
ข้อคิด-ข้อธรรมสู่สาธุชนพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ตอน๓)
ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย อยากได้บทธรรมบรรยายที่แสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เรื่องอนัตตา เพื่อจะได้นำมาศึกษาปฏิบัติ และเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คนที่สนใจที่ได้ติดตามธรรมส่องโลกมาโดยตลอด
ด้วยความเคารพยิ่ง
จาก จีระพัฒน์
วิสัชนา : ให้เพ่งรู้ในรูปนี้ ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้เพ่งรู้ สักแต่เพียงว่าเป็นธาตุ ธาตุที่ประกอบรวมตัวกัน ไม่ใช่ของยั่งยืน ไม่ได้มีความหมายที่เป็นตัวตน สักแต่เพียงว่าเป็นธาตุ เมื่อจิตดำริ ลมก็ขับเคลื่อน หายใจเข้า-หายใจออก เรียกว่า อสาสะ ปสาสะ เป็นลมหายใจทางจมูก เข้าไปถึงปอด เป็นการหายใจเข้า-หายใจออก ลมหายใจทำให้ธาตุนี้ดำรงอยู่ได้ เมื่อลมนั้นดับสิ้นไป ธาตุนี้ก็ย่อมแตกสลายไปเป็นธรรมดา
ตรงนี้สำคัญ เป็นการแสดงให้เห็นการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่าง ๓ อย่าง คือ (๑) จิต (๒) ลม (๓) กาย... จิต เป็นธาตุรู้ดำริ... เมื่อจิตดำริ ลมขับเคลื่อน หายใจเข้า-หายใจออก... หายใจเข้า-หายใจออก เพื่อเลี้ยงกายนี้ กายก็จะมีความปรุงแต่งเกิดขึ้น... สภาพกายที่ปรุงแต่ง ก็เพราะธาตุปรุงแต่ง... ธาตุปรุงแต่ง ก็เพราะลมเข้าไปเลี้ยง... ลมเข้าไปเลี้ยง ก็เพราะจิตดำริอยู่... จิตอาศัยกาย โดยใช้ลมเข้าไปเลี้ยงเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต จึงเรียกว่ามีชีวิต... ย้ำอีกครั้งว่า ให้เพ่งรู้อยู่ขณะนี้ ให้รู้เห็นความจริงของสามส่วนสัมพันธ์กันของความมีชีวิต คือ หนึ่ง จิต สอง ลมหายใจเข้าออก และสาม กาย...ถ้าสามสิ่งนี้ไม่สัมพันธ์กันโดยธรรมชาติ ชีวิตนี้ก็แตกสลาย หากสามส่วนนี้แยกออกจากกัน ชีวิตนี้ก็สิ้นไป... สามสิ่งนี้ต้องอยู่ร่วมกัน จึงเรียกว่ามีชีวิต ถ้าสามสิ่งนี้สิ้นไป ชีวิตก็สิ้นไป
... จะเรียกว่า “จิต” นี้เป็นตัวเรา ก็ไม่ใช่
เพราะจิตนี้เป็นสังขารธรรมอันหนึ่ง มีความเกิดความดับเป็นธรรมดา
... จะเรียกว่า “ลม” นี้เป็นตัวเรา ก็ไม่ใช่
เพราะลมนี้เป็นสาธารณะ มีการเคลื่อนเข้า-เคลื่อนออกตามสภาพแห่งจิตที่ดำริ
... จะเรียกว่า “รูป” นี้ เป็นตัวเรา ก็ไม่ใช่
เพราะเมื่อแตกสลาย ก็กลายเป็นดิน-น้ำ-ลม-ไฟ แยกกลับคืนสู่ธาตุ จึงไม่มีส่วนใดเป็นความเป็นตัวตนของเราหลงเหลืออยู่เลย
เมื่อหายใจเข้า จึงให้รู้รูปนี้ที่เป็นกายสังขาร ด้วยสภาพธรรมความปรุงแต่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อหายใจออก ก็ให้เห็นสภาพกายสังขารที่ปรุงแต่ง ที่สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ฉะนั้น ทุกลมหายใจเข้าออก... ให้เห็นแต่สักว่าเป็นธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เรา เขา
เมื่อเราเข้าถึง “ความเป็นจริงในธรรมชาติ” ว่า สภาพธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็เห็นความสัมพันธ์ของลมหายใจเข้า-หายใจออก ที่เชื่อมโยงให้จิตกับกายนั้นอยู่ร่วมกัน อยู่ได้สัมพันธ์กัน
