
ใช้ “ยา” บริจาค ให้ปลอดภัย
ในภาวการณ์น้ำท่วมเจิ่งนองในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บตามมาเป็นเงา ในช่วงที่มีอุบัติภัย เช่น อุทกภัย เป็นต้น
ในภาวการณ์น้ำท่วมเจิ่งนองในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บตามมาเป็นเงา ในช่วงที่มีอุบัติภัย เช่น อุทกภัย เป็นต้น
โดย..มัลลิกา นามสง่า
ในภาวการณ์น้ำท่วมเจิ่งนองในหลายพื้นที่ก่อให้เกิดเชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บตามมาเป็นเงา ในช่วงที่มีอุบัติภัย เช่น อุทกภัย เป็นต้น มักแจกถุงยังชีพ นอกจากอาหาร สิ่งจำเป็นอื่นก็มียาอันเป็นปัจจัยสี่อยู่ด้วย เป็นยาสามัญประจำบ้าน หรือยาบรรเทาอาการเบื้องต้น จึงควรมีความรู้เรื่องการใช้ยาเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ได้ผลดีและปลอดภัย
“ผศ.ภญ.อภิฤดี เหมะจุฑา” จากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลเรื่อง “ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยาบริจาค” ว่า “ควรมียาบางชนิดเก็บไว้ใช้เป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเมื่อมีการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ เช่น ไข้หวัด ลมพิษ ท้องเสีย หรือน้ำกัดเท้า เราสามารถรักษาอาการได้ด้วยตนเองก่อน เมื่ออยู่ในสถานการณ์ไปพบแพทย์ได้ยาก”
ตรวจสอบวันหมดอายุ
เมื่อได้รับยาบริจาคมา ต้องดูวันหมดอายุ ยาแต่ละชนิดมีอายุการเก็บไม่เท่ากัน โดยทั่วไปวันหมดอายุอาจเขียนว่า “วันสิ้นอายุ” หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Expire Date:...” หรือ “Exp. Date:” หรือ “Used before”
วันผลิตอาจเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Manu.Date:” หรือ “Mfg. Date:”
ยาบางชนิดแม้ว่าดูจากฉลากจะยังไม่หมดอายุ แต่ถ้าเก็บรักษาไม่ถูกต้อง ก็ทำให้ยาเสื่อมคุณภาพได้ก่อน ดังนั้นนอกจากดูฉลากยาให้ครบถ้วนแล้ว เราควรสังเกตคุณลักษณะภายนอกของยาด้วย หากพบว่ามีสิ่งผิดปกติ ก็ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ายานั้นเสื่อมคุณภาพ ไม่ควรรับประทาน เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลในการรักษา อาจทำให้โรคลุกลามเป็นอันตรายได้ และบางครั้งตัวยาที่เสื่อมอาจก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายได้
จุดชี้ยาเสื่อมสภาพ
ควรสังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับยาในแต่ละประเภท
“ยาน้ำใส” ถ้ามีขุ่น มีตะกอน ขึ้นรา ทิ้งไป
“ยาน้ำเชื่อม” ให้สังเกตสี กลิ่น รส ถ้าเปลี่ยนจากเดิมแสดงว่าหมดอายุ
“ยาน้ำแขวนตะกอน” มีตะกอนนอนก้นขวด เมื่อเขย่าแล้วผงยาไม่กระจายตัว
“ยาเม็ด” เม็ดแตก บิ่น ไม่เรียบ สีซีด เป็นจุด กลิ่นไม่ดี
“ยาเม็ดเคลือบ” เม็ดแตก เยิ้ม เหลว ผิวเป็นฝ้าไม่มัน สีเปลี่ยนจากเดิม
“ยาแคปซูล” แคปซูลแตก ปริ ชื้น ขึ้นรา
“ยาขี้ผึ้ง ยาครีม” เนื้อยาเยิ้มเหลว แยกชั้น กลิ่นสีเปลี่ยนจากเดิม
การใช้ยาสามัญประจำบ้าน
ยาที่มักจะได้รับในช่วงที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ระหว่างการเกิดภัยพิบัติต่างๆ มักเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่สามารถใช้ดูแลตนเองเบื้องต้น ก่อนจะมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการตรวจรักษา เป็นยาที่จัดว่ามีอันตรายน้อย “ใช้บรรเทาอาการ” อย่างไรก็ตามการใช้อย่างถูกต้อง นอกจากทำให้อาการดีขึ้นเร็ว ยังทำให้ปลอดภัยมากขึ้น จึงควรทราบขนาดและวิธีใช้ รวมทั้งข้อควรระวังต่างๆ ของยาที่มักได้รับจากการบริจาค
