
‘น้ำ’ ไม่ใช่ศัตรู
หนูดีเริ่มต้นการเสพข่าวเรื่องน้ำท่วมแบบภาคบังคับ เพราะบ้านอยู่ในเขตเสี่ยงหรือจะเรียกว่า “ไม่เสี่ยง”
หนูดีเริ่มต้นการเสพข่าวเรื่องน้ำท่วมแบบภาคบังคับ เพราะบ้านอยู่ในเขตเสี่ยงหรือจะเรียกว่า “ไม่เสี่ยง”
โดย..หนูดี–วนิษา เรซ
หนูดีเริ่มต้นการเสพข่าวเรื่องน้ำท่วมแบบภาคบังคับ เพราะบ้านอยู่ในเขตเสี่ยงหรือจะเรียกว่า “ไม่เสี่ยง” ก็ได้ เพราะถ้าเสี่ยงมันคือห้าสิบห้าสิบ แต่เพราะเราเป็นชาวปทุมธานี จึงไม่เสี่ยง แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “ท่วมแน่ๆ” ต่างหาก ดังนั้น การอ่านข่าวฟังข่าวแทบจะตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ชอบอ่านข่าวเลย จึงเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้
แรกๆ หนูดีอ่านแล้วไม่ค่อยรู้สึกอะไรกับคำว่า “กองทัพน้ำ” ที่ “บุกโจมตี” หัวเมืองรายทางเรื่อยมา จนตอนนี้ทำท่าจะยึดเมืองหลวงได้เสียแล้ว แถมถ้าน้ำเข้าเมืองหลวงได้ก็เรียกกันว่า “เสียเมือง” อีกต่างหาก อ่านแล้วไม่ได้คิดอะไรเลย นอกจากพยายามดูว่าน้ำมาแล้วหรือยัง ถ้ามาจะมาแค่ไหน เมื่อบ้านตัวเองโดนน้ำท่วมเกือบ 2 เมตร มาเป็นสัปดาห์ก็ยังคงต้องตามข่าวกันต่อไป ว่าน้ำจะลงเมื่อไร เราจะได้เตรียมกลับเข้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดจัดบ้านใหม่ให้เรียบร้อย
แต่พอเวลาเริ่มผ่านไปมีสติมากขึ้นก็เริ่มรู้สึกว่า น้ำท่วมหนนี้เราไปทำให้น้ำกลายเป็น “ผู้ร้าย” ไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งๆ ที่ถ้ามองแบบไม่เข้าข้างมนุษย์ด้วยกันเองแล้ว มองสภาพภูมิประเทศการหลากของน้ำ ซึ่งอยู่ตรงนี้ก่อนเรามาเป็นแสนเป็นล้านปี เราก็คงต้องยอมรับว่าเขาอยู่ของเขามา เขามีทางหลากของเขาที่เป็นธรรมชาติแบบนี้
เราเองก็รู้ว่าอะไรที่ฝืนธรรมชาติมักอยู่ไม่ได้นาน ฝืนได้สักพักก็ต้องพ่ายแพ้แก่พลังดั้งเดิมของธรรมชาติ ที่เป็นกฎใหญ่มากใหญ่กว่ากฎเล็กๆ ที่มนุษย์พยายามตั้งกันนักหนา
เมื่อมองแล้วที่อยู่อาศัยของพวกเรามาอยู่ในที่ๆ เป็นทางเดินของน้ำ แม้กระทั่งบ้านของหนูดีเอง ถ้ามองกันแบบไม่เข้าข้างตัวเอง เราก็ต้องยอมรับว่าเรามาอยู่ในที่ทางของเขาเอง และเราปลูกบ้านแบบฝรั่ง ซึ่งแม้จะปรับให้เข้ากับประเทศไทยด้วยการขยายหน้าต่างให้กว้างรับลม ปลูกต้นไม้รอบบ้าน ทำกันสาด กันแดดใหญ่ๆ แต่ว่าเราก็ยังคงอยู่อาศัยกันในชั้นหนึ่ง และเอาของที่ “เปียกน้ำไม่ได้” ไว้ในชั้นหนึ่งเสียเต็มที่
หนูดีอาจโชคดีที่บ้านหลังแรกในชีวิตเป็นบ้านทรงไทยใกล้คลองรังสิต และเป็นบ้านไทยแบบเรือนไทยหมู่แท้ๆ ที่คุณแม่สมัยสาวๆ ไปเหมามาจาก อ.พร้าว ในภาคเหนือบ้าง จาก จ.พระนครศรีอยุธยา จาก จ.สุพรรณบุรี บ้าง อาจเพราะคุณพ่อเป็นคนอเมริกันจึงชอบอะไรแบบไทยๆ พอมาแต่งงานในเมืองไทยจึงเลือกจะทำอะไร “เอ็กซอติก” ด้วยการมีเรือนหอเป็นบ้านไทยโบราณ
มองย้อนกลับไป หนูดีจึงได้เห็นความฉลาดของคนโบราณที่พยายามอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ไม่ว่าธรรมชาตินั้นจะจัดสรรอะไรมาให้ในรูปแบบไหน
บ้านไทยหลังนั้นของหนูดีเราใช้ชีวิตกันอยู่บนชั้นสองเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เวลานี้มองกลับไปแล้วมันช่างประหลาด เพราะห้องครัว ห้องรับแขก ห้องทานข้าว อยู่บนชั้นสองทั้งหมด เนื่องจากชั้นหนึ่งเป็นใต้ถุนโล่งๆ ที่ปูกระเบื้องดินเผาไว้อย่างสวยใช้นั่งเล่น ทานขนม