ถ้าเรากำหนดรู้อย่างต่อเนื่อง เห็นความจริงทุกลมเข้าลมออกว่า นาม รูป นี้ ไม่ใช่สภาพความเป็นเรา เป็นตัวตนของเราตามที่กล่าว สักเป็นแต่เพียงว่าธาตุ ไม่ใช่ของยั่งยืนแล้ว จิตเราก็จะเกิดการอบรม จิตที่ดำริรู้ชอบจะเกิดปัญญา และปัญญาดังกล่าวนั้นก็คือการเข้าสู่ความเป็นพุทธภาวะ เป็นการรู้ ตื่น เบิกบาน รู้เท่าทันความจริงในธรรมชาติว่า นาม รูป นี้ เป็นเพียงของสมมติ อันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และแตกดับ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย... ผู้ที่มีความระลึกรู้ชอบดังกล่าว จิตก็จะไม่ฟุ้งซ่าน จิตจะไม่ปรารถนาในความกำหนัดยินดี จิตจะไม่ติดในความรักความชังกับโลกนี้ เพราะเข้าใจความจริงว่า นาม รูป นี้ สักเพียงแต่ว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่ของยั่งยืน ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน
การรู้เห็นความจริงดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ เห็นจิต เห็นลม เห็นกายที่สัมพันธ์กัน เห็นสักเพียงแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นไปตามสภาพธรรมอันเป็นความปรุงแต่ง เคลื่อนไหวไปตามเหตุตามปัจจัย... เหตุปัจจัยมีอยู่ สภาพธรรมเหล่านี้ก็ยังมีอยู่... เหตุปัจจัยสิ้นไป สภาพธรรมนี้ก็สูญสิ้นไปเป็นธรรมดา... เมื่อรู้ในธรรมดังกล่าวทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก ก็จะอยู่ที่จิตที่รู้ ตื่น เบิกบาน และตั้งมั่น... ลมหายใจเข้า จิตตั้งมั่น ลมหายใจออก จิตตั้งมั่น... เป็นจิตที่ตั้งมั่น ที่หยุดความปรุงแต่ง ปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ คือ ธรรมที่เป็นอกุศล... เป็นจิตที่สงบตั้งมั่น ไม่ข้องแวะในการเข้าไปยึดถือว่า รูปนามนี้เป็นตัวตน
... ทุกลมหายใจเข้า พึงรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของ นาม รูป นี้
... ทุกลมหายใจออก พึงรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของ นาม รูป นี้
การรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของ นาม รูป นี้ เรียกเป็นบาลีว่า การเข้าถึงกฎความเป็นอนัตตา... กฎอนัตตา เป็นกฎธรรมชาติ ซึ่งเป็นกฎความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ ผู้ที่ตรัสรู้ชอบรู้แจ้งในกฎนี้ คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศหลักธรรมกฎอนัตตาขึ้นที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้เมื่อปฐมพรรษา เป็นการสั่งสอนอบรมจิตพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ซึ่ง ณ บัดนั้น ได้ถึงซึ่งความเป็นพระอรหันตเจ้า เพราะแจ้งแทงตลอดในธรรมดังกล่าวว่า สัพเพ ธรรมา อนัตตา...
... ธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ตัวตน
... ธรรมทั้งหลายนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย
... ธรรมทั้งหลายนั้น เป็นไปตามกฎอนัตตา
อ่านต่อพรุ่งนี้