“ยาแก้ไข้ แก้ปวด” ยาที่มักได้รับจากการบริจาคมากที่สุดน่าจะเป็นยาลดไข้ แก้ปวด ชนิดที่เรียกว่า พาราเซตามอล โดยอาจเป็นเม็ดขาวกลมแบน หรือเม็ดขาวรียาว อยู่ในแผงเม็ดละ 500 มิลลิกรัม
สำหรับเด็กเล็กจะเป็นรูปแบบยาน้ำเชื่อม หรือยาแขวนตะกอน ขนาด 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา (5 มิลลิกรัม) ต้องดูให้ดีๆ เพราะมีขนาดสำหรับเด็กโต จะเป็นขนาด 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา สำหรับเด็กเล็กจะมียาอีกรูปแบบ คือ เป็นยาน้ำเชื่อมขวดจิ๋วแต่เข้มข้นกว่า เพราะกินแบบใช้หลอดหยดเพื่อป้อนได้ง่าย
ผู้ใหญ่ : รับประทานครั้งละ 1–2 เม็ด ทุก 4–6 ชั่วโมง ห้ามรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด
สำหรับยาน้ำเชื่อม เด็กอายุ 35 เดือน ครั้งละครึ่งช้อนชา อายุตั้งแต่ 6 เดือน1 ขวบ ครั้งละครึ่ง1 ช้อนชา อายุตั้งแต่ 1–5 ขวบ ครั้งละ 12 ช้อนชา อายุตั้งแต่ 6–12 ปี ครั้งละ 24 ช้อนชา
“ยาแก้หวัด แก้แพ้” บรรเทาอาการน้ำมูกไหล จามเนื่องจากหวัด อาการคันจากสาเหตุต่างๆ การแพ้ต่างๆ เช่น ลมพิษ ไข้ละอองฟาง แพ้อาหาร ยาที่พบในถุงยังชีพบ่อยที่สุด คือ คลอร์เฟนิรามีน มักอยู่ในแผง เป็นยาเม็ดเล็กสีเหลือง มีสองขนาด คือ ยาเม็ดขนาด 2 มิลลิกรัม หรือ 4 มิลลิกรัม สำหรับยาเด็กจะใช้ยาน้ำเชื่อม 2 มิลลิกรัม ต่อ 1 ช้อนชา (5 มิลลิกรัม)
ผู้ใหญ่ : รับประทานครั้งละ 1 เม็ด (4 มิลลิกรัม) วันละ 14 ครั้ง เฉพาะเมื่อมีอาการ ถ้ามียาขนาด 2 มิลลิกรัม จะเริ่มกินเม็ดเดียวก่อนก็ได้ แต่ถ้าไม่ดีขึ้น อาจกินครั้งละ 2 เม็ดได้
เด็กโต : 6-12 ปี รับประทานครั้งละครึ่งเม็ด วันละ 14 ครั้ง เฉพาะเมื่อมีอาการ
l“ยาแก้ท้องเสีย” ภาวะน้ำท่วมขัง อาหารและน้ำที่ไม่สะอาดอาจทำให้ท้องเสียได้ ยาที่จำเป็นและควรแจกให้ผู้ประสบภัย คือ ผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือโออาร์เอส ผงน้ำตาลเกลือแร่ สามารถรักษาและป้องกันอาการขาดน้ำ ทดแทนเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไปจากการถ่ายท้องเสีย แม้ว่ายาตัวนี้จะไม่ได้ทำให้หยุดถ่าย แต่สำคัญอย่างมากคือช่วยเพิ่มน้ำ พลังงานและเกลือแร่แก่ร่างกายที่สูญเสียจากการถ่าย ลดความรุนแรงที่จะตามมาได้ และช่วยให้หายเร็วขึ้น
การใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ : ให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ทันทีที่ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ ปริมาณสารละลายเกลือแร่ให้รับประทานเท่ากับปริมาณอุจจาระที่ถ่ายออกมาในแต่ละครั้งโดยประมาณ
เด็กที่กินนมแม่ควรให้กินนมแม่ต่อไป สลับกับการป้อนสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ 50–100 มิลลิลิตร (ครึ่งแก้ว)
เด็กที่กินนมผสม อาจให้กินนมผสมได้ตามปกติ แต่เพียงครึ่งเดียว สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่อีกครึ่งหนึ่งแทน แต่ถ้าหากไม่แน่ใจว่าเด็กท้องเสียจากนมผสมหรือไม่ ก็ควรหยุดนมไว้ก่อน
สำหรับเด็กโตควรเริ่มให้อาหารใน 4 ชั่วโมงหลังดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่แล้ว อาหาร เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม จะช่วยให้ลำไส้ได้อาหารและฟื้นตัวเร็วขึ้น ยกเว้นว่าผู้ป่วยมีอาเจียนก็ควรรอให้อาการดีขึ้นก่อน
