
สิริพิชญ์ สินมา เป้าหมายชีวิตมีไว้พุ่งชน
ภาพแห่งความฝันที่ชัดเจนและไม่เคยเปลี่ยนแปลงว่าอยากจะเป็น “ผู้พิพากษา”
โดย...พุสดี
ภาพแห่งความฝันที่ชัดเจนและไม่เคยเปลี่ยนแปลงว่าอยากจะเป็น “ผู้พิพากษา” ตั้งแต่สมัยที่คุณครูอนุบาลให้เขียนว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คล้ายเป็นกรอบคอนกรีตที่แข็งแกร่งให้ถนนสายชีวิตของ พิงค์-สิริพิชญ์ สินมา สาวน้อยวัย 23 ปี พุ่งตรงไปให้ถึงเป้าหมาย โดยไม่ต้องเสียสมาธิไปกับทางเลี้ยวทางโค้งใดๆ ทว่าสิ่งเดียวที่ยังรั้งความฝันอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์สาวผู้นี้ไว้ได้ในเวลานี้ คือ อายุที่ก้าวไม่ทันความสามารถของตัวเธอเอง
“พิงค์ว่าเป็นความโชคดีนะ ที่เรารู้ความฝันของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก รู้ว่าเราชอบอะไร เลยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการลองนู่นลองนี่ เพราะพอเรารู้ว่าเราชอบกฎหมาย เราก็มุ่งมาทางนี้เลย บวกกับตอนรุ่นเรามีหลักสูตรพรีดีกรี (Pre-Degree) ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงพอดี เลยเหมือนเป็นทางด่วนให้เรามาถึงจุดนี้ได้เร็วขึ้น”
อาจารย์พิงค์ไขปริศนาที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุเพียง 20 ต้นๆ ว่า เพราะเธอเลือกสมัครเข้าหลักสูตรพรีดีกรีของมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเรียนปริญญาตรีไปพร้อมๆ กับหลักสูตรมัธยมปลายที่โรงเรียนโยธินบูรณะ ทำให้เธอกลายเป็นบัณฑิตตั้งแต่อายุ 18 ปี หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ได้ปริญญาพร้อมวุฒิ ม.6
สาวพิงค์ บอกว่า ฟังดูเหมือนการเรียนควบคู่กันเช่นนี้ จะทำให้เธอต้องเรียนหนักกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่สำหรับเธอกลับเห็นว่า เมื่อมีโอกาสแล้วต้องพุ่งชน และด้วยเหตุนี้เองทำให้เธอเลือกลาออกจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรปริญญาตรี หลังจากเข้าเรียนได้ 1 ปี เพื่อลัดฟ้าไปคว้าปริญญาโท 2 ใบ จากมหาวิทยาลัยซานดิเอโก และโรงเรียนกฎหมายแคลิฟอร์เนีย เวสเทิร์น ประเทศสหรัฐอเมริกา
“ตอนจบโทมา พิงค์อายุ 22 ปี กลับมาถึงเมืองไทยปุ๊บ ก็ตรงเข้ามาสมัครเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงเลย เพราะรู้สึกว่าที่นี่ให้โอกาสพิงค์ ทำให้เราเรียนจบเร็วและมีโอกาสไปเรียนต่อเมืองนอก พิงค์ได้ทุนจากมหาวิทยาลัยไปเรียนต่อ เพราะเห็นประวัติการเรียนของเราต่างจากคนอื่น เขาไม่เคยเห็นมีเด็กอายุน้อยเท่านี้ (ตอนนั้นอายุ 19 ปี) มาเรียนปริญญาโท”
แม้คุณสมบัติและความสามารถที่จะก้าวเข้ามาสวมบทอาจารย์จะมีอยู่เต็มกระเป๋า แต่ด้วยลุคและวัยทำให้การเข้าห้องเรียนในครั้งแรกของอาจารย์พิงค์ตกอยู่ในอาหารประหม่า และต้องทำการบ้านเพื่อเตรียมการสอนหนักเอาเรื่อง
“ช่วงแรกๆ ที่มาสอนตื่นเต้นมาก เพราะพิงค์ตั้งใจว่าอยากให้คนที่เราสอนได้ความรู้มากกว่าตัวเรา ทุกครั้งพิงค์จะเตรียมการสอนแบบเกิน 100 ตั้งใจเต็มที่ มีการเขียนสคริปต์ แทรกมุขระหว่างสอนเพื่อสร้างบรรยากาศในห้องเรียนด้วย โดยจะเขียนไว้เลยว่า ถ้าสอนมาถึงตรงนี้ต้องมีมุขตลกนิดหนึ่งนะ จำได้ว่าตอนสอนครั้งแรกขาสั่นเลย มุขที่เตรียมมาก็ไม่กล้าเล่น”
นอกจากการทำการบ้านและพกใจมาเต็มร้อยแล้ว อีกหนึ่งวิธีรับมือกับอุปสรรคเรื่องวัยของพิงค์ในสายงานที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือคือ เธอจะพยายามเป็นตัวของตัวเอง ไม่พยายามดูแข็งเกินไป หรือดูอ่อนเกินไป เพราะสำหรับอาจารย์พิงค์ การเป็นอาจารย์ไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องแข็งให้เด็กเข้าไม่ถึง แล้วจึงเคารพ แต่เจ้าตัวเชื่อว่าลูกศิษย์จะดูจากการกระทำมากกว่า คือ ถ้าอาจารย์ตั้งใจ ให้ใจลูกศิษย์ไปจริงๆ นั่นก็คือสิ่งที่ดีสำหรับการเป็นอาจารย์ และแน่นอนว่าลูกศิษย์จะให้ความเกรงใจเราเอง
ในวันที่ความฝันยังไม่เป็นจริง เพราะอาจารย์พิงค์ต้องรอให้อายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ จึงจะไปสอบเป็นผู้พิพากษาได้ดั่งใจ อาจารย์พิงค์ก็ขอทำหน้าที่ทุกวันนี้ให้ดีที่สุข สำหรับไอดอลที่จุดประกายฝันให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คือ การปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอัยการ คุณพ่ออุทัย ซึ่งทุกครั้งที่กลับมาบ้านจะมีตัวอย่างคดีมาเล่าให้ลูกสาวคนเก่งฟังเสมอ
ส่วนกำลังใจเล็กๆ ที่อาจารย์พิงค์ใช้เป็นแรงใจในการเรียนวิชากฎหมายที่แสนเครียด คือข้อความที่ว่า “ผู้มีภารกิจอันยุ่งเหยิง ย่อมประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่” ซึ่งเจ้าตัวเองก็จำไม่ได้ว่าไปคัดมาจากที่ไหน แต่เมื่อใดที่ต้องเจอกับปัญหาหนักๆ ในชีวิต อาจารย์พิงค์จะบอกกับตัวเองว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไป แต่อย่างแรก คือเราต้องอย่าหลบปัญหา แต่ให้คิดก่อนว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะอะไร ทางแก้มันมีอะไรบ้าง แล้วก็เลือกทางที่ดีที่สุด เพื่อลองทำดู ซึ่งถ้าผลลัพธ์ออกมาอย่างไร ก็จะถือว่าตั้งใจทำดีที่สุดแล้ว







