
ศรศิลป์ไม่กินกัน
แม้ศึกฟอร์มูลาวันปีนี้จะรู้แชมป์กันไปตั้งแต่ไก่โห่ แต่การแข่งขันกันเองระหว่าง 2 นักซิ่งเมืองผู้ดีอย่าง เจนสัน บัตตัน และ ลูอิส แฮมิลตัน ยังไม่จบลงง่ายๆ
แม้ศึกฟอร์มูลาวันปีนี้จะรู้แชมป์กันไปตั้งแต่ไก่โห่ แต่การแข่งขันกันเองระหว่าง 2 นักซิ่งเมืองผู้ดีอย่าง เจนสัน บัตตัน และ ลูอิส แฮมิลตัน ยังไม่จบลงง่ายๆ
ทั้งที่เป็นชาวอังกฤษเหมือนกัน อยู่ทีมแม็คลาเรนเมอร์เซเดสด้วยกัน และมีดีกรีเป็นอดีตแชมป์โลกเหมือนกัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลมเกลียวอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามกลับมีความเป็นคู่แข่งที่สูงกว่าปกติด้วยซ้ำไป
เซบาสเตียน เวตเทล นักซิ่งชาวเยอรมัน การันตีการป้องกันแชมป์ได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน อย่างไรก็ตาม การแย่งตำแหน่งรองแชมป์ยังคงดำเนินต่อไป โดยที่ บัตตัน, เฟอร์นานโด อลอนโซ, มาร์ก เว็บเบอร์ และ แฮมิลตัน เป็น 4 คนที่คะแนนยังคู่คี่สูสี
หลังจบการแข่งขัน “อินเดียน กรังด์ปรีซ์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชันความเร็วเอฟวันครั้งแรกในดินแดนภาต จบลงด้วยชัยชนะของเวตเทลอีกครั้ง ในขณะที่บัตตันเข้าป้ายในอันดับที่ 2 และนั่นทำให้เขามีแต้มทิ้งห่างแฮมิลตันถึง 38 แต้ม ขณะที่เหลืออีก 50 แต้มให้สะสมใน 2 สนามสุดท้ายของปี
ในการแข่งขัน 7 สนามหลังสุด บัตตัน จบด้วยอันดับที่ดีกว่าเพื่อนร่วมชาติถึง 6 ครั้ง และมีแนวโน้มสูงว่าแฮมิลตันจะจบซีซั่นด้วยการมีอันดับที่แย่กว่าเพื่อนร่วมทีมเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เขาเริ่มแข่งขันในศึกฟอร์มูลาวันในปี 2007
อย่างไรก็ตาม บัตตัน วัย 31 ปี กลับกลายเป็นฝ่ายที่หงุดหงิดเมื่อผลงานที่น่าประทับใจของเขากลับถูกมองข้าม เพราะสื่อมัวแต่ไปโฟกัสกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสนามแข่งของแฮมิลตันมากกว่า รวมถึงข่าวคราวที่นักซิ่งผิวสีเพิ่งจะเลิกรากับ นิโคล เชอร์ซิงเกอร์ แฟนสาวนักร้องชาวอเมริกัน เมื่อไม่นานมานี้ด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงเรื่องที่แฮมิลตันมีปัญหาเฉี่ยวชนกับ เฟลิเป มาสซา นักขับชาวบราซิเลียน เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บัตตัน ก็ตอบกลับอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมไม่สนแ'งหรอก ผมไม่อยากจะถูกถามเรื่องพวกนี้อีกแล้ว ถ้าคุณอยากจะสัมภาษณ์ผมก็ได้ ไม่มีปัญหา แต่ผมไม่อยากถูกถามเกี่ยวกับลูอิสอีก”
นอกจากความยอดเยี่ยมของเวตเทลแล้ว สิ่งที่สื่อให้ความสนใจมากเป็นพิเศษก็คือ เรื่องที่แฮมิลตันถูกมองเป็นผู้ร้ายเมื่อขับรถแบบอันตรายจนเกิดอุบัติเหตุชนกับมาสซาจากทีมเฟอร์รารีถึง 4 ครั้งในปีนี้ เริ่มจากที่โมนาโก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และอินเดียเป็นที่ล่าสุด
ฤดูกาลนี้ บัตตัน ได้ขึ้นไปยืนบนโพเดียมถึง 6 ครั้งจาก 7 สนาม และทำได้ 131 แต้ม โดยเป็นรองเพียงแค่เจ้าของแชมป์โลกชาวเยอรมันเท่านั้น ตรงข้ามกับแฮมิลตันที่ได้ขึ้นโพเดียมครั้งเดียวเท่านั้น และเก็บได้เพียง 68 แต้ม
“คุณต้องการจะทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมทีมของคุณ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นคุณก็จะไม่มีรถที่เร็วพอที่จะเอาชนะพวกนักขับชั้นนำได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่อยู่นอกรถคุณทำงานร่วมกันได้ดี แต่ถ้าอยู่ในรถเมื่อไหร่ คุณก็อยากที่จะเอาชนะเขา มันเป็นความท้าทายอย่างแท้จริง และผมก็อยากจะรู้ว่าผมยืนอยู่จุดไหนเมื่อเทียบกับลูอิส” บัตตัน ซึ่งมีดีกรีเป็นอดีตแชมป์โลกปี 2009 กล่าว
ไม่ใช่บัตตันคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาที่นักแข่งทุกคนอยากจะเอาชนะเพื่อนร่วมทีมของตัวเองให้ได้เป็นด่านแรก ก่อนที่จะมองไปถึงการลุ้นตำแหน่งแชมป์
อย่างไรก็ตาม ความที่ผลงานในปีนี้น่าผิดหวัง ทำให้แฮมิลตันเกิดความเครียดพอสมควร เพราะดูเหมือนอะไรๆ จะไม่เป็นใจให้เขาทั้งในและนอกสนามแข่ง
มาร์ติน วิตมาร์ช บิ๊กบอสของแม็คลาเรน เผยถึงสภาพของอดีตแชมป์ปี 2008 ว่า “ลูอิสจะต้องรู้สึกถึงความกดดันเพราะฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของเจนสัน ลูอิสไม่ชอบความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพ้เจนสัน”
จะว่าไปแล้วก็น่าเห็นใจแฮมิลตันเหมือนกัน เพราะเจอมรสุมมะรุมมะตุ้มแบบนี้ก็คงยากที่จะเรียกสมาธิให้กลับมาโฟกัสกับการแข่งขัน แต่ในเวลาเดียวกันก็เข้าใจหัวอกของบัตตันที่อุตส่าห์ทำผลงานได้เยี่ยม แต่สื่อกลับไปเล่นประเด็นนักขับรุ่นน้องกันหมด
เจอแบบนี้เข้าไป เป็นใครก็ต้องเซ็งเป็นธรรมดา (เนอะ)







