
น้ำท่วม... ใจคนวรรณกรรมเปียกปอน
ข่าวเล็กๆ บนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ถือเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เรียกความสนใจจากผู้คนในแวดวงหนังสือได้ไม่น้อยเลย
ข่าวเล็กๆ บนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ถือเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ เรียกความสนใจจากผู้คนในแวดวงหนังสือได้ไม่น้อยเลย
โดย..อนันเดียร์
นั่นคือข่าวที่บ้านพักของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี รุ่นใหญ่แห่งวงการวรรณกรรมไทย อดีตบรรณาธิการนิตยสารช่อการะเกด นิตยสารโลกหนังสือ และนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ถูกน้ำมวลใหญ่พัดทำลายย่อยยับ
แต่ที่น่าสะเทือนใจแก่พี่น้องผองเพื่อนนักเขียน ตลอดจนแฟนหนังสือสุดๆ ก็เห็นจะเป็นคลังหนังสือเก่าแก่หายาก อันเปรียบเสมือนสมบัติล้ำค่าทางภาษาของชาติ ที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิตรวมกว่าแสนเล่ม ทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ
“หนังสือจำนวนนับแสนเล่มที่สะสมไว้มานานกว่า 50 ปี ตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ จนถึงวันนี้อายุ 66 ปี ไม่ว่าหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ และนิตยสารเก่าๆ นวนิยายรุ่นเก่า หนังสืออภินันทนาการ และผลงานของตัวเองและผลงานของภรรยา (ศรีดาวเรือง) ที่เก็บไว้ กลุ่มหนังสือที่เคยเป็นหนังสือต้องห้าม หนังสือหายากต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีภาพวาดอีกเป็นหมื่นภาพ จมอยู่ใต้น้ำหมด”
สุชาติเผยแก่สาธารณชนคนอ่านที่ติดตามข่าวว่า บ้านทั้ง 4 หลัง ตั้งอยู่บริเวณทำนบหลัก 6 รังสิต ซึ่งบ้าน 3 หลังที่เก็บสะสมรวบรวมหนังสือถูกน้ำท่วมเสียหายหมด ถ้าเป็นไปได้ สถานการณ์ดีขึ้น ก็อยากจะเข้าไปเก็บกวาดของรักของหวงเหล่านั้น โดยหวังลึกๆ ในใจว่าคงจะยังหลงเหลืออยู่บ้าง
หนังสือทั้งหมด (ที่เขาพูดขำๆ ว่า เยอะจนอ่านทั้งชาตินี้ก็ยังไม่หมด) บก.เครางามคนนี้ตั้งใจจะมอบให้ห้องสมุด หรือสถาบันการศึกษา เพื่อเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อไป
“หนังสือที่จมไปแล้วก็ช่างมัน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเอาเรือเข้าไปดูบ้าน ไปเอาหมาออกมา ไปเก็บภาพเขียน พวกอุปกรณ์ต่างๆ ถ้ามันจะยังมีพอเหลืออยู่ ดีกว่าไม่ได้เก็บอะไรกลับมาเลย” เจ้าของรางวัลศรีบูรพา พ.ศ. 2540 บอกอย่างนั้น
