรือเด็กบางคนที่ต้องอาศัยตามศูนย์พักพิงหรือบ้านญาติก็อาจจะไม่พร้อมในเรื่องของวัสดุอุปกรณ์

2.การเรียนที่อัดแน่นเกินไปอาจทำให้เด็กที่ปรับตัวไม่ได้เกิดความเครียด วอกแวก ไม่มีสมาธิ และไม่มีความพร้อมในการเรียน ไม่ทำการบ้าน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่ส่งงาน ซึ่งครูต้องทำความเข้าใจและให้การช่วยเหลือ มิฉะนั้นเด็กอาจเกิดการเบื่อหน่าย และไม่ควรบรรยายการเรียนให้เครียดจนเกินไป เช่น หากเด็กบางคนไม่ตั้งใจ คุณครูดุด่าหรือบ่น อาจทำให้เด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจเรียนที่เครียดอยู่แล้วยิ่งเครียดเข้าไปอีก

รับมือเด็กเครียด เมื่อต้องโหมเรียนหนัก

3.ควรให้กำลังใจเด็กบ้าง อย่าเครียดจริงจังเกินไป พยายามให้เด็กเรียนแบบสบายๆ ถ้าครูเห็นว่าเด็กเครียดอาจมีกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลายบ้าง มีเวลาพัก เช่น เรียนมา 34 ชั่วโมง ก็ควรพักก่อนที่จะกลับเข้าไปเรียนต่อ ถ้าเรียนติดต่อไม่มีเวลาพักเด็กจะหมดสมาธิ

พ่อแม่ก็ต้องปรับตัว

การปรับตัวของพ่อแม่จะสามารถช่วยเด็กได้มาก ซึ่ง พญ.อังคณา ให้ข้อแนะนำในการปรับตัวและปรับทัศนคติที่จะมีส่วนช่วยลดความเครียดของเด็กได้ ดังนี้

1.พ่อแม่ควรมีทัศนคติในเชิงบวกต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าแสดงความคิดเห็นไปในทางลบหรือบ่นจะทำให้เด็กรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้ ไม่อยากเรียน อาจถึงขั้นโดดเรียนเลยก็ได้ ทางกลับกันถ้ามีท่าทีเป็นบวกเข้าใจความรู้สึกเด็ก เด็กก็จะมีการรับฟังที่ดี

2.ควรให้การสนับสนุน เพราะจะเป็นส่วนสำคัญที่จะฝึกให้เด็กเผชิญกับปัญหา เป็นการฝึกทักษะ ต่อไปถ้าเด็กต้องเจอปัญหาเขาก็จะเผชิญได้ง่ายขึ้นด้วย ถือว่าเป็นโอกาสอย่างหนึ่งในวิกฤต

3.ต้องให้กำลังใจ ให้รางวัลเด็ก เช่น วันจันทร์ศุกร์ ทางโรงเรียนมีการเรียนเพิ่ม เด็กจะมีเวลาเล่นน้อยลง ตรงนี้พ่อแม่อาจจะให้กำลังใจเพิ่ม เช่นว่า เดี๋ยววันอาทิตย์นี้เราไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน เป็นการหาเวลาชดเชยให้ลูกผ่อนคลายมากขึ้น

4.พิจารณาสิ่งที่จำเป็นให้กับลูก เช่น เด็กที่เรียนพิเศษอยู่แล้ว อีกทั้งยังเรียนดนตรี เล่นกีฬา พ่อแม่อาจจะต้องตัดออกไปก่อนในเทอมนี้ พอเทอมหน้าลูกมีเวลาเรียนมากขึ้นค่อยกลับไปเรียนอีกทีก็ได้

5.ต้องเตรียมพร้อมทำความเข้าใจกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็ยอมรับ เหมือนกับจะช่วยลูกว่าจะต้องเผชิญกับมันยังไง กิจวัตรก็ต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ลูก พ่อแม่ต้องจัดเวลาใหม่เหมือนกัน พอเลิกงานแล้วต้องรับลูกที่ไหนพ่อแม่ต้องวางแผนด้วย พญ.อังคณา แนะนำว่า ผู้บริหารโรงเรียนถือว่ามีส่วนสำคัญ ซึ่งจะต้องหันมาดูแลว่าคุณครูมีความเครียดหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหรือไม่ เพราะหากที่บ้านของครูผู้สอนได้รับผลกระทบก็จะเกิดความเครียด เมื่อมาสอนก็อาจจะระบายความเครียดไปลงที่เด็ก หรือไม่สามารถรับมือกับปัญหาความไม่พร้อมของเด็กได้

“ทางผู้บริหารโรงเรียนควรจะต้องเอาใจใส่ หาข้อมูลดูว่าครูท่านไหนบ้างที่บ้านมีปัญหา ซึ่งการช่วยเหลือหรือให้กำลังใจจะทำให้สภาพจิตใจของครูดีพร้อมรับมือกับเด็กได้”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท