
เศรษฐธรรมแก้วิถีเศรษฐกิจสุดท้ายแห่งชีวิตจบด้วยธรรม (ตอน ๗)
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพ
ปุจฉา : กราบนมัสการพระอาจารย์อารยะวังโส ที่เคารพ
โดย.พระอาจารย์อารยะวังโส
ประเทศไทยประสบวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ ทำลายโครงสร้างเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานยับเยิน คงจะแช่เย็นไปอีกหลายปีกว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพื่อจะได้ช่วยให้แนวคิดที่ถูกต้องแก่สังคมในการแก้ไขปัญหาจากวิกฤตการณ์ จึงขอกราบขอบพระคุณพระอาจารย์ช่วยชี้แนะสังคมไทยตาสว่าง ควรดำเนินวิถีชีวิตอย่างไร
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพ
อาจารย์สรรพศักดิ์ ชัชวาลย์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิสัชนา : จึงเกิดขึ้นภายใต้ความไร้อุดมการณ์ธรรมของกลุ่มชน ซึ่งทำให้เกิดการแสวงหาอย่างหลากหลายรูปแบบ มากไปด้วยกลยุทธ์หรือวิธีการ ที่นำไปสู่การแข่งขันกันอย่างรุนแรง จนไร้เยื่อใยของความเป็นสัตว์เพื่อนโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ร่วมชะตากรรม ที่อาศัยอยู่บนพื้นโลกใบเดียวกันนี้ ที่จะต้องประสบความเกิดและความตายเหมือนกัน ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน ก็เพียงเฉพาะในเรื่องแห่งการเสพสุขจากกามคุณว่าใครได้มีโอกาสเสพมากกว่ากัน ที่นำไปสู่ การเป็นเครื่องชี้วัดความสุขในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ที่มุ่งแสวงหา จนนำไปสู่การแข่งขันกันอย่างเสรี ดูเหมือนมีขอบเขตภายใต้กฎหมายทางสังคม
แต่ไม่ได้เอื้อให้เกิดความยุติธรรมต่อภาคสังคมอย่างแท้จริง ดังนั้น รอยแตกแยก ช่องว่างของกลุ่มชนในสังคมจึงมีมากขึ้น และมากยิ่งขึ้น เมื่อสัตว์โลกต้องประสบกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ จากไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ทั้งนี้ ด้วยความโลภโมโทสันของกลุ่มบุคคลในสังคมที่มีโอกาส... มีความสามารถ... มีความรู้ แต่ได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และโอกาสไปอย่างไร้ศีลธรรม ขาดจริยธรรมและคุณธรรม จึงจุดประเด็นของปัญหาให้เกิดขึ้น เมื่อสอดคล้องกับการก้าวย่างของโลกสู่ความไร้พรมแดน จึงเกิดการก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของกลุ่มชน
ผู้ได้รับผลกระทำ (Passive) จากภาคสังคม ซึ่งกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งได้ถือประโยชน์ส่วนใหญ่อยู่ สังคมของมนุษย์จึงวิวัฒนาการเพิ่มขึ้นมาอีกมิติหนึ่งของภาคสังคม เป็นสังคมที่ไม่ต้องอยู่ในประเทศ ชาติ ภาษาเดียวกัน แต่สามารถเข้าสู่ความเป็นชาวสังคมเดียวกันได้ โดยใช้การสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิด หรือการรับรู้ข่าวสาร เรียนรู้ความรู้สึกต่อกันและกันได้
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