“ยาสำหรับโรคทางเดินอาหาร” เมื่ออยู่ในภาวะอุบัติภัย การกินอยู่ไม่ปกติ อารมณ์เครียด เศร้าหมอง ท้องไส้ก็อาจไม่สบาย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกแน่น อาจพบได้บ่อย ยาที่มักได้รับบริจาคเพื่อลดกรดหรือน้ำย่อยที่มากเกินในกระเพาะอาหาร มีทั้งชนิดยาเม็ดและยาน้ำ แต่การบริจาคมักเป็นชนิดเม็ด ชนิดน้ำ ได้แก่ คาร์มิเนทีฟ ยาธาตุน้ำแดง ชนิดเม็ด ได้แก่ ยาเม็ดโซดามินต์
วิธีรับประทาน ผู้ใหญ่กินครั้งละ 1–2 เม็ด (ช้อนโต๊ะ) เด็กกินครั้งละครึ่ง1 เม็ด (ช้อนโต๊ะ) ใช้เฉพาะเวลามีอาการ หรือวันละ 3–4 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงและก่อนนอน ถ้าเป็นมากให้กินได้ทุก 2–4 ชั่วโมง ยาชนิดเม็ดควรเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน ถ้าเป็นยาน้ำต้องเขย่าขวดให้ยากระจายตัวก่อนรินยาทุกครั้ง
“ยาล้างแผล ยาใส่แผล” เมื่อมีบาดแผลเลือดไหล ก่อนอื่นต้องทำการห้ามเลือดให้หยุดไหลก่อน จากนั้นจึงทำความสะอาดแผลและใส่ยารักษาแผล การล้างแผลทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นแผลสด แผลพุพอง หรือแผลอักเสบ จะช่วยให้แผลสะอาด เป็นการฆ่าเชื้อโรคและทำให้ยาอื่นที่จะทาต่อไปถูกดูดซึมได้ดี โดยล้างแผลด้วยสบู่ น้ำ ด่างทับทิม และน้ำยาไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.3%
ยาใส่แผลควรเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับชนิดของแผล ข้อควรระวัง คือ การเลือกยาใส่แผลให้เด็กอ่อน ควรเลือกชนิดที่ระคายเคืองน้อยที่สุด ได้แก่ 1.ทิงเจอร์ไอโอดีน อย่าใช้กับผิวหนังอ่อนนุ่ม ห้ามใช้สำลีชุบยาปิดแผลไว้ 2.ยาแดง (เมอร์คิวโรโครม 2%) ในคนที่แพ้จะเกิดเม็ดน้ำใส หรือผื่นคันให้หยุดใช้ทันที 3.ทิงเจอร์ไธเมอโรซอลไม่เหมาะกับเด็กอ่อน 4.โพวิโดน ไอโอดีน เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดขนานหนึ่ง ใช้ทาแผลทั่วไปและแผลไฟไหม้ โดยยานี้จะปลดปล่อยไอโอดีนออกมาอย่างช้าๆ ทำให้ไม่ระคายเคือง หรือเปรอะเปื้อนผิวหนังและไม่มีกลิ่น
“การใช้ยาล้างตา” 1.ใช้ถ้วยล้างตาที่สะอาด เทน้ำยาล้างตาใส่ถ้วยล้างตาเล็กน้อย กรอกถ้วยไปมาให้ทั่วแล้วเทน้ำยาล้างตาทิ้งไป 2.เทน้ำยาให้เต็มถ้วย ก้มหน้าลงเอาตาข้างที่ต้องการล้างจุ่มลงในถ้วย กดถ้วยให้แน่น 3.เงยหน้าขึ้นโดยไม่ให้น้ำยาหก ลืมตาในน้ำยากรอกตาไปมาหรือกะพริบตาในน้ำ 23 ครั้ง 4.ก้มหน้าลงเอาถ้วยน้ำยาออก เงยหน้าขึ้นลองลืมตาดูว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ดีขึ้นสามารถล้างตาซ้ำได้
“การใช้ยาหยอดตา” ควรล้างมือให้สะอาด เขย่าขวดก่อนใช้ นอนราบ หรือนั่งพิงให้ศีรษะเอนไปด้านหลัง แหงนหน้าขึ้นมองเพดาน ดึงหนังตาล่างให้เป็นกระพุ้ง แล้วหยอดยาลงไปด้านในกระพุ้งเปลือกตาล่าง 1 หรือ 2 หยด ระวังอย่าให้ปลายหลอดแตะถูกตา หลับตา 12 นาที ถ้าต้องหยอดยา 2 ชนิดขึ้นไปในคราวเดียวกัน ควรทิ้งระยะห่างประมาณ 5 นาที จึงหยอดยาชนิดต่อไป
ยาที่เปิดใช้แล้วให้ปิดสนิท เก็บไว้ในตู้เย็น แต่ห้ามใส่ในช่องแช่แข็ง ไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 1 เดือน และห้ามใช้ยาร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจติดเชื้อกันได้







