
มาลดรายจ่ายเพิ่มรายได้กัน
มาลดรายจ่าย เพิ่มรายได้กันอุทกภัยครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจของคนจำนวนมาก
โดย...วรธาร ทัดแก้ว
มาลดรายจ่าย เพิ่มรายได้กันอุทกภัยครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจของคนจำนวนมาก พื้นที่เกษตรกรรมในหลายจังหวัดเสียหาย เกษตรกรขาดรายได้มาหลายเดือน และจะยังคงขาดรายได้ไปอีกหลายเดือนจากปัญหาน้ำท่วม หลายคนปัญหาหนี้สินทับถมมากยิ่งขึ้น และความเสียหายยังจะขยายวงกว้างออกไปอีก และไม่เพียงกระทบภาคเกษตรกรรม แต่ยังนำความเสียหายมาสู่ภาคอุตสาหกรรม การค้า และการท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการว่างงานอย่างฉับพลัน มิหนำซ้ำยังสร้างปัญหาทางสุขภาพตามมา
กล้าดี...ฟื้นฟูผู้ประสบภัยอย่างยั่งยืน
องค์กรอย่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้ริเริ่ม “โครงการกล้า...ดี” หรือ “โครงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบอุทกภัยอย่างยั่งยืน” ขึ้น โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการ “ช่วยเขาให้เขาช่วยตัวเขาเอง” และหลักการทรงงาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ระเบิดจากข้างใน” มาใช้ในการดำเนินการโครงการนี้
ณรงค์ อภิชัย หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม โครงการกล้าดี กล่าวว่า โครงการเกิดขึ้นมาอย่างเร่งด่วน เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2554 ที่ผ่านมา จากนั้นทีมงานได้มีการลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากน้ำท่วมในหลายจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมในวันที่ 15 ต.ค. จากนั้นได้เริ่มเพาะกล้าเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่โรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 1.4 ล้านต้น และที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลพบุรี และกองบิน 2 กองทัพอากาศ จ.ลพบุรี 6 แสนต้น
“จุดประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนหลังน้ำลด โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านคน หรือประมาณ 2 แสนครัวเรือน หรือครัวเรือนละ 5 คน และส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของผู้ประสบภัยโดยเฉพาะเกษตรกรได้ช่วยเหลือตนเองอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน ทุกสาขาอาชีพ และทุกเพศวัยมีส่วนร่วมในโครงการ”
2 มาตรการ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม กล่าวว่า โครงการกล้าดีจะทำผ่าน 2 มาตรการหลัก คือ การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนที่ถูกน้ำท่วม
“การลดรายจ่ายโครงการได้ให้การสนับสนุนด้วยชุดที่เรียกว่า ‘3 พร้อม’ แก่ประชาชน 1 ล้านคนตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ประกอบด้วยชุด พร้อมกิน ซึ่งก็จะเป็นพวกเครื่องกิน ของแห้ง ได้แก่ พริกแห้ง กระเทียม และเกลืออย่างละครึ่งกิโลกรัม ชุดพร้อมปลูก ด้วยการมอบต้นกล้าจำนวน 9 ต้น ได้แก่ พริกขี้หนู 3 มะเขือเปราะ 2 มะเขือยาว 2 และกะเพรา หรือโหระพา 2
ปิดท้ายด้วยชุดพร้อมเพาะ ซึ่งจะเป็นเมล็ดพันธุ์ให้เพาะปลูกเอง ได้แก่ ถั่วฝักยาว 40 เมล็ด ฟักทอง 50 เมล็ด ผักบุ้ง 1,000 เมล็ด กวางตุ้ง 1,250 เมล็ด และชะอม หรือกล้วยน้ำว้า 1 ต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้คาดว่าภายใน 120 วัน ใน 1 ครอบครัว จะลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 3,000 บาท หรือต่อคนที่ 600 บาท หรือคาดว่าจะลดได้ทั้งสิ้น 600 ล้านบาท”
หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการภาคสนาม กล่าวต่อว่า ส่วนการเพิ่มรายได้โครงการจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ระยะสั้นซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาด เช่น พริกซูเปอร์ฮอต แก่ผู้ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ 3 หมื่นครอบครัว หรือที่ 1.5 แสนคน คาดว่าภายใน 120 วัน รายได้ต่อคนจะอยู่ที่ 1,606 บาท หักต้นทุนในการเพาะปลูกประมาณ 540 บาทต่อคนแล้วจะอยู่ที่ 1,066 บาทต่อคน หรือรวมทั้งสิ้นอยู่ที่ประมาณ 160 ล้านบาท
ณรงค์ กล่าวว่า อันดับแรกทางโครงการจะเข้าไปสนับสนุนให้กับชุมชนที่มีความต้องการช่วยเหลือตัวเองให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นการสร้างนิสัยที่จะลดค่าใช้จ่ายและการพึ่งพาตัวเองโดยไม่ต้องรอแต่พึ่งพาจากคนอื่น ทั้งนี้แม้คนที่ไม่เคยปลูกหรือคอยแต่ซื้อกินก็สามารถปลูกรับประทานได้
ด้วยหลักเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา
ณรงค์ กล่าวถึงการดำเนินการว่า ได้ใช้หลักของการเข้าถึง เข้าใจ พัฒนา และระเบิดจากข้างในของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสิ่งแรกที่ทำ คือ การเข้าหาชุมชน ประชาชน ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วม เพื่อถามถึงความคิดเห็นและความต้องการของพวกเขา ว่าต้องการอะไรและอยากทำอะไรในการช่วยเหลือตนเอง
“จากนั้นจะกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการช่วยเหลือตัวเองมากที่สุด ไม่ใช่รอรับความช่วยเหลือจากคนอื่นแต่ฝ่ายเดียว โดยเรามองว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีของความเป็นคนที่จะช่วยเหลือตัวเองในการดำรงชีวิต เราต้องการให้พวกเขาเกิดการพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด เลี้ยงตัวเองได้ รวมถึงการสร้างนิสัยลดรายได้และเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองอย่างยั่งยืน”
ณรงค์ กล่าวว่า สิ่งที่โครงการให้นั้นมิใช่หวังให้ทุกคนร่ำรวย เพราะของที่ให้ก็ไม่ได้เยอะ แต่ที่หวังคืออยากให้โครงการนี้เป็นตัวจุดประกายให้เกิดการเริ่มต้นในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน เข้มแข็ง ในอนาคต ไม่ต้องการให้คนต้องรอแต่ความช่วยเหลือจากคนอื่น







