
เดินไป...กินไป!
เดินไป กินไป! พฤติกรรมเยี่ยงนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนละก็เป็นเรื่องแน่ เพราะคุณแม่คนสวยของผมคงด่าเปิดเปิง
โดย...องค์ชายห้า
เดินไป กินไป! พฤติกรรมเยี่ยงนี้ถ้าเป็นสมัยก่อนละก็เป็นเรื่องแน่ เพราะคุณแม่คนสวยของผมคงด่าเปิดเปิง เด็กอะไรไม่มีมารยาทบ้างล่ะ ไม่เรียบร้อยบ้างล่ะ เชื่อมั้ยว่าการเดินกินเป็นเรื่องที่แสนไม่สุภาพในสายตาของคุณแม่ผมมากๆ เลยล่ะครับ
บ้านอื่นๆ ก็เถอะ ผมเชื่อว่าถ้าเห็นลูกหลานเดินกินก็คงจะโดนต่อว่าเหมือนกันนั่นแหละ
พอมาถึงยุคนี้ดูเหมือนการเดินไป กินไป จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว (แต่ต้องไม่ให้คุณแม่เห็นอยู่ดี อิอิ) เพราะเป็นยุคที่ต้องแข่งกับเวลา เวลา และก็เวลา
ผมคนหนึ่งล่ะที่ตกเป็นทาสของเวลา และความเร็ว จะรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งกับการที่ต้องรออาหารนานๆ ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้นานเกินรอ แต่ถ้าต้องรอมากกว่า 10 นาทีเป็นได้เรื่อง (บางครั้งแค่ 5 นาทีหน้าก็ยักษ์ใส่แล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ) ทั้งหงุดหงิด ทั้งรมณ์เสีย
อาหารสำหรับผู้คนยุคแข่งกับเวลา ทุกอย่างจึงจำเป็นต้องรีบ ง่าย และสะดวก แต่ต้องอร่อยด้วยนะ ไม่ใช่เห็นว่ารีบๆ จะขายอะไรก็กินกันไปหรอกนะเออ...
อย่างฝรั่งอาหารเร่งด่วน เดินไป กินไป ที่เหมาะก็น่าจะเป็นพวกแฮมเบอร์เกอร์ ไม่ก็บาร์บีคิว ส่วนของบ้านเราส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแบบเสียบไม้ปิ้งย่าง ลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึกย่าง หมูสะเต๊ะย่าง อะไรเทือกนี่แหละเหมาะกับการเดินไป กินไปที่สุด และมันก็ได้อรรถรสในการกินมากกว่านั่งกินเป็นเรื่องเป็นราวเป็นไหนๆ
เวลาไปเดินเล่นถนนข้าวสาร สิ่งหนึ่งที่ทำประจำคือก่อนหาที่นั่งแฮงเอาต์สถิต คือจะต้องเดินกินนั่น กินนี่ ชิลไปเรื่อย ลูกชิ้นปิ้งบ้าง ทอดบ้าง หรือจะเป็นหนวดปลาหมึกย่าง น้ำจิ้มแซบๆ นี่ของโปรดเลยล่ะ เห็นเมื่อไหร่เป็นต้องปรี่เข้าใส่
อีกเมนูประจำคือผัดหมี่ (เพื่อนผมบอกฝรั่งเรียกผัดไทย เอองง) ฟังดูเหมือนจะไม่เข้ากันกับการเดินกิน แต่ค่าที่มันคงแพงมั้งแม่ค้าเลยไม่มีที่ให้นั่งกิน เราก็เลยเดินกินแบบชิลชิล จนเคยชิน และไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใด
อีกอย่างคงเป็นการประหยัดงบในกระเป๋าด้วยล่ะมั้ง ก็พอมีของรองท้องเสร็จสรรพ เราจึงมุ่งหน้าหาที่นั่งฟังเพลง แล้วก็สั่งเครื่องดื่มมาดื่ม ดื่ม และก็ดื่ม...โดยไม่ต้องสั่งอาหารมากินก็ (คง) ไม่มีใครว่า (ทำบ่อย แฮะๆ) เอาค่ากับแกล้มมาจ่ายค่าเครื่องดื่มคุ้มกว่าเยอะ เหอะ เหอะ
ส่วนตัวผมรู้สึกว่าอาหารเสียบไม้ปิ้งย่างแบบไทยๆ ของเราน่าพิสมัยกว่าเบอร์เกอร์ของฝรั่งเป็นไหนๆ นอกจากกลิ่นหอมเครื่องเทศเต็มๆ รสชาติแต่ละชนิดยังเข้มข้นจากน้ำหมักที่ทำกันอย่างตั้งใจอีกต่างหาก
และเห็นรวดเร็วทันใจ ปิ้งย่างๆ กันไป แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นเรื่องง่ายดายที่จะทำให้อาหารประเภทนี้มัดใจใครต่อใครกันหรอกนะครับ เพราะทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเวลาจริงๆ ทั้งการหมัก การย่าง และเวลากินทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด
ของปิ้งย่างบางอย่างหมักเร็วไปรสชาติก็ไม่เข้าเนื้อ ปิ้งนานไปก็แข็ง บางอย่างก็ต้องกินขณะร้อนๆ ทิ้งไว้เย็นมันจะกระด้าง โดยให้หมามันยังไม่แลเลย
ผมยังจำคำของคุณแม่คนสวยได้แม่น ว่าหากจะกินของปิ้งย่างที่ต้องใช้การหมักจะต้องหมักนานๆ ชนิดข้ามคืนยิ่งดี เพราะน้ำหมักจะซึมเข้าเนื้อเต็มๆ
กระทั่งเวลาย่างก็ขึ้นอยู่กับประเภทของเนื้อต่างๆ อย่างเนื้อก็ต้องใช้ไฟแรงๆ สักหน่อย แต่ต้องไม่ถึงกับลุกนะเพราะมันจะเกรียมก่อนสุกไปซะก่อน
ส่วนไก่และปลา ควรจะใช้ไฟอ่อนๆ กล่อมไปเรื่อยๆ เพราะทั้งไก่และปลาแนะนำว่าควรย่างกินแบบสุกๆ
ยิ่งไฟอ่อนๆ ก็จะสุกถึงเนื้อในอย่างทั่วถึง และทำให้สัมผัสถึงความหวานนุ่มของเนื้อนั้นๆ อย่างเต็มปากเต็มคำ
ผิดกับใช้ไฟโหมใส่เข้าไปข้างนอกดูเหมือนจะสุก แต่แงะดูเนื้อในเลือดยังแดงสดอยู่เลยอ่ะ
คุณแม่คนสวยอีกนั่นแหละ บอกว่าอาหารปิ้งย่างควรจะย่างโดยใช้เตาถ่านถึงจะหอมและอร่อย ผมยังแอบเห็นว่าเวลาที่แม่ย่างปลาช่อน นอกจากคลุกเกลือและยัดตะไคร้ใบมะกรูดใส่ท้องเจ้าปลาช่อนตัวอวบเพื่อเพิ่มความหอมและดับคาวอย่างได้ผลแล้ว คุณแม่คนสวยของผมยังมีวิธีลดอุณหภูมิความร้อนเพื่อให้เจ้าปลาช่อนสุกทั้งข้างนอกทั้งข้างในอีกตะหาก คือจะใช้ขี้เถ้าค่อยๆ โรยไปบนถ่าน บางครั้งท่านก็ตักถ่านออกเสียบ้างไรบ้าง น่าประทับใจมากๆ เพราะนอกจากหอมหวนยวนใจ เปิดเนื้อในยังเห็นเนื้อชุ่มฉ่ำมันไม่เหือดหายไปเพราะโหมไฟมากเกินไปอีกด้วย
ปลาช่อนคลุกเกลือของคุณแม่จึงอร่อยมัดใจลูกๆ มาจนถึงทุกวันนี้ยังไงล่ะครับ
แต่คุณแม่คนสวยก็ยังไม่ประทับใจให้ลูกหลานเดินไป กินไป อยู่ดีนั่นแหละอิอิ