หลายคนบ่นให้เข้าหูว่าผู้หลักผู้ใหญ่น่ายื่นมือเข้ามาช่วยกอบกู้สมบัติของชาติ รวมถึงทรัพยากรบุคคลคนสำคัญทางวัฒนธรรมและภาษาคนนี้ เช่นเดียวกับ ส.พลายน้อย นักเขียนสารคดี ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2553 ซึ่งเกือบไม่รอด แต่ยังโชคดีที่มีกลุ่มคนหนุ่มสาวที่เล็งเห็นความสำคัญของสมบัติทางภาษาเหล่านั้นไปช่วยกันเก็บออกมาได้อย่างเฉียดฉิว
ไม่ได้มีแค่ สุชาติ สวัสดิ์ศรี หรือตู้วรรณกรรมเคลื่อนที่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชนิดที่ว่าอ่อมอ่องอรทัย คนอุทัยฯ อย่าง อ้วนวิรัตน์ โตอารีย์มิตร นักเขียนคอลัมนิสต์เจ้าของนามปากกา ญามิลา วนาโศก และปลาอ้วน เจ้าของร้านบุ๊กโทเปีย ร้านหนังสือเท่ๆ ใน อ.เมืองอุทัยธานี ก็โดนไม่น้อยหน้า
“อ่วมเหมือนกัน โดนเยอะ น้ำท่วมรอบนี้ยิ่งเสียกว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2549 อีกที่เมืองอุทัยฯ โดนหนักๆ แค่ 3 วันเท่านั้น เมืองทั้งเมืองก็ท่วมเป็นอันเรียบร้อย” เสียงหัวเราะขันขื่นในลำคอ
วิรัตน์ เล่าว่า ร้านบุ๊กโทเปีย ร้านหนังสือกึ่งร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้เปิดมาได้ 3 ปีแล้ว ลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอ แต่ปีนี้จากร้านที่เปิดโล่ง สบายตา แลดูอบอุ่น แปรเปลี่ยนเป็นก่ออิฐบล็อกหนาแน่น ข้างในว่างเปล่ารกร้าง เพราะขนย้ายข้าวของ รวมทั้งหนังสือหลายร้อยเล่มขึ้นชั้น 2 ทั้งหมด เหลือเพียงเครื่องสูบน้ำและเจ้าของร้านที่ต่างทำหน้าที่สูบน้ำวิดน้ำกันอย่างเคร่งเครียด
“40 วันที่อยู่ในภาวะประสบภัยน้ำท่วมมันเหมือนฝันร้าย เครียดนะ ต้องคอยเฝ้าเครื่องสูบน้ำ ดูมันทำงาน แล้วก็ต้องเหนื่อย ทั้งขนย้ายหนังสือ คอมพิวเตอร์ ข้าวของต่างๆ ขึ้นชั้นบน ก่ออิฐบล็อก คอยวิดน้ำที่ซึมไหลมาจากพื้น ตอนนี้น้ำลดจนแห้งหมดแล้ว ยิ่งเครียดกว่า เพราะซากสกปรก ร่องรอยความเสียหายของเมือง อาคารบ้านเรือนหลังน้ำท่วม มันเป็นภาพที่ไม่น่าดูเลย” เขาบ่นพึมพำ
“เขียนคอลัมน์ให้นิตยสารและหนังสือพิมพ์ราว 67 เล่ม ก็โดนผลกระทบไปเต็มๆ บางเล่มก็ขอแคนเซิลไปเลย เขียนไม่ทัน บางเล่มต้องรีบเร่งปิดต้นฉบับ เพราะตอนนั้นน้ำกำลังจ่อเข้ากรุง ผมก็ต้องรีบปั่นต้นฉบับ สมาธิก็กระเจิดกระเจิง มัวพะวงอยู่กับการเฝ้าน้ำ เขียนไม่ค่อยสะดวก ไม่ไหลลื่นเท่าไหร่ แต่ก็เขียนเรื่องน้ำท่วมนี่แหละครับ”
ร้านบุ๊กโทเปียขณะนี้ประกาศปิดปรับปรุงชั่วคราว แต่เจ้าตัว วิรัตน์ โตอารีย์มิตร ยังคงคร่ำเคร่งปั่นต้นฉบับต่อไปอย่างมืออาชีพ เขาแย้มว่าในฐานะที่เติบโตผ่านภาวะน้ำท่วมมาทั้งชีวิต เขากำลังรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พบเห็นในสถานการณ์น้ำท่วม เขียนออกมาเป็นพ็อกเกตบุ๊กตามสไตล์ของเขาเองแน่นอน
เช่นเดียวกับนักเขียนรุ่นพี่ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ กวีซีไรต์ผู้ใจดีแห่งกระท่อมเกี่ยวก้อย บ้านริมแม่น้ำยมที่ อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ก็อ่วมอ่องอรทัย เพราะท่วมนานกว่า 3 เดือนเต็ม
ที่พำนักเจ้าของกวีนิพนธ์ชื่อ “มือนั้นสีขาว” อันโด่งดัง ที่เคยใช้ชีวิตเรียบง่าย เขียนหนังสือ เขียนรูป แต่งเพลง นอนเปล และกวาดใบไม้ แต่ต้องอพยพย้ายครอบครัวระหกระเหินหนีน้ำท่วม เจ้าตัวบอกว่าเพิ่งกลับมาดูบ้านได้ 3 วันเท่านั้น ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏคือ เศษซากความฝันที่แตกสลาย
“บ้านผมที่นครสวรรค์นี่ถือเป็นด่านรับน้ำของแม่น้ำ 4 สาย ปิง วัง ยม น่าน จะไหลมาบรรจบที่นี่ แต่ปีนี้มันไม่ได้มาตามธรรมชาติ มันถูกกั้นไว้ปริมาณมากๆ ก็สะสม แล้วพนังกั้นมันก็ดันมาพังกะทันหัน พื้นที่เห็นแห้งๆ ก็มีน้ำไหลบ่ามาอย่างรวดเร็วจนถึงเอวแค่เพียงชั่วโมงเดียว รับมือไม่ทัน บ้านจมน้ำทุกหลัง”
ศักดิ์สิริ เล่าว่า แม้บ้านของเขาไม่หรูหราใหญ่โต สมบัติพัสถานก็ไม่ได้มีท่วมเป็นภูเขาเลากา มูลค่าที่ประเมินความเสียหายจึงไม่ค่อยเยอะนัก แต่คุณค่าทางจิตใจที่บอบช้ำต่างหากที่มากมายมหาศาล
“คนมักประเมินค่าความเสียหายกันที่ราคาค่างวดของสิ่งของ แต่สมบัติล้ำค่าของผมที่เสียหายมันประเมินไม่ได้ ตั้งแต่ต้นฉบับงานเขียนที่เขียนไว้ด้วยลายมือที่เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่สมัยหนุ่มๆ อันเปรียบเสมือนประวัติการทำงาน เหมือนรอยเท้าที่เราฝากไว้ พอมันหาย ก็ไม่ต่างอะไรจากความทรงจำของเราได้พลาดพรายหายไปด้วย ความฝันของเราถูกน้ำท่วมไปแบบนี้ ไม่รู้จะตีราคาค่างวดได้ไหม
“นอกจากนั้นยังมีหนังสือที่มีลายเซ็นของเพื่อนนักเขียนประทับไว้ จดหมายโต้ตอบกับนักเขียนที่เรารักและเคารพนับถืออย่างกับสิงห์สนามหลวง ชมัยพร แสงกระจ่าง โปสต์การ์ดที่ใครฝากความคิดถึงส่งมาจากทางไกล หนังสือบางเล่มที่แม้หาซื้อใหม่ได้ในเวอร์ชันปกใหม่ แต่สำหรับเราปกเก่าๆ อันนั้นมันมีความหมายลึกล้ำ ส่วนสมบัติที่สำคัญที่สุดคือลายมือของอาจารย์จ่าง แซ่ตั้ง กวีที่ถือเป็นวีรบุรุษของเราที่เขียนไว้ว่าศิลปะคือการทำรูปธรรมของนามธรรมให้ปรากฏ และทำให้นามธรรมของรูปธรรมให้ปรากฏ มันเหมือนคติสอนใจเราในการทำงานมาทั้งชีวิต” น้ำเสียงของเขาฟังดูปล่อยวาง แต่ยังเจือด้วยความเศร้าซ่อนไว้ลึกสุดใจ
“คิดในแง่ดี น้ำท่วมกวาดทุกอย่างไปหมด บ้านก็โล่งดีเหมือนกัน ภาพเศษซากความเสียหายที่ทิ้งร่องรอยไว้ก็ไม่ได้ทำให้สลดหดหู่ คราบไคลความสกปรกนั้น เช็ดถู ทำความสะอาด ไม่นานก็จะลบล้างออกได้ ไม่เป็นไรหรอก”