นาทีนี้คิดถึงบ้านหลังนั้นจับใจค่ะ เพราะถ้าเราไม่ได้เลือกย้ายมาอยู่ “บ้านฝรั่ง” ป่านนี้ หนูดีก็ไม่ต้องขนอะไรหนีน้ำเลย บ้านไทยมีความฉลาดแฝงอยู่ทุกซอกทุกมุมจริงๆ ยิ่งถ้าใครศึกษาจะยิ่งทึ่ง
หนูดีเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านบ้านไทย แต่ในฐานะคนที่อาศัยในบ้านไทยโบราณมาตลอดในช่วงแรกของชีวิต พบว่าบ้านแบบไทยอยู่สบายจริงๆ แต่ที่สำคัญคือต้องอยู่แบบโบราณนิดๆ คือ ต้องปลูกไม้หอมให้รอบบ้านและปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ออกใบดกๆ ด้วย เพราะบ้านไทยที่ปลูกไว้ในเขตเพียงเท่าบ้านจัดสรรและปล่อยเปลือยรับแดดเต็มๆ จนแทบอยู่ไม่ได้เพราะร้อนจี๋เลยค่ะ
ความที่บ้านไทยใต้ถุนสูง ทำให้เราโดนบังคับไปโดยปริยายว่า ของสำคัญที่จำเป็นต้องล็อกเก็บจะต้องอยู่ชั้นสองทั้งหมด และใต้ถุนบ้านเก่าหนูดีน่าจะถึง 3 เมตรได้ เพราะสูงโล่งโปร่ง เรียกว่า ต่อให้น้ำท่วมมามิดหัวก็ยังสู้ไหว สบายๆ (แต่ถ้ามาแบบ 5 เมตร แบบที่ จ.พระนครศรีอยุธยา บางตอนก็จ๋อยนะคะ)
บ้านไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มีดีแค่ใต้ถุน แต่บ้านนั้นมีเรือนชานบนชั้นสองที่กว้างมากๆ และมากจริงๆ ค่ะ เป็นนอกชานแผ่ขยายเท่ากับตัวบ้านทั้งหมด ถ้าหนูดีกะคร่าวๆ น่าจะเกิน 10x10 เมตร และมีศาลาเล็กๆ ไว้นั่งเล่นกันบนชั้นสองเลย ผูกเปลญวนไว้อีกต่างหาก คือถ้าแขกมาก็รับแขกได้ทั้งที่ศาลานอกชานหรือเข้ามาที่ห้องนั่งเล่นในชั้นสองก็ได้
ทีเด็ดของบ้านไทยคือ ไม่ตอกตะปูทั้งหลัง ซึ่งอันนี้หนูดีอยู่มาก็เห็นกับตาคือ บ้านเราไม่ใช้ตะปูเลย ใช้ไม้ขัดกันและมีลิ่มบ้าง ซึ่งหนูดีว่าเก๋มาก แนวคิดคล้ายบ้าน Knock Down หรือบ้าน “พรีแฟบ” สมัยนี้ ที่ยกไปตรงนั้นตรงนี้ได้ตลอด เหมาะกับชีวิตจริงๆ ของคนเรามากกว่าบ้านปูน ที่พอย้ายถิ่นฐานก็ต้องขายหรือต้องทุบทิ้งไป เสียดายทรัพยากรน่าดู แต่ที่หนูดีกลัวตอนเด็กๆ ก็คือ “ร่องระบายอากาศ” ที่เป็นช่องว่างตรงชานระเบียงนอกบ้าน ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงภาพหนังผีหรือเรื่องผีๆ ที่คนนั่งอยู่นอกชานแล้วผียื่นมือมาจับข้อเท้าได้น่ะค่ะ จริงๆ แล้วมันคือช่องระบายอากาศร้อน เพราะประเทศเราอากาศร้อนมาก ดังนั้น จึงต้องมีการระบายเพื่อให้บ้านเย็นอยู่เสมอ
อย่าเสียเวลาไปเปรียบเทียบตัวเรากับคนญี่ปุ่นอยู่เลย แค่เปรียบเทียบตัวเรายุคนี้กับคนไทยยุคก่อนเราสักสองรุ่น ทัศนคติก็คนละเรื่องแล้ว คนยุคนั้น “ไม่สู้” แต่ “ขออยู่ร่วมกันอย่างสันติ” ทั้งกับน้ำหลาก น้ำท่วม อากาศร้อน และอีกสารพัดที่เป็นปัญหาพื้นถิ่นของไทย
ที่ไม่สู้ ไม่ใช่เพราะไม่เก่ง แต่เพราะไม่เห็นเขาเป็นศัตรู เราจึงไม่เคยมีคำนิยามให้น้ำว่า “มาเป็นกองทัพ” หรือ “ตีเมืองแตกกระเจิง” แบบที่เราได้ยินทุกวันนี้ ในฐานะคนที่น้ำท่วมบ้านไปแล้ว ทั้งๆ ที่ทุ่มทุนสร้างซื้อกระสอบทรายวางรอบบ้าน ตั้งใจ “สู้” เต็มที่ หนูดีก็เริ่มได้เห็นว่าอย่าคิดสู้กับธรรมชาติเลยค่ะ สู้คิดใหม่ดีกว่าว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างไร เพราะ “น้ำ” ไม่ใช่ศัตรูของคน และครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกของ “ซีรีส์น้ำท่วม” ที่เราคงได้เจอกันจนชิน เพราะภาวะโลกร้อนแบบทุกวันนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น







