
ไม่ผิดในเรื่องเดิม
ฉบับนี้ ขอรายงานและอัพเดตเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับน้ำท่วมก็แล้วกันนะคะ เพราะช่วงนี้ หนูดีงดอ่านข่าวน้ำท่วมชั่วคราวเพื่อรักษาอาการ “โอเวอร์โดสข่าวน้ำ”
ฉบับนี้ ขอรายงานและอัพเดตเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับน้ำท่วมก็แล้วกันนะคะ เพราะช่วงนี้ หนูดีงดอ่านข่าวน้ำท่วมชั่วคราวเพื่อรักษาอาการ “โอเวอร์โดสข่าวน้ำ”
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
ฉบับนี้ ขอรายงานและอัพเดตเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับน้ำท่วมก็แล้วกันนะคะ เพราะช่วงนี้ หนูดีงดอ่านข่าวน้ำท่วมชั่วคราวเพื่อรักษาอาการ “โอเวอร์โดสข่าวน้ำ” ของตัวเอง คาดว่าแฟนๆ คอลัมน์หลายคนคงเป็นโรคนี้เหมือนหนูดี “ข่าวน้ำท่วมซินโดรม” กันถ้วนหน้า
ในช่วงนี้ คุณครูจากโรงเรียนวนิษาเกือบ 30 คน ได้ตัดสินใจนั่งรถจากจุดต่างๆ ในประเทศไทย ที่พวกเขาถอยไปตั้งหลักหลังจากน้ำท่วมโรงเรียนไปแล้ว โดยกลับไปอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในต่างจังหวัด ก็ได้มารวมตัวกัน 2 สัปดาห์ เพื่อร่วมมือกันใช้ทักษะของตัวเองในอาชีพครู สอนและทำกิจกรรมสนุกๆ ให้กับเด็กๆ ในค่ายอพยพที่ จ.ชลบุรี
เหตุผลที่เราเลือกจัดกิจกรรม ก็เพราะว่าคนชลใจดีมาก ข้าวปลาอาหารบริจาคกันสดๆ ปรุงใหม่ๆ เยอะ คนที่อพยพมาแทบทุกคนที่หนูดีเข้าไปคุยด้วยจะชมเรื่องอาหารตลอดว่า “อาหารอร่อย สดๆ ไม่ต้องปรุงเลย” เพราะมีร้านอาหารเจ้าดังๆ ปิดร้านมาเลี้ยงกันเป็นประจำ พวกครูๆ อย่างเราเลยตัดสินใจ ช่วยเหลือเป็นกิจกรรมดีกว่า
ปรากฏว่าห้องเรียนชั่วคราวแห่งนี้ ได้ผลดีมาก มีแฟนๆ (ตัวไม่เกินเอว) เยอะมาก จากวันแรกที่ห้องเรียนเปิดมีนักเรียนเพียง 10 คน แต่วันสุดท้ายถึงขั้นแตะหลักร้อย กิจกรรมเพียบเพราะคุณครูเราเก็บกดที่ไม่ได้เจอนักเรียนตัวเอง เลยจัดกิจกรรมสนุกๆ แบบมาราธอนตลอดบ่าย ทั้งเต้น ทั้งร้องเพลง ทำงานศิลปะ สอนมายากล กลุ่มของเราเลยชื่อ “ร้อง เล่น เต้น รำ” มีสโลแกนว่า “ความสุขฟรีฟรี หาได้ที่นี่”
ส่วนผู้ใหญ่ที่มีเกือบ 1 หมื่นคน ในศูนย์ใหญ่ที่วิทยาลัยพละชลบุรีนั้น หลังจากที่พูดคุยสอบถามว่า อยากได้อะไร เราจะได้ “จัดให้” ก็พบว่า สิ่งที่เขาอยากได้จริงๆ แล้วคือ “อยากกลับบ้าน” และ “อยากกลับไปทำอาชีพ” ค่ะ สิ่งนั้นไม่รู้จะจัดให้ได้อย่างไร มาหาอะไรทำสนุกๆ ให้จิตใจเบิกบานในยามนี้กันก่อนแล้วกันนะคะ จะได้มีพลังงานพอจะกลับไปฟื้นฟูบ้าน
น้องหนูหวานพยายามเสนอไปสอนเย็บกระเป๋าเป็นรายได้พิเศษยามนี้ แต่ปรากฏว่าสิ่งที่เราค้นพบมันง่ายกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ใช้คลายเครียดของคนหมู่มากแบบง่ายๆ และทุกคนยอมรับได้ ทำให้จิตใจเลิกหมกมุ่นเรื่องปัญหา ได้ออกกำลังให้เอ็นดอร์ฟินหลั่ง ก็มี “เต้น” กับ “ร้องเพลง” นี่ล่ะค่ะ กลุ่มเราเลยจัด “เต้นแอโรบิกหมู่” ทุก 5 โมงเย็น และไปหาซื้อเครื่องเล่นคาราโอเกะมาติดตั้งให้ผู้ประสบภัยมาร้องคาราโอเกะฟรี และอีกสิ่งหนึ่งที่หนูดีมาพบในของอพยพของตัวเอง คือ เครื่องฉายโปรเจกเตอร์ขนาดจิ๋วแต่ราคาหลักแสนที่หนูดีเก็บไว้ในตู้ล็อก วันที่หนีน้ำท่วมเชื่อหรือไม่ สมองหนูดีคำนวณราคาของทุกชิ้น และชิ้นไหนจำได้ว่าตอนซื้อแพงจนสะดุ้งหนูดีกวาดมาหมด เจ้าเครื่องฉายนี้เลยโดนโยนขึ้นรถกระบะติดมาชลบุรีกับเขาด้วย ตอนเอามาถึงยังนั่งขำตัวเองเลยว่า เอามาทำไม ไร้สาระจริงๆ เพราะไม่มีวันได้ใช้ แต่เชื่อหรือไม่อีกครั้ง มันกลายมาเป็นเครื่องฉายหนังลงกำแพงขนาดใหญ่ให้ผู้ประสบภัยได้ดูกัน และตามประสาคนที่ชอบดูหนังแอ็กชัน ไร้ฐานข้อมูลเรื่องหนังอื่นๆ หนูดีก็เลยไปเดินถามชาวบ้านเอาแถวนั้นเองว่า ถ้าเราเปิดโรงหนังให้ อยากดูเรื่องอะไร คำตอบทำให้หนูดีงงไปพักหนึ่ง “จำอวดหน้าม่าน” ค่ะ ที่งงเพราะเราไม่ดูทีวี ในที่สุดไปควานหาซื้อแผ่นจำอวดหน้าม่านมาได้ ดูไปก็ขำไป
