
เอทีพี...อย่าดีแต่ใช้เงินล่อ!
“เงินทองไม่เข้าใครออกใคร” ดูเหมือนวลีนี้ยังใช้จริงได้อยู่เสมอ และการถอนตัวของ โนวัก โจโควิช ที่กรุงปารีส
โดย...จาด้า
“เงินทองไม่เข้าใครออกใคร” ดูเหมือนวลีนี้ยังใช้จริงได้อยู่เสมอ และการถอนตัวของ โนวัก โจโควิช ที่กรุงปารีส เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็ยิ่งทำให้แฟนลูกสักหลาดอดตั้งข้อสงสัยไม่ได้ว่า “เอทีพี” และนักหวดมือ 1 โลก ห่วงแต่เรื่องผลประโยชน์มากเกินไปหรือเปล่า
โจโควิช...หน้าเงิน?
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โจโควิช คือผู้เล่นที่ดีที่สุดในปีนี้ แต่น่าเสียดายที่ความยอดเยี่ยมของเขากลับต้องมาเจอรอยด่างพร้อย หลังจากที่ตัดสินใจถอนตัวก่อนแข่งในรอบก่อนรองชนะเลิศ “ปารีส มาสเตอร์ส” กับ โจวิลเฟรด ซองกา ขวัญใจเจ้าถิ่น
แน่นอนว่า กองเชียร์ย่อมอยากเห็นนักหวดเพื่อนร่วมชาติคว้าชัยเป็นธรรมดา แต่การชนะบายแบบนี้คงไม่ใช่สิ่งที่แฟนๆ ปรารถนา เพราะอุตส่าห์ตีตั๋วราคาแพงเข้ามาก็หวังว่าจะได้ชมเกมที่สนุกตื่นเต้น
ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า โจโควิช เจ็บจริงไหม เพราะคนที่ติดตามการแข่งขันของเอทีพี ทัวร์ มาตลอด ก็คงจะทราบดีว่าหลังจากที่ตะบี้ตะบันแข่งและคว้าแชมป์มาถึง 10 รายการ สภาพร่างกายของนักหวดชาวเซิร์บก็เริ่มที่จะกรอบเป็นข้าวเกรียบ และก่อนที่จะมาแข่งที่ปารีส เขาก็เพิ่งแพ้ เคอิ นิชิโคริ ในรอบตัดเชือก เนื่องจากปัญหาบาดเจ็บที่หัวไหล่ด้วย
สิ่งที่กองเชียร์ไม่เข้าใจก็คือ เมื่อรู้ว่าสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์อยู่แล้ว ทำไมยังมาฝืนลงเล่นที่ฝรั่งเศสอีก ก่อนที่จะถึงบางอ้อเมื่อสื่อตีข่าวว่า หาก โจโควิช ลงแข่ง “ปารีส มาสเตอร์ส” เขาก็จะฟันโบนัสไปเหนาะๆ 1.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 49 ล้านบาท)
เท่านั้นเอง.. นักหวดหนุ่มอารมณ์ดีเจ้าของสมญานาม “เดอะ โจ๊กเกอร์” (The Djoker) ก็กลายเป็นพวกเห็นแก่เงินในสายตาของสื่อและแฟนเทนนิสจำนวนมากไปในทันที ถ้าใครไม่เชื่อก็ลองไปค้นหาข้อมูลในกูเกิล แล้วพิมพ์คำว่า Djokovic Bonus Pool ดู ก็จะมีรายงานข่าวและความเห็นในทางลบขึ้นมาเป็นพรืด
เงินโบนัส vs สุขภาพ
หลังจากที่ขอยอมแพ้ต่อ ซองกา โดยที่ไม่ได้ลงสนาม โจโควิช ก็ออกมาขอโทษขอโพยต่อแฟนเทนนิส พร้อมกับย้ำว่า เขาต้องการที่จะคว้าแชมป์ “ปารีส มาสเตอร์ส” จริงๆ แต่เมื่อปัญหาบาดเจ็บกลับมารบกวนก็เลยจำใจต้องถอนตัว
นักหวดวัย 24 ปี ไม่ได้ลงชิงชัยในศึก “เซี่ยงไฮ้ มาสเตอร์ส” หลังจากที่พักยาว 6 สัปดาห์นับตั้งแต่คว้าแชมป์ยูเอส โอเพน เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นทำให้เขาอดได้โบนัส 2 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อตกลงที่ต้องแข่งมาสเตอร์สซีรีส์ครบ 8 รายการในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม หากพลาดไปแค่รายการเดียว เงินพิเศษนี้ก็จะหายไป 4 แสนเหรียญสหรัฐ แต่แน่นอนว่า มันก็ย่อมดีกว่าไม่ได้อะไรเลย หากพลาดไป 2 รายการ
“ผมได้ยินคนพูดกันว่า ผมก็คงแค่ลงสนาม เล่นไปเกมเดียวเพื่อที่จะได้เงินโบนัสนี้ ให้ตายเถอะ มันน่าขำจริงๆ ผมอยากเล่นให้ดีที่นี่ (ปารีส) ผมอยากไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วจากนั้นก็ที่ลอนดอน (ศึกเอทีพี ทัวร์ ไฟนอลส์) ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราทุกคนในช่วงเวลานี้ของปี” โจโควิช ให้สัมภาษณ์หลังจากขอยอมแพ้ซองกา
ถึงเจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธเช่นนั้น แต่เพื่อนร่วมวงการไม่มองอย่างนั้น
โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 16 รายการ คือหนึ่งในนั้นที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่ก่อน โจโควิช จะถอนตัวในศึกปารีส มาสเตอร์ส โดยเน้นว่า สุขภาพควรจะมาก่อน
“เงินเป็นทุกสิ่งทุกอย่างจริงเหรอ? เห็นได้ชัดว่าไม่ แต่ก็นั่นแหละมันก็มีส่วนเช่นกัน แต่เฉพาะในปีนี้เขาทำเงินได้ถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว (มากกว่า 300 ล้านบาท) และผมก็คิดว่ามันมากพอที่จะไม่ควรนำมาเป็นประเด็นในการตัดสินใจ แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา”
ขณะที่ เกร็ก รูเซดสกี อดีตนักหวดมือ 1 ของสหราชอาณาจักร กล้าชี้ชัดว่า เงินคือตัวแปรหลัก
“ถ้าเขาไม่ลงเล่นที่ปารีส เขาก็จะสูญเงินโบนัสก้อนโต เพราะฉะนั้นเขาก็เลยยอมลุยมันสักตั้ง เขาชนะได้ 2 แมตช์ แต่พอจะเจอกับ ซองกา เขาก็ไม่สนใจที่จะเดินลงคอร์ตเสียอย่างนั้น”
ถึงเวลาลดโปรแกรมแข่ง
ความจริงแล้วโปรแกรมที่อัดแน่นเกือบตลอดทั้งปี ทำให้เอทีพีในฐานะองค์กรที่กำกับดูแลการแข่งขันของนักเทนนิสอาชีพชายถูกวิจารณ์มาตลอดในระยะหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ ที่มีข่าวลือถึงขั้นว่าผู้เล่นมีแผนจะรวมตัวกันประท้วงกันเลยทีเดียว
ราฟาเอล นาดาล ดูจะฟอร์มตกลงไปอย่างชัดเจนในฤดูกาลนี้ เพราะสภาพร่างกายไม่ฟิตสมบูรณ์เหมือนเก่า และไม่ใช่แค่อดีตมือ 1 โลกชาวสแปนิช ที่ออกมาเรียกร้องให้ลดโปรแกรมการแข่งขัน เพราะยังมีผู้เล่นชั้นนำ อาทิ แอนดี เมอร์เรย์ มือ 3 ของโลก เฟเดอเรอร์ และ แอนดี ร็อดดิก ที่ออกมาผสมโรงเช่นกัน
ในแต่ละปีนักหวดชายต้องลงแข่งขันกันทุกสัปดาห์นานถึง 11 เดือนเต็ม และหากไม่ใช่รายการของเอทีพี ก็ต้องไปรับใช้ทีมชาติของตัวเองในศึกเดวิส คัพ หรือโอลิมปิก และหากไม่ลงเล่นก็จะถูกตัดแต้ม หรือปรับเงิน หรือชวดโบนัส
กฎระเบียบที่ยิบย่อยของเอทีพีที่เสมือนเป็นการบังคับกลายๆ ให้ผู้เล่นต้องลงแข่งขันหรือทำกิจกรรมพิเศษต่างๆ กับสปอนเซอร์นั้น ได้ทำให้พวกเขาถูกมองว่าเอารัดเอาเปรียบและไม่ให้ความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายของนักกีฬาอย่างที่ควรจะเป็น
อย่างไรก็ตาม ในกรณีของ โจโควิช เอทีพี ยืนกรานว่า พวกเขาได้ให้สิทธิในการตัดสินใจแก่นักหวดมือ 1 โลกอย่างเต็มที่ พร้อมกับปกป้องเรื่องการมอบเงินโบนัสเพื่อเป็นแรงจูงใจด้วย
“โบนัสพูลถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นรางวัลพิเศษแก่นักเทนนิสแถวหน้าที่ลงแข่งขันในรายการชั้นนำของเราครบทุกรายการ บอร์ดเอทีพีสามารถที่จะพิจารณาปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับต่างๆ ได้หากเห็นว่าเหมาะสม แต่ท้ายที่สุดแล้ว โจโควิช อยากจะลงเล่นเอง และเขาก็ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าถูกต้อง”
ส่วนตัวแล้วผู้เขียนเห็นด้วยกับ รูเซดสกี ที่มองว่าการให้โบนัสจูงใจเป็นไอเดียที่ดีของเอทีพี เพียงแต่น่าจะเปลี่ยนเงื่อนไขเป็นการให้เปล่า โดยที่ไม่ต้องไปกดดันให้นักกีฬาต้องลงแข่งขันจนอาจจะเสี่ยงต่อปัญหาบาดเจ็บเรื้อรัง
การที่ โจโควิช คว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ถึง 3 รายการในปีนี้ พร้อมกับสถิติชนะ 69-4 (แพ้ 2 ครั้งมาจากการถอนตัวเพราะเจ็บ) ก็เป็นเพราะเขาต้องทำงานอย่างหนักกว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง และนั่นก็สมควรที่เขาจะได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จมิใช่หรือ