ปรากฏว่า กิจกรรมผู้ใหญ่ก็ประสบความสำเร็จ นับว่าทีมงานฮาเฮของเราเดาใจพ่อแม่พี่น้องถูก กิจการ (ที่ไม่ได้เงิน) ถึงได้ดีวันดีคืน คุยกันขำๆ ว่า เรารักษาฐานลูกค้าได้ดีมาก แถมมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งกิจการคาราโอเกะนั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งนักร้องและกองเชียร์เพียบ ตรงนี้ก็ต้องขอขอบคุณแฟนๆ คอลัมน์หลายท่าน ที่โอนเงินเข้ามาที่บัญชีมูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญา เพื่อสนับสนุนกิจกรรมดีๆ เหล่านี้ หนูดีและทีมงาน รวมถึงผู้ประสบภัยทุกคนที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องขอขอบพระคุณด้วยใจมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
เห็นช่วงน้ำท่วมนี้ คนไทยพูดถึงคนญี่ปุ่นเยอะมาก หนูดีก็เลยนึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้เห็นเกี่ยวกับคนญี่ปุ่นในภาวะเศร้าและภัยพิบัติ แต่เป็นตอนที่ไปฮิโรชิมาค่ะ ไม่ใช่เมืองที่เกิดสึนามิ
ตอนแรกหนูดีต่อต้านมาก เรื่องอะไรเราจะต้องไปเที่ยวเมืองที่มีประวัติศาสตร์เศร้าเช่นนั้น แต่ในเมื่อครอบครัวเราค่อนข้างเป็น “น้องสาวธิปไตย” เมื่อน้องหวานอยากไป เราก็ตกลงใจไปกัน กลับกลายเป็นว่าหนูดีประทับใจมากกับ “การรับมือ” ของเขา
หนูดีได้เห็นและประทับใจตึก ABomb Dome ตึกที่อยู่ใต้จุดที่ระเบิดปรมาณูถูกหย่อนลงมา ตรงนั้นมีความร้อนเผาผลาญสูงถึง 1 ล้านองศาเซลเซียส คนตายหมด แต่ตึกยังเหลืออยู่บ้าง คนที่ตายไปน่ะโชคดี คนที่เหลือสิคะโหดร้ายเหลือเกิน
แต่ตึกนั้นไม่ใช่ประเด็นหลักของหนูดีค่ะ สิ่งที่หนูดีประทับใจกว่านั้นก็คือ หลังจากกู้บ้านเมืองจากเศษซากทั้งหมดได้แล้ว เขาจารึกชื่อคน “ทุกคน” ที่ตายในระเบิดปรมาณูครั้งนั้นไว้ แล้วมีป้ายโลหะแปะทับ เขาเขียนไว้แปลได้ประมาณว่า “ขอให้ผู้เสียชีวิตทุกคนนอนหลับอย่างสงบ ประเทศเราจะไม่ผิดพลาดในเรื่องนี้ซ้ำสองอีก” และจากวันนั้นถึงวันนี้ ญี่ปุ่นเลิกทำสงคราม เลิกรุกรานใคร (โหดนะคะ ทหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องนานกิงที่หนูดีอ่านไม่ได้เลย ร้องไห้ทุกครั้งเพราะไม่ใช่ทหารญี่ปุ่นทุกคนที่จะน่ารักเหมือนโกโบริ) เขาเลิกทุ่มเทงบให้ทหาร และนำเงินนั้นมาทุ่มเทให้ระบบการศึกษาแทน
ผิดน่ะ ใครๆ ก็ผิดได้ค่ะ พลาดก็เป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อผิด เมื่อพลาดแล้วกล้าออกมาแก้ไข กล้าออกมาประกาศว่า ผิดไปแล้วและจะไม่ทำอีก เรื่องนี้เป็นพฤติกรรมที่น่ายกย่อง
และทุกๆ ปี ในวันที่ 5 ส.ค. คณะรัฐมนตรีจะพากันมาที่ฮิโรชิมา และมายืนโค้ง นิ่ง คารวะวิญญาณผู้สูญเสียร่วมกัน เพื่อตอกย้ำให้ไม่มีใครลืม จะได้ไม่ผิดซ้ำเดิม
ใครๆ หลายคนหลงรักคนญี่ปุ่นที่เข้าคิวรอรับของบริจาคด้วยความอดทนที่น่ารัก ส่วนตัวหนูดีเอง นอกจากเรื่องนั้นแล้วก็ยังเคารพน้ำใจของเขาตรงนี้ ตรงที่ผิดแล้วก็กล้ารับ ให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ผิดซ้ำ แล้วก็ทำได้มาเกือบ 100 ปีแล้ว







